[Fiction] A Thousand Years (ธอร์ x โลกิ) Part 2/3
posted on 24 May 2012 16:26 by little-fin in Diary, Fanfiction
)
)หมายเหตุ : นี่ คือฟิคที่เกิดจากการเวิ่นของเจ้าของบล็อกล้วนๆ ถึงจะดู The Avengers มาหลายวันแล้ว แต่ความพีคยังไม่หาย ใครเป็นแฟนคลับธอร์ x โลกิ ยกมือขึ้น!
หมายเหตุ 2 : ฟิคที่แต่งเป็นเรื่องชายรักชาย หรือ Yaoi ใครที่รับไม่ได้ หรือไม่รู้จักก็ปิดเอนทรีย์นี้เลยค่ะ ไม่เช่นนั้นจะหาว่าเราไม่เตือน
Title : A Thousand Years
Author : Kukuri
Pairing : Thor x Loki
Rate : PG
"เพราะเหตุใดโลกิยังไม่ฟื้นอีก...." เสียงของธอร์ผู้เป็นพี่ชายกล่าว “เพราะเหตุใด....”
ดวงตาสีครามของชายหนุ่มผู้เป็นกษัตริย์แห่งแอสการ์ดดูเหม่อลอย ธอร์มองไปยังน้องชายที่นิทราบนแท่นบรรทม หลังจากโลกิโดนเวทลงทัณฑ์จากห้องขังนั้นเวลาก็ล่วงเลยมานับเดือนแล้ว ถึงจะระดมหมอหลวงฝีมือดีรักษาจนหาย แต่โลกิก็ไม่มีแววฟื้นตื่นขึ้นมา ความห่วงใยในตัวพระอนุชาทำให้ธอร์รู้สึกเจ็บแปลบถึงขั้วหัวใจ
"แม่ก็กังวลเช่นกัน น้องไม่รู้สึกตัวเลย ไม่แม้แต่ขยับกาย" พระมารดากล่าวเสียงแผ่ว ใบหน้าที่เคยสวยเปล่งปลั่งเป็นนิจดูหมองลง พระมารดาแห่งแอสการ์ดทอดสายตาไปยังบุตรชายคนเล็กที่หลับเป็นเจ้าชายนินทรา พลางลูบผมสีดำที่ปรกใบหน้าออกอย่างอ่อนโยน
“ท่านแม่... เป็นความผิดของข้าเองที่ทำให้โลกิเป็นเช่นนี้..ข้า...” ธอร์กล่าวด้วยความรู้สึกผิด ความทุกข์ที่อยู่ในใจกษัตริย์หนุ่มยากเกินจะอธิบาย
...เจ็บปวดเหลือเกิน ทำไมเจ้าต้องทำแบบนี้ด้วยโลกิ? ทำไม....
พระมารดาส่ายพระพักตร์ “ไม่ใช่ความผิดของลูก โลกิเลือกที่จะกระทำเช่นนี้เองไม่ใช่เพราะเจ้า”
“แต่ข้าห่วงโลกิเหลือเกินท่านแม่”
“เราทุกคนต่างก็ห่วงโลกิ ท่านพ่อเจ้าก็เช่นกัน” พระมารดาเอ่ยถึงอดีตกษัตริย์แห่งแอสการ์ด ที่ถึงแม้จะโดนหักหลังก็ยังรักในตัวพระอนุชาสุดท้องคนนี้
“แต่ทุกคนคงไม่คิดเช่นนั้นสิท่านแม่” ธอร์กล่าวถึงความเป็นจริง เพราะแอสการ์ดยังคงมองน้องชายของเขาเป็นทรราชย์ “ถึงข้าจะเป็นกษัตริย์ แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่เกิดขึ้นได้ ความผิดของโลกิทุกคนยังไม่ให้อภัย”
“ข้าต้องจองจำเขา แม้กระทั่งบาดเจ็บเจียนตายข้าก็ยังต้องให้เขามานอนในคุกแห่งนี้!”
ธอร์ทุบมือไปยังกำแพงหนาเบื้องหน้า อักขระเวทในห้องขังเรืองแสงก่อนจะสงบลง พระมารดาลุกขึ้นพลางเดินไปหาลูกชายคนโตก่อนจับมือเพื่อให้กำลังใจ
“เจ้าทำดีที่สุดแล้ว ธอร์”
“ข้าเสียใจเหลือเกินท่านแม่ โลกิไม่ควรจะมาอยู่ตรงนี้...”
...น้องชายเพียงคนเดียวของข้า บุตรแห่งโอดิน...
...เพราะข้า ที่ทำให้เจ้าเป็นแบบนี้....
พระมารดาบีบมือธอร์แน่น ดวงตาอ่อนโยนหันกลับไปมองบุตรชายคนเล็กที่ยังนินทราบนแท่นบรรทม
“....โลกิตอนนี้ช่างเหมือนท่านพ่อเจ้าไม่มีผิด อยู่ในสภาวะหลับไหลไม่ที่สิ้นสุด” พระมารดารำพัน “คงต้องรอเวลาเท่านั้นที่จะทำให้น้องเจ้าฟื้น เขาเป็นเด็กที่ฉลาด เก่งกาจ แต่อารมณ์อ่อนไหว เรื่องราวในครั้งนี้คงมากเกินจะรับไว้”
“แม่กลัวเหลือเกินธอร์...กลัวโลกิไม่ฟื้น”
“อย่าพูดว่าโลกิจะไม่ฟื้นขึ้นมา!”
ธอร์เอ่ยเสียงดังจนทำให้พระมารดาก้าวถอยหลังไม่รู้ตัว ใบหน้าของกษัตริย์หนุ่มแสดงความกริ้วและสะบัดมือออกจากพระมารดา
“เขาต้องฟื้นขึ้นมาท่านแม่...” ธอร์เอ่ย “ไม่ว่าจะด้วยวิธีอันใดข้าก็จะให้ฟื้นขึ้นมา!”
พระมารดาสบตาบุตรชายคนโตก่อนจะส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้ จนทำให้ธอร์รู้สึกตัว “ขออภัยท่านแม่...”
“ธอร์ ถ้าลูกเชื่อเช่นนั้น แม่ก็จะเชื่อด้วย” พระมารดากล่าวพลางลูบพระพักตร์ที่ซูบตอบ
“แต่อย่าฝืนพระวรกายมากนักล่ะ ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นกษัตริย์แห่งแอสการ์ด ผู้ปกครองที่อ่อนแอย่อมทำให้อาณาจักรอ่อนแอตามไปด้วยหวังว่าเจ้าจะเข้าใจ”
“ขอภัยที่ทำให้ท่านแม่ลำบาก”
“ถ้าเช่นนั้นแม่ขอตัว ดูแลน้องให้ดี”
“น้อมส่งท่านแม่”
เมื่อพระมารดาเสด็จออกจากห้องขังไป ธอร์จึงเดินไปยังแท่นบรรทมที่พระอนุชานินทราอยู่ ใบหน้านั้นเรียบนิ่งสงบไร้ซึ่งอารมณ์ ผมสีดำดุจปีกกาล้อมกรอบใบหน้าขาวซีด ลมหายใจที่เข้าออกสม่ำเสมอคือหลักฐานที่ยืนยันว่าคนบนเตียงยังคงมีชีวิต อยู่ มือแกร่งของธอร์สัมผัสไปตามรูปหน้าเรียวของโลกิก่อนจะสิ้นสุดลงบนริมฝีปาก บางและไล้อย่างแผ่วเบา
“ยามเมื่อเจ้ามีสติ ริมฝีปากคู่นี้มักเอ่ยวาจาเสียดแทงใจข้าเสมอ” ธอร์เอ่ยขึ้น “แต่มาตอนนี้ไร้สิ้นเสียงของเจ้ากลับยิ่งทำให้หัวใจข้าเจ็บปวดราวหอกพันเล่มเสียดแทง
ข้ายังจำได้ดีว่าตอนอยู่ที่โลกมนุษย์ข้าได้ทำเรื่องร้ายกาจกับเจ้า รวมกลุ่มกับเหล่าสหายมนุษย์เพื่อจับกุมเจ้า ทำร้ายเจ้าหลายต่อหลายครั้ง แต่เจ้าก็ยังใช้อุบายล่อหลอกให้พวกข้าหลงทางได้เสมอ จนเรียกกองทัพบุกโลกมนุษย์ได้สำเร็จ”
กษัตริย์หนุ่มแห่งแอสกร์ดยักยิ้มเศร้า
“...พวกข้าต่อสู้กับเจ้า และได้มาซึ่งชัยชนะ”
....ชัยชนะที่ศูนย์เปล่า....
“เพราะข้าคือกษัตริย์ตัวจริง ส่วนเจ้าคือกษัตริย์จอมปลอม”
...แม้จะเจ็บปวดเพียงใด....
“เจ้าไม่มีทางชนะข้าได้หรอกโลกิ”
...ความพ่ายแพ้นั้นจะสลักในใจเจ้าชั่วกัปชั่วกัลป์...
“เพราะเช่นนี้ใช่มั้ยเจ้าถึงไม่อยากพบข้าอีก”
...หลีกหนี มิพบเห็นราวกับสะพานสายรุ้งไบฟรอสที่ศูนย์สลาย...
“ระหว่างพวกเราสองคนช่างมีหนี้กรรมเยอะเหลือเกิน”
...แม้จะสร้างบุญทดแทนเพียงใดก็ไม่อาจหลบล้างได้...
“โลกิ ได้โปรดให้อภัยพี่ชายผู้โง่เขลาคนนี้ด้วยเถอะ”
...คนโง่ที่เพิ่งมารู้ใจตัวเอง...
“ได้โปรดฟื้นขึ้นเถิด โลกิ”
....เพราะไร้ซึ่งเจ้า ตัวข้านั่นพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเวลา...
ธอร์ก้มตัวลงบนร่างของโลกิ จรดหน้าผากแนบพระพักตร์ที่หลับสนิทราวกับส่งทอดความรู้สึกที่อัดอั้นในใจ มือทั้งสองข้างโอบกอดร่างบางเนิ่นนานจนร่างนั้นอุ่นขึ้นมาทีละน้อยจนเลือดฝาด
“วันนี้ข้าก็บ่นกับเจ้ายืดยาวอีกแล้วโลกิ” ธอร์เอ่ยขึ้น ลมหายใจอุ่นปะทะใบหน้านิ่งนั้น “หวังว่าเจ้าคงไม่เบื่อข้าคนนี้หรอกนะ”
ชายหนุ่มผมทองถอนใบหน้าออกพลางยิ้มให้โลกิ จัดร่างกายของพระอนุชาให้อยู่ในท่าที่หลับสบาย ก่อนจะจากไปธอร์หันกลับมามองโลกิอีกครั้งและเอ่ยขึ้น
“ไว้วันพรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมเจ้าใหม่ ราตรีสวัสดิ์โลกิ”
ผ้าคลุมสีแดงของธอร์พลิ้วไสวตามแรงเดินก่อนจะออกจากห้องขังไป โดยหารู้มั้ยว่าคนที่นินทราอยู่บนเตียงมีสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้น หยาดน้ำเม็ดเล็กๆ ได้เออออกมาจากเนตรที่ปิดสนิท เปื้อนใบหน้านิ่งที่เจือความเศร้าไม่แพ้พระเชษฐา
.........................................................................................................................................
"เจ้าควรจะขอบคุณข้านะ ไร้สะพานรุ้งไบฟรอสต์ มหาบิดาต้องเรียกพลังเทพสักเท่าไหร่ถึงจะสะกดเจ้าที่นี่ได้ ยังโลกที่เจ้าแสนรัก.."
คำพูดของโลกิยังสะท้อนก้องในห้วงความทรงจำของธอร์ กษัตริย์หนุ่มแอสการ์ดยืนอยู่บนเศษซากของสะพานรุ้งไบฟรอส ดวงเนตรสีครามมองลงไปยังห้วงนภาที่ไร้จุดสิ้นสุด
"โลกที่ข้าแสนรัก มิอาจเทียบเทียมเจ้าหรอกโลกิ" ธอร์เอ่ยพึมพำเบาๆ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าได้มีบุคคลหนึ่งได้ ปรากฎตัวขึ้น
“ดึกดื่นป่านนี้ยังคิดจะเดินเล่นอยู่ที่นี่อีกหรือ?”
“ท่านพ่อ...” ธอร์ก้มคำนับพระบิดา เนตรสีฟ้าฉายแววแปลกใจ “เหตุใดท่านถึงมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้?”
“และเจ้าล่ะ?” โอดินยิ้มละไมและถามกลับ พลางมองท้องฟ้าสีดำที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว “...เจ้ามาอยู่ที่นี่ทำไม”
“ข้า...”
“ข้าก็เหมือนกับเจ้า ไม่อยากตอบคำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบ” โอดินกล่าว และเอ่ยตรงประเด็น “ยังกังวลเรื่องโลกิสินะ”
“ท่านแม่ทูลบอกท่านหรือ” ธอร์เอ่ยพลางส่ายหน้า “พวกท่านวิตกเกินไปแล้ว ข้าไม่เป็นอะไรหรอก”
“...นับตั้งแต่โลกิหายสาบสูญเมื่อคราวนั้น ความเศร้าได้ปกคลุมจิตใจเจ้าจนพวกเราเป็นกังวล” โอดินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจ
“ข้าเชื่อว่าเมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไปจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ทำให้เจ้าพ้นความทุกข์ทรมาณจากความเศร้าโศก กลับมามีชีวิตชีวาดังเช่นวันวาน กลับมาเป็น ‘ธอร์’ บุตรชายของข้าที่ภาคภูมิใจ.... และตอนนั้นเองที่โลกิก็ได้ปรากฎตัวที่โลกมนุษย์ พวกเราทุกคนต่างยินดี พร้อมกับความทุกข์ใจกับสิ่งที่เขากระทำ”
“ใช่ ตอนนั้นข้ายินดีมากที่โลกิยังมีชีวิตอยู่” ธอร์ยิ้มเศร้าออกมา และมองท่านพ่อ “และข้าได้ให้คำสัตย์กับท่านพ่อว่าจะนำตัวโลกิกลับสู่มาตุภูมิ ..เพื่อรับโทษทัณฑ์ที่เขาก่อขึ้น”
ท้ายประโยคนั้นธอร์เอ่นด้วยความรู้สึกลำบากใจ เพราะเหตุผลข้อนี้กระมังท่านพ่อถึงได้ใช้พลังเวทมหาศาลส่งตัวเขามาที่โลก มนุษย์เพื่อนำโลกิกลับมารับโทษทัณฑ์ที่แอสการ์ด
“และเจ้าก็นำตัวน้องชายกลับมาอย่างปลอดภัย” โอดินกล่าวพลางตบบ่าบุตรชายองค์โต “ถึงแม้ตอนนี้โลกิจะบาดเจ็บ แต่ขอเพียงมีชีวิตอยู่ ความหวังก็ไม่ดับสิ้น”
“ข้าเชื่อว่าโลกิต้องฟื้นขึ้นมา” ธอร์เอ่ยขึ้น “แต่อีกนานเท่าไรล่ะท่านพ่อ เป็นเดือน เป็นปี หรือศตวรรษ?”
“เจ้ากล่าวอะไรออกมา...?”
“อย่ามาปกปิดข้าเลยท่านพ่อ” ธอร์สบตากับพระบิดาแน่วแน่ พลางกำหมัดแน่น “โลกิใช้เวทบางอย่างสะกดวิญญาณตัวเองให้หลับไหล ท่านพ่อเองก็รู้เวทนั้นเป็นอย่างดี เวทโบราณซับซ้อนยากเกินกว่าที่ข้าเข้าใจ”
โอดินมองบุตรชายคนโตก่อนจะยิ้มน้อยๆ ออกมาเป็นการยอมรับ ดูท่ากษัตริย์แห่งแอสการ์ดองค์ปัจจุบันเริ่มมีพระปรีชาสามารถสมกับตำแหน่ง ที่ได้รับบ้างแล้ว
“ท่านพ่อ ท่านช่วยคลายเวทนั่นได้มั้ย?”
“ข้าช่วยเจ้าไม่ได้” โอดินเอ่ยตัดบทพลางมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงดาว “ข้าช่วยโลกิไม่ได้”
“เพราะเหตุใดท่านพ่อ! หรือเพราะเขาไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของท่านถึงได้ผลักไส!” ธอร์ตัดพ้อเสียงดัง
“โลกิเป็นบุตรแห่งโอดิน บุตรของข้า” โอดินเอ่ยย้ำ น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจ “แต่เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้นที่ ข้าช่วยโลกิไม่ได้”
“ทำไม? เวทมนต์บนโลกใบนี้ท่านปราดเปรื่องเหนือกว่าใคร เหตุใดท่านจึงคลายเวทนี้ไม่ได้!” ธอร์เอ่ยเสียงแข็งกร้าว แววตาแสดงออกถึงความโกรธเคือง
“ข้าผิดหวังในตัวท่านจริงๆ เพราะเหตุนี้โลกิถึงได้จากไป... ไกลเสียจนข้ามิอาจเอื้อม แม้แต่จะฉุดรั้งให้อยู่ต่อไปก็ไม่ได้!”
ธอร์สะบัดเสื้อคลุมพลางเดินกลับไปยังม้าที่ผูกไว้ หวังจะจากไปเพื่อระงับสติอารมณ์ที่เพิ่งปะทุขึ้นมา
“ไม่ใช่เพราะข้าเจตนาให้เป็นเช่นนั้นธอร์” โอดินเอ่ยบอกบุตรชายที่เตรียมตัวควบม้า “แต่เพราะเวทนั้นมีเงื่อนไขที่ข้าไม่อาจแก้ไขได้”
ชายหนุ่มผมทองดึงส่ายบังเหียนให้ชะลอ ก่อนจะหันมาถาม “ท่านพ่อหมายความเช่นไร?”
“เงื่อนไขเดียวที่ทำให้น้องของเจ้าฟื้นก็คือ “เจ้า” ” โอดินบอกในที่สุด และเห็นแววตางุนงงของบุตรชายตอบกลับมา
“ข้าไม่เข้าใจ”
“นี่คือคำใบ้สุดท้ายที่ข้าจะเอ่ยได้” โอดินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “มีเจ้าเพียงคนเดียวที่จะช่วยโลกิได้”
โอดินมองธอร์ที่ยังไม่จากไป ชายชราผู้เคยเป็นกษัตริย์แห่งแอสการ์ดพึมพำสองสามคำก่อนภาพเบื้องหน้าจะแปร เปลี่ยน จากสะพานรุ่งไบฟรอสที่หักพังกลับเป็นภาพของท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยฝูงชนที่โห่ร้องยินดี โอดินเห็นบุตรชายคนเล็กที่สมควรนอนอยู่บนเตียงนั่งบนบัลลังค์ของกษัตริย์
“เจ้าคิดจะปิดกั้นตัวเองอยู่ในโลกแห่งจิตเนิ่นนานเพียงใดลูกข้า” โอดินเอ่ยกับบุตรชายคนเล็กที่กำลังกินดื่มอย่างมีความสุขในภาพมายาที่สร้างขึ้น
“ท่านพ่อ ท่านก็มาในงานเฉลิมฉลองของข้าด้วยหรือ” โลกิชูถ้วยที่บรรจุไวน์ให้ท่านพ่อ “เชิญๆ สำราญได้เต็มที่ท่านพ่อ”
“งานฉลองของเจ้าจะมีประโยชน์อันไหนในโลกจอมปลอมโลกิ” โอดินสะบัดมือเพียงครั้งเดียวภาพฝูงชนที่โห่ร้องยินดีก็หายไป
“ท่านมาถึงก็มาทำให้งานเลี้ยงข้ากร่อยเลยนะมหาบิดา”
“ข้ามาทำให้เจ้าสำนึกต่างหาก บัลลังค์แห่งนี้ข้ายกให้กับธอร์ไปแล้ว”
“หุบปาก! ท่านมีสิทธิมาอะไรมายุ่งกับข้ามหาบิดา” โลกิลุกขึ้นพลางสะบัดผ้าคลุมสีเขียวด้วยความไม่พอใจ และเดินตรงไปยังชายชราที่อยู่เบื้องล่าง “โลกแห่งนี้ข้าเป็นกษัตริย์! ไม่ใช่ของท่านหรือธอร์ แต่เป็นของข้า!”
“อย่างนั้นหรือ และทำไมใบหน้าเจ้าถึงเต็มไปหยาดน้ำตาล่ะโลกิ” โอดินบอกลูกชาย พลางเอื้อมมือลูบใบหน้าเศร้าโศกที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา
“ความสุขของเจ้าคืออะไร? เจ้าจะเก็บความเจ็บปวดให้ทรมาณไปเพื่ออะไร?”
โลกิแสยะยิ้มและปัดมือพระบิดาออก “ท่านจะมารู้อะไรมหาบิดา ตอนนี้ข้ามีความสุขที่สุดตั้งแต่ที่เกิดมาบนโลกใบนี้!”
“อย่างงั้นหรือ” โอดินกล่าว ดวงเนตรมองไปยังบุตรชายที่ยังอ่อนต่อโลกนัก “เจ้าถึงกับใช้เวทมนตร์โบราณเพื่อทำให้เจ้ามีความสุข แต่เป็นความสุขที่เกิดบนความทุกข์ของพี่ชายเจ้า”
“ข้าหวังให้เขาจมอยู่ในห้วงความทุกข์ตลอดกาล!”
“โลกิ” โอดินบอกลูกชายด้วยสีหน้าจริงจัง “ลูกไม่มีวันมีความสุขได้หรอก”
“หึ ท่านจะพูดอะไรก็เชิญเถอะ เพราะยังไงข้าก็ไม่มีวันออกจากโลกใบนี้” โลกิหัวเราะพลางอ้าแขนกว้าง “โลกที่ข้าสร้างขึ้น โลกอันแสนสงบสุขที่ไร้ซึ่งพวกท่าน... และท่านก็ไม่มีวันพาข้าออกไปจากที่นี่ได้! ”
โอดินเพียงยักยิ้มพลางมองบุตรชายด้วยสายตาอ่อนโยน นิสัยของโลกิชายชรารู้ดียิ่งกว่าใคร ในจิตใจเบื้องลึกของบุตรชายคนเล็กเต็มไปด้วยความน้อยใจ หวังจะให้ใครซักคนมาฉุดรั้งออกจากโลกใบนี้
“แต่ธอร์พาเจ้าออกไปได้”
“เจ้านั้นไม่สามารถทำได้หรอก คนโง่อย่างเจ้านั้นไม่มีวันผ่านเงื่อนไขของข้าได้”
“จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ” โอดินเอ่ยลองเชิงบุตรชาย
“หึ ดูเหมือนท่านจะเชื่อใจเหลือเกินว่าบุตรชายที่ท่านแสนภูมิใจจะแก้มนต์สะกดข้าได้” โลกิหัวเราะหยัน
“เจ้าดูออกง่ายขนาดนี้ มีหรือธอร์จะไม่รู้สึกหรือล่วงรู้”
“ท่าน!”
“ยังไงเจ้าก็คือบุตรชายของข้าโลกิ” ชายชรากล่าว “ข้าเลี้ยงดูตั้งแต่เล็กจนเติบโตมีหรือจะไม่รู้นิสัยใจคอของเจ้า”
“หุบปาก!” โลกิตะโกนลั่นพลางเอามือปิดหูตัวเอง “เลิกเรียกข้าเป็นบุตรของท่านเสียที เพราะข้าไม่ใช่! ไม่ใช่บุตรของท่าน ออกไปเดี๋ยวนี้!”
โอดินได้แต่ยิ้มเรียบ ดวงตามองบุตรชายที่ตะโกนทั้งน้ำตา หากอยู่ในโลกใบนี้ต่อไปคงทำให้โลกิบอบช้ำใจยิ่งกว่าเดิม
“แล้วข้าจะรอดูบุตรชายของข้า....รอวันที่เจ้าฟื้น”
โอดินเอ่ยเพียงแค่นั้นก่อนจะสลายหายไปราวกับไม่เคยมาที่นี่มาก่อน โลกิมองจุดที่มหาบิดาจากไปก่อนยิ้มเยาะออกมา
“ข้าไม่กลับไปหรอกมหาบิดา ต่อให้เวลาผ่านไปนับพันปีก็ยังน้อยเกินไป ข้าจะทำให้ธอร์ตกอยู่ในห้วงความผิดบาปชั่วชีวิต!”
มือเรียวปาดน้ำตาและสะบัดมืออีกครั้ง พลันภาพของฝูงชนที่โห่ร้องยินดีก็ปรากฎขึ้น งานเฉลิมฉลองดำเนินต่อไป ชายหนุ่มผมดำก้าวขึ้นบัลลังค์และประทับนั่งด้วยความสง่างาม
“เจ้าไม่มีวันทำได้หรอกธอร์ พี่ชายจอมปลอมที่ดีแต่สร้างภาพ” โลกิสัมผัสริมฝีปากตัวเองที่เคยถูกพันธนาการ ด้วยน้ำมือพี่ชายที่บอกรักเขานักหนา
“เพราะวาจาของข้ามีแต่ทำคำยุยง หาซึ่งความดีไม่ได้ เจ้าถึงได้พันธนาการไว้” ชายหนุ่มเอนกายบนบัลลังค์ และดื่มไวน์รวดเดียวจนหมดก่อนจะปาแก้วทิ้ง “การที่ข้าหลับไปอย่างนี้น่าจะทำให้เจ้ายินดีด้วยซ้ำ!”
“ข้าไม่เสียใจเลยซักนิดมหาบิดา ข้ามีความสุขดี ในโลกที่ไม่มีพวกท่าน”
“โลกิ ได้โปรดให้อภัยพี่ชายผู้โง่เขลาคนนี้ด้วยเถอะ”
ประโยคหนึ่งในห้วงคำนึงดังแว่วในความทรงจำ โลกิกัดริมฝีปากแน่น นัยน์ตาทั้งสองร้อนผ่าวราวกับมีใครเอาพระอาทิตย์มาตั้งอยู่เบื้องหน้า
“ข้าไม่มีวันให้อภัยเจ้า ธอร์” โลกิเอ่ยเสียงกระซิบ นัยน์ตาเศร้าเออล้นไปด้วยหยาดน้ำตา
“ไม่มีวัน....”
...............................................................................TBC
Talk!
ในที่สุดฟิคเวิ่นๆ นี้ก็ใกล้จะจบแล้ว! เหลืออีกหนึ่งตอนเท่านั้นเรื่องสั้นจากความเพ้อนี่จะจบลง
จะเห็นว่าคุคุริเขียนถึงพ่อแม่ของทั้งสองคนนี้ด้วย เพราะอิทธิพลจากการดูเรื่องธอร์
(แม้จะเป็นบทตัวประกอบก็ตาม)
คุคุริอยากให้ทั้งคู่มีบทบาทมากกว่านี้ก็เลยแต่งออกมาซะเลย (แต่ก็เป็นบทตัวประกอบอยู่ดี ฮา)
อยากให้เป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำทั้งธอร์ และโลกิก้าวเดินต่อไป เพื่อให้ลูกๆ ทั้งสองโบร,koซ์อย่างมีคุณภาพ 555+
(โดนสายฟ้าธอร์ฟาดเกรียม)
แค่กๆ จะรีบปั่นตอนจบ หวังว่าทุกคนจะสนุกกับฟิคเรื่องนี้นะคะ
ไว้เอนทรีย์หน้าพบกันใหม่ค่ะ 




