Title : [Short Fiction]...ใจร้าว คู่ 6927 ตอนที่ 2

Rate : No Rate (เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย)

Pairing : 6927 (คู่โปรดที่นานๆเขียนที)
หมาย เหตุ เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากละครเรื่อง ใจร้าว... แต่ไม่ได้ก็อปเรื่องมาทั้งดุ้นนะจ๊ะ ดูละครเรื่องนี้แล้วหลงรักพี่เคนกับพี่แอฟสุดๆ...สนับสนุนให้ดูนะจ๊ะ...

 

 

เชิญอ่านได้เลยค่ะ....



...หากดวงหทัยของข้าแตกไปแล้วจริง...
...สิ่งที่ประสานใจของข้า...
...คงไม่พ้นรอยยิ้มของเธอ...
...หากไร้ซึ่งรอยยิ้มนั้นแล้ว...
...ใจของข้าคงแตกสลายอีกคราว....
ฮิบาริ เคียวยะ




เมื่อมาถึงโรงแรมที่พัก ซาวาดะ สึนะโยชิก็รีบออกจากรถทันที ไม่ได้มองหน้าชายหนุ่มผมดำที่ขับรถพามาซักนิด...

“นั้น นายจะไปไหน...” ฮิบาริถาม เสียงนั้นเจือความอ่อนโยนอยู่บ้าง แต่อารมณ์ของสึนะตอนนี้เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้นนอกจากจะไปให้พ้นหน้าผู้ชายใจ ร้ายคนนี้...

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณฮิบาริ” สึนะเอ่ยขึ้นโดนไม่สบตาชายหนุ่ม “ผมไม่หนีไปไหนหรอก วางใจได้”

“ก็ดี...!!!” ฮิบาริว่า “ขี้เกียจไปตาม”

ชายหนุ่มผมดำปิดประตูรถเสียงดัง ก้าวฉับๆและโยนกุญแจรถให้คนรับรถที่ทำท่าตกใจ

“เป็นอะไรของเค้านะ” ชายหนุ่มบ่นเป็นภาษาไทย ยังไม่ทันที่จะเดินต่อก็โดนชายหนุ่มผมสีน้ำตาลชนอีก

“Sorry...” สึนะเอ่ย

เด็กรับรถเกาหัวแกรกๆ...ก่อนจะมองไปยังรถคันหรูที่จอดเบื้องหน้า ...ไม่เข้าใจนิสัยคนรวยเลยเฟ้ย...



...............................................................................................................


สึ นะก้าวเท้ายาวๆไปยังสวนหย่อมข้างๆโรงแรม ผ่านต้นไม้ประดับไฟสีส้มที่ห้อยตามกิ่งไม้ ณ ที่ชายหนุ่มเดินผ่านนั้นยังพอมีผู้คนเดินปะปรายบ้าง แต่ไม่พลุ่กพล่านมากเท่าในล็อบบี้โรงแรม...

บรรยากาศที่เงียบสงบ ลมเย็นที่พัดจากสายน้ำเบื้องหน้า ยังพอทำให้ใจของสึนะเย็นลงได้บ้าง เสียงเพลงพื้นเมืองทำนองเสนาะหูยังคงดังคลอเติมเต็มบรรยากาศเทศกาลรื่นเริง แห่งนี้

เสียงหัวเราะ เสียงหยอกเย้าของคู่ชายหนุ่มหญิงสาวที่เดินผ่านสึนะไป ยิ่งทำให้เขาไม่อยากอยู่ตรงนั้นอีกต่อไป...
แม้ไม่รู้ว่าที่ประเทศแห่งนี้มีเทศกาลอะไร แต่มันทำให้เขารู้สึกว่าเขาช่างเป็นส่วนเกินที่ทำลายบรรยากาศแสนสุขของที่นี่เหลือเกิน...

ชายหนุ่มร่างบางเดินลัดเลาะไปยังถนนเล็กๆที่คดเคี้ยวเข้าไปในหมู่แมกไม้ แยกจากทางเดินหลักที่เต็มไปด้วยคู่หนุ่มสาว ราวกับพระพายดลใจ...พัดพากลิ่นหอมหวานของดอกไม้ราตรี และกลิ่นเย็นๆชวนผ่อนคลายนั้นทำให้สึนะหันไปมองรอบข้าง และทำให้รู้สึกตัวว่าที่ที่ตนเดินมาช่างสวยงามจนบรรยายไม่ถูก

ต้นไม้ยืนต้นประดับไปด้วยโคมไฟหลากสี แสงไฟสีเงินที่ร้อยไปมาตามกิ่งไม้ ระยิบระยับไปด้วยแสงไฟตระการตา
สึนะเดินไปตามถนนเล็กๆไปเรื่อยๆ จนสิ้นสุดทางแล้วก็พบศาลาสีขาวหลังน้อยอยู่เบื้องหน้า โอบล้อมด้วยสระน้ำใสที่สะท้อนดวงไฟระยิบจากโคมไฟหลากสีที่แขวนอยู่...

“ยังกับอยู่ในความฝันเลย...” สึนะเอ่ยขึ้น อดนึกไม่ได้ว่าถ้ามุคุโร่มาเห็นด้วยคงจะดี...

มือบางกำโปสเตอร์แน่น ริมฝีปากสั่นน้อยๆอีกครั้ง สึนะรีบก้าวไปบนศาลาสีขาว เกาะกุมราวระเบียงแน่นเพื่อจะยึดตัวเองให้ยืนต่อไปได้....

....ผมไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะไปไหนได้อีกแล้ว...
....ทำไม ผมถึงเจ็บไม่จำนะ...


หยาดน้ำตาเม็ดแล้ว เม็ดเหล่า ไหลออกมาไม่หยุด...

“ขอเพียงครั้งเท่านี้เท่านั้น จะร้องไห้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว” สึนะกล่าวกับตัวเอง
“ขอให้น้ำตานี้พัดพาความทรงจำเลวร้ายๆไปด้วยเถอะ...”

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ สึนะไม่อาจทราบได้ รู้เพียงแต่ว่าคงนานพอจะให้ลืมความทรงจำร้ายๆในอดีตเจือจางลง
สึนะใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาตัวเอง หัวพองฟูสะบัดไปมา “เอาล่ะ พรุ่งนี้ต้องไปคุยกับแก็งพันธมิตร จะอ่อนแอไม่ได้!!!”

ชายหนุ่มค่อยๆนั่งลงบนราวระเบียง สายตาจับจ้องไปที่มาลีกลีบบางที่ร่วงหล่นจากต้นไม้ใหญ่ ล่องลอยไปบนนทีที่รองรับอยู่เบื้องล่าง สึนะซึมซับและผ่อนคลายกับบรรยากาศเงียบสงบแห่งนี้...เนิ่นนานเสียจนไม่รู้ ตัวว่าได้มีใครบางคนก้าวเข้ามา

“ไม่ยักรู้ว่าแถวนี้จะมีนาซิสซัสอยู่ด้วย”


..............................................................................................................

“ไม่ยักรู้ว่าแถวนี้จะมีนาซิสซัสอยู่ด้วย”

เสียงทุ้มนุ่มชวนฟังดังขึ้น ทำให้สึนะดีดตัวลุกทันที ร่างบางเพ่งมองร่างสูงโปร่งที่อยู่ในเงามืดแม้ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ก็ไว้ใจไม่ได้

“ผมมองดูดอกไม้ ไม่ใช่ดูเงาตัวเอง!!” สึนะเอ่ยเสียงฉุน มาหาว่าเขาหลงตัวเองแบบนี้ ก็ฉุนเหมือนกันนะ!

ชายหนุ่มดังกล่าวผงะไปเล็กน้อย ก่อนที่จะก้มลงน้อยๆเป็นเชิงขอโทษ “ขออภัยด้วยนะครับ พอดีผมเห็นคุณชะโงกหน้ามองน้ำตั้งนาน ก็เลยเข้าใจผิดไปหน่อย...”

เมื่อมีคนมาทำลายบรรยากาศความสุข มีหรือสึนะจะอยู่ต่อไป เขาก้มใบหน้านิดหนึ่งและเดินผ่านคนผู้นั้นไป กลิ่นหอมอ่อนๆของโคโลนทำให้สึนะชะงัก...

....กลิ่นนี้ หรือว่า...

ข้อ มือบางของสึนะถูกคว้าขึ้น สัมผัสแผ่วเบาจากริมฝีปากที่ค่อยๆบรรจงจูบทีละนิ้วทำให้สึนะรีบสะบัดมือ ทันที ดวงหน้าซับสีแดงบางๆเพราะความอาย

“คะ คุณ..!!!” สึนะรีบเอามือเช็ดกางเกง แต่ดูเหมือนชายหนุ่มตรงหน้าจะไม่ยอมและคว้าตัวร่างบางที่สูงเพียงไหล่เข้ามาซบในอก

....คิดถึงเหลือเกิน...
....คุณไม่ใช่ความฝันใช่มั้ย...
....ความอบอุ่น ชวนใฝ่หา...
....วองโกเล่...


“ปล่อยผม!!!~” สึนะดิ้นไปมา “ถ้าคุณไม่ปล่อย ผมจะร้องให้คนอื่นมาช่วย!!!”

“ผม คงไม่ให้คุณทำอย่างนั้นได้หรอก...” มุคุโรเอ่ยกระซิบ ชายหนุ่มร่างสูงดันร่างบางให้แนบกับเสาก่อนจะโน้มลงชิดติดใบหน้า ลมหายใจอุ่นๆที่ประสานทำให้ใจของสึนะเต้นแรง

สึนะเงยหน้ามองคนตรงหน้า แสงจากโคมไฟสีส้มส่องให้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มชัดเจน พร้อมกับเสียงเต้นรัวของหัวใจ...

“ไม่ได้พบกันนานเลยนะครับ...” มุคุโร่เอ่ยเสียงนุ่ม

“ฉะ ฉัน...” สึนะอ้าปากน้อยๆ เพราะความตื่นเต้นหรือความตกใจกันแน่ ที่ทำให้สึนะพูดอะไรไม่ออก

“อุ๊บ...”

ริมฝีปากของทั้งคู่แนบชิดกันกัน ความหวานล้ำชวนคะนึงหาถูกกระตุ้นด้วยลิ้นของคนรุกล้ำ สึนะกำเสื้อของมุคุโร่แน่น รับความรุกล้ำด้วยความเต็มใจ

ราวกับมีเสียงเพลงดังขึ้นในใจ ครั้งแรกที่ได้ยินเพลงนี้ สึนะก็จำได้ไม่มีวันลืม...นับจากลงเครื่องมา

...ราวกับแต่งเพื่อตัวเขาโดยเฉพาะ...


บอกได้ไหม โกรธเคืองฉันเรื่องอะไร จึงหายหน้าไปไกล ไม่มีแม้คำอำลา
สุดปวดร้าว ต้องทนเหงาเรื่อยมา เมื่อมองไม่เจอแววตา คู่นั้นที่เคยตรึงใจ
ไม่มีเธอแล้ว เหมือนใจจะขาดหายไป
เมื่อฉันไม่มีเธอใกล้ จะหายใจไปทำไม
รักเธออยากมีชีวิตเพื่อเธอ
รู้ไหมว่าไม่มีใครๆจะมีความหมายเท่าเธอ
โลกทั้งโลกมันดูว่างเปล่า ถ้าหากวันนี้ไม่มีเธอ
อยากให้รู้ ว่าอยู่ก็เพื่อรอ รอเพียงวันเวลา ที่จะได้เจอกัน
เธอเท่านั้น หนึ่งคนที่ต้องการ ใจมันทรมาน คิดถึงจนเกินบรรยาย
ไม่มีเธอแล้ว ฉันไปต่อไปไม่ได้ จะเสียอะไรก็ได้
สุดท้ายแค่เพียงมีเธอ รักเธออยากมีชีวิตเพื่อเธอ
รู้ไหมว่าไม่มีใครๆ ที่ใจจะรักอีกแล้ว
โลกทั้งโลกมันดูว่างเปล่าถ้าฉันขาดเธอ


...ฉันอยู่วันนี้ เพื่อรักเธอ...


มุคุโร่ผละริมฝีปากออก มองดูใบหน้าหวานที่ส่งสายตาหวานเชื่อมโดยไม่รู้ตัว แล้วแบบนี้ผมจะลืมคุณลงได้ยังไงวองโกเล่...

“ใจผมจะแตกเป็นเสี่ยงๆแล้วนะครับวองโกเล่” มุคุโร่เอ่ยเหย้า “โตขึ้นคุณยิ่งน่ารักนะครับ...”

“พูดอะไรแบบนั้นล่ะ~!” สึนะเขินจนหน้าแดง ไม่กล้าสบตาคู่สวยนั้น “นะ นายเองก็ดูดีขึ้นนะ...”

สึนะพูดอย่างจริงใจ เพราะร่างสูงตรงหน้าดูดีกว่าเขาตั้งหลายเท่า รวมทั้งหน้าตาหล่อเหลาขนาดผู้ชายแท้ๆ(?)อย่างเขายังอดไม่ได้ที่จะชื่นชม และมองด้วยความเผลอใจ...

พอรู้ตัวว่าจ้องคนตรงหน้านานไป สึนะจึงรับหันไปทางอื่น กลบเกลื่อนพิรุจด้วยการถามเรื่องอื่น

“มุคุโร่มาอยู่ที่นี่ได้ไงน่ะ เห็นว่ามีคอนเสิร์ตไม่ใช่เหรอ”

“ผมร้องไปแล้วน่ะครับ” มุคุโร่บอก “พอจะมาหาที่สงบๆก็มาเจอคุณเข้า เหมือนชะตาลิขิตเลยนะครับ”

“นายชอบมาที่นี่เหรอ?” ร่างเล็กเหม่อไปข้างหน้า

สวนสวยเงียบสงบกับศาลาหลังน้อย ช่างไม่เหมาะสำหรับมุคุโร่ซักนิด ถ้าเป็นคุณฮิบาริอย่างพอว่า

…ไปนึกถึงผู้ชายใจร้ายคนนั้นทำไมนะสึนะ!!!...

ร่างเล็กสะบัดหัวฟูไปมา นั้นยิ่งทำให้มุคุโร่แอบลอบยิ้มน้อยๆ
“นึกว่าผมจะไปอยู่ไหนล่ะครับ?” มุคุโร่เดินมากระซิบที่หลังหูสึนะเบาๆ “หรือว่าอยู่ในใจคุณ...”

ร่าง เล็กเผลอยิ้มออกมานิดหนึ่ง ...เพียงแค่นิดหนึ่งเท่านั้น สึนะหันกลับมาจ้องมุคุโร่ ใจดวงน้อยเต้นระรัวเหมือนสาวรุ่นแรกแย้ม วันนี้ถือว่าเป็นโชคดีจริงๆ

“บะ บ้า นายยังชอบอำฉันเอยู่เรื่อยเลยนะ” สึนะว่า

“คึ หึหึ...ก็คุณเป็นเด็กน้อยน่าแกล้งนี่ครับ” มุคุโร่จับปอยผมนุ่มมาจุมพิตเบาๆ “แต่ใจของคุณ ก็แข็งแกร่งจนไม่อาจเข้าใกล้ได้กว่านี้”

“แล้วนายสบายดีมั้ย?”สึนะแสร้งไม่ได้ยินคำพูดนั้น “มีคนให้ปกป้องหรือยัง?”

“ผมสบายดีครับ ดีกว่าเมื่อแปดปีก่อนด้วยซ้ำ” มุคุโร่บอกเสียงเรียบ “ส่วนคนที่ผมจะปกป้องเป็นใครนั้นไม่มีหรอก...”

“ยังหาใครไม่ได้อีกเหรอ?” สึนะถาม “นักร้องหนุ่มชื่อดังน่าจะมีใครให้ปกป้องนะ”

“คึ หึหึ...ผมก็แค่นักร้องกระจอกๆเองครับ ใครเหล่าจะมาสนใจ” มุคุโร่เปรยกับตัวเองเบาๆ “และคนที่ผมจะปกป้องนั้นก็ปฏิเสธผมอย่างไม่ไยดีเมื่อแปดปีก่อนแล้ว ผมไม่อยากเสียหน้าหรอกนะครับ”

“พูดแบบนี้เหมือนฉันใจร้ายเลยนะ” สึนะว่า ชายหนุ่มเอามือกุมอกตัวเอง ภาวนาในใจไม่ให้นึกถึงเรื่องเมื่อแปดปีก่อนพลางหมุนร่างไปยังทางเดิน “ฉันดีใจนะที่นายสบายดี...งะ งั้นฉันไปก่อนนะ...”

“ละ ลาก่อนนะมุคุโร่...”

มุคุโร่มองร่างเล็กที่เดินลับตาไปในสวนสวย มือที่ได้สัมผัสปอยผมนุ่มยกขึ้นมาจุมพิตเบาๆ กลิ่นหอมของร่างเล็กยังเหมือนลอยวนในอากาศ

โคมไฟสีนวลฉายใบหน้าของ มุคุโร่ที่เจื่อความเศร้าไว้ ...ไม่ว่าความคะนึงหาในร่างเล็กจะมีมากขนาดไหน ก็ต้องกดเอาไว้ ไม่เช่นนั้นคนที่เจ็บปวดที่สุดคงไม่ใช่เขา

...แต่คงเป็นบ่าเล็กๆของคนที่เขารักสุดหัวใจ...

....................................................................................................

“คุณรีบอร์นครับ!!” เสียงของโกคุเดระร้องเมื่อเห็นเอกสารกองใหม่วางบนโต๊ะอีกปึก “ยังไม่หมดอีกเหรอครับเนี่ย!!”

“หุบปาก แล้วทำงานไปซะ!” รีบอร์นที่เพิ่งโยนงานมาให้เอ่ยเสียงเข้ม “มือขวาที่ดีต้องทำงานหนักยามบอสไม่อยู่เข้าใจหรือเปล่า!!”

เมื่อคนลั่นประกาศิตสังหารจากไป โกคุเดระก็ถึงกับเอาหน้าฟุบลงกับโต๊ะ ก็ไอ้งานที่คุณรีบอร์นให้มามันยังยากยิ่งกว่าไปถล่มแฟมิลี่อื่นเสียอีก! บรรดางบประมาณกับค่าใช่จ่ายต่างๆนาๆ ถึงจะเก่งเลขแค่ไหนเหอะ พอเห็นมันเกือบทั้งวันมันก็เบื่อนะเฟ้ย!!! ไอ้พนักงานบัญชี เมียก็ดันมาป่วย!!! งานก็ยิ่งเยอะกว่าเดิม!!!...

…บ้าๆๆๆๆ....

เพราะกำลังบ่นงึมงำและทำงานไปด้วย เจ้ามือขวาจึงไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้ามือซ้ายหัวดำเข้ามาในห้องแล้ว และยืนยิ้มมองโกคุเดระสติแตก

“โย่...โกคุเดระ” ยามาโมโตะส่งเสียงเรียกเพื่อนรัก

“โย่บ้านแกสิ!! มีอะไรไอ้บ้าเบสบอล” โกคุเดระตะโกนใส่ “อย่ามารบกวนสมาธิฉันนะเฟ้ย...”

“น่าๆ นายป็นคนขี้เกรงใจจังเลยนะ” ยามาโมโตะว่า “ให้ฉันช่วยมั้ย?”

“ไม่ต้อง!!! ขืนให้แกทำมีหวังงานได้เละกว่าเดิม” โกคุเดระทำหน้าบึ้งใส่ จึงทำให้ยามาโตะยิ้มร่า ...นิสัยขี้เกรงใจเหมือนเดิมเลยแฮะ

...ชายหนุ่มผมดำลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ โกคุเดระ และยื่นหนังสือปกหนังประทับตราวองโกเล่ให้เพื่อนรักดู

“อะไร?”

“ฉันเห็นมันอยู่บนโต๊ะทำงานสึนะ” ยามาโมโตะบอก “จำได้ว่าหนังสือเล่มนี้อยู่ในห้องสมุดลับไม่ใช่เหรอ”

'ห้องสมุดลับ' ที่มีเพียงคนใกล้ชิด และผู้พิทักษ์ของวองโกเล่เท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าได้

“ดีนะที่ฉันไปเห็นซะก่อน สึนะเอามาทำไมนะ?”

“รุ่น ที่สิบคงมีเหตุผลอะไรบ้างอย่างน่ะแหละ” โกคุเดระวางมือจากงานและหยิบหนังสือมาดู กางหน้ากระดาษที่ริบบิ้นสีขาวนวลนั้นคั้นไว้ วันเดือนปี ที่เขียนนั้นระบุเหตุการณ์เมื่อแปดปีก่อน...

โกคุเดระไล่นิ้วไปบนตัวอักษรที่เป็นระเบียบบนหน้าบันทึก...เหตุการณ์หนึ่ง ที่เขาจำได้ดี เป็นเหตุการณ์ที่พวกเขาสูญเสียคนเป็นจำนวนมาก และยากที่ใครจะลืมเลื่อน…

“นึกแล้วยังเจ็บใจไม่หาย เจ้าคนทรยศนั้น” โกคุเดระบ่นพึมพำ “เจ้ามุคุโร่”

“อืมใช่ เหตุการณ์นั้นทำให้สึนะเสียใจมากเลย”

ยามาโมโตะแย่งหนังสือมาไว้กับตัว ทุกอย่างที่จดบันทึกไว้ราวกับมันเพิ่งจะเกิดเมื่อวันวาน วันที่เกิดการฆ่าล้างแฟมิลี่ในคฤหาสน์แห่งนี้


ทุกหนทุกแห่งในคฤหาสน์ มีคราบเลือดกระเซ็นไปทั่ว เสียงปืนและเสียงกรีดร้องดังอืออึ้ง เหล่าแฟมิลี่พันธมิตรที่มายังงานเลี้ยงฉลองของวองโกเล่ต่างตาย และล้มเจ็บเป็นจำนวนมาก...

และคนที่เป็นต้นเหตุของโศกนาถกรรมครั้งยิ่งใหญ่นี้ คือ ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอก “โรคุโด มุคุโร่!!!”
ตอนนั้นเขาจำได้ยามที่สึนะหายไม่ให้พวกเขาทำร้ายมุคุโร่ คำพูดเยียบเย็นและหยาดน้ำตาที่ไหลออกมาจากสึนะทำให้พวกเขาอึ้ง...

“ฉันจะไปคุยกับมุคุฅโร่เอง พวกนายรออยู่ที่นี่เถอะ”

“แต่ รุ่นที่สิบครับ เจ้านั้นมันจะฆ่ารุ่นที่สิบนะครับ!!!” โกคุเดระกรีดร้องออกมา ดวงตาสีมรกตของเพื่อนรักที่มองไปยังสึนะเปี่ยมไปด้วยความเป็นห่วง ร่วมทั้งพวกเขาที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างก็เป็นห่วงสึนะขาดใจ

“คุยไปก็เสียเวลา ขย้ำมันให้ตายเลยดีกว่า” ฮิบาริที่ขึ้นชื่อว่าปากหนัก ยังเตือนด้วยความเป็นห่วง

“ใช่ ซาวาดะแบบนี้จัดการให้สุดหูรูดเลย!!!” คุณพี่ซาซางาว่าชูกำปั้น

“ให้พวกผมไปเถอะครับวองโกเล่” แรมโบ้เอ่ย

“นั้นสิสึนะ ให้พวกเราพิทักษ์นายเถอะ” เขาเอ่ยขึ้น

“บอส ค่ะ ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านมุคุโร่” โคลมที่มีสีหน้าซีดเผือดกล่าว “แต่ถ้าท่านมุคุโร่อาละวาดขนาดนี้ ดิฉันกลัวว่าบอสจะไม่ปลอดภัย”


ตอนนั้นสึนะฟังเสียงใครทั้งนั้น และบุกไปหามุคุโร่ด้วยตัวคนเดียว เวลาผ่านไปราวๆครึ่งชั่วโมงและตอนนั้นโคลมก็เกิดอาการผิดปกติ หน้าท้องยุบลงและเหมือนจะขาดใจตาย

ทันใดนั้นมุคุโร่ก็ปรากฏตัวขึ้น ประกาศกับพวกเขาที่อยู่ตรงนั้น

“หากใครขัดขวางผม โคลมจะต้องตายนะครับ” มุคุโรเอ่ย “รวมทั้งวองโกเล่ที่พวกคุณรักด้วย”

ตอนนั้นทิฐิของเขาแตกผึง ดาบชิงูเระกลายสภาพเป็นคมดาบพร้อมที่จะเชือดเจ้านั้นให้เป็นริ้วๆ!!!
ทุกคนล้วนอยากฆ่าคนตรงหน้า ถ้าไม่มีคนมาขวางเสียก่อน!!!

สึนะเข้ามาห้าม และบอกให้พวกเขาปล่อยมุคุโร่ไป... คำพูดที่พวกเขาจำได้ดียังประทับอยู่ในความทรงจำ

“มุคุโร่ ไม่ใช่ผู้พิทักษ์แห่งสายหมอกอีกต่อไปแล้ว” สึนะกล่าวด้วยแววตาเศร้า

“และห้ามใครทำร้ายมุคุโร่เด็ดขาด นี้คือคำสั่ง”

............................................................................


“ทำไมรุ่นที่สิบต้องปล่อยให้เจ้านั้นลอยนวลด้วยนะ” เสียงของโกคุเดระดังขึ้น “น่าจะฆ่ามันให้ตาย”

“ขืนทำอย่างนั้น โคลมก็ต้องตายน่ะสิ” ยามาโมโตะว่าพลางปิดหนังสือลง “และคงไม่อยากให้นายและฮิบาริตายด้วย”

โกคุเดระทำหน้างง ถ้าเป็นโคลมก็พอจะเข้าใจ ที่โคลมมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะพลังมายาของมุคุโร่ ถ้าหากเจ้านั้นตายโคลมก็คงตายตามด้วย

“และทำไม? ฉันกับเจ้าซาดิมส์นั้นต้องตายด้วย”

“นาย เคยโดนเจ้านั้นควบคุมร่างใช่มั้ยล่ะ รวมทั้งฮิบาริด้วย” ยามาโมโตะขยายความ “ถ้าหากเจ้านั้นเล่นตุกติก ทำอะไรกับร่างกายของพวกนาย ...คงแย่ยิ่งกว่านี้”

เรื่องทั้งหมดนี้เจ้าหนูเล่าให้ฟัง ยามาโมโตะก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของสึนะบ้างแล้วว่าเหตุใดจึงปล่อยมุคุโร่ไป...

“คิดแล้วเจ็บใจ!!” โกคุเดระกำปากกาแน่น “ทำไมฉันถึงโง่แบนี้นะ”

“อย่าโทษตัวเองเลยน่า” ยามาโมโตะโอบไหล่โกคุเดระ “เรื่องมันก็ผ่านไปนานแล้ว และตอนนี้สึนะก็สบายดีไม่มีอะไรต้องห่วงหรอก”

“ในหัวแกเนี่ย...เคยคิดอะไรจริงจังมั้ยเนี่ย?” โกคุเดระถามและพยายามเอามือแน่นหนึบนั้นออก “แกถอยไปได้แล้ว ฉันจะทำงาน!!!”

ยามาโมโตะยิ้มออกมาน้อยๆ ก่อนจะคลายวงแขนออกมาและจุ๊บที่แก้มของโกคุเดระ!

“.....”

“....(ยิ้ม)”

“นะ นาย..”

“แก้มนายนุ่มจัง...(ยิ้ม)”

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
“อยากตายมากใช่มั้ย?” โกคุเดระค่อยๆล้วงระเบิดออกมา “อยากให้สวดวัดไหนรีเควสมาเลย เจ้าบ้าเบสบอล!!!”

“ก่อนตายขอทำ (ตี๊ด.... XXX ติ๊ดดดด...) ก่อนได้ป่ะ” ยามาโมโตะจ้องหน้าแดงเรื่อของโกคุเดระ “ก็นายมันน่ารักเกินห้ามใจนี่นา”

“....”

โกคุเดระถึงกับอึ้ง ...เจ้าบ้าเบสบอลจะมาไม้ไหนว่ะเนี่ย?... ปกติมันไม่เคยปากหวานและ(หื่น?)แบบนี้มาก่อน...

“พักงานสักหน่อยเถอะน่า” ยามาโมโตะว่าก่อนจะดึงร่างบางของพื่อนรักให้ลุกขึ้น “วันนี้นายทำงานทั้งวันแล้วนะ”

“ฉะ ฉันบอกว่าเหนื่อยเหรอ” โกคุเดระร้อง “ปะ ปล่อย!!!”

“ฉันรอนายมาทั้งวันแล้วนะ” ยามาโมโตะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ริมฝีปากยิ่งเข้าใกล้ริมฝีปากบาง “ฉันรอไม่ไหวหรอกนะ”


“ยามาโมโตะ...อึ่ก..”

ยามาโมโตะประกบปากจูบทันที มือใหญ่โอบกอดร่างบางเข้าสู่วงแขนและลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลัง โกคุเดระพยายามดิ้นไปมาแต่ก็สู้ร่างสูงไม่ได้


“อื้อออ..”

โกคุเดระครางออกมา ...ทำไมนะ?...

ร่าง ทั้งคู่โอบกอดไปมา ยามาโมโตะดันร่างบางให้ชิดติดกับม่านหนาหนัก แสงยามเย็นของพระอาทิตย์ช่วยเสริมบรรยากาศเสียจนสติทั้งคู่เผลอไผลและเริ่ม ทำอะไรเกินเลย....


...................................................................................................

“ไปไหนมา?” เสียงเรียบของฮิบาริดังขึ้น

สึนะไม่ตอบอะไร และเดินตรงไปห้องนอนทันที แทบไม่แลฮิบาริที่นั่งรออยู่บนเก้าอี้ด้วยซ้ำ

“ยังไม่หายอีกเรอะ” ฮิบาริบ่นพึมพำ

“ฮิบาริๆ” เจ้านกน้อยร้องขึ้น และบินออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “เหงามั้ยๆ”

“ไม่หรอก...” ฮิบาริลูบหัวเจ้านกน้อย “มีเธออยู่ทั้งคน ฉันไม่เหงาหรอก..”

ชายหนุ่มลุกขึ้นและเดินไปยังระเบียงห้อง อากาศเย็นๆข้างนอกคงทำให้อารมณ์เย็นลงบ้าง

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือ นายจะเกลียดฉันมากขนาดไหน...”
ฮิบาริกระซิบบอกกับฟากฟ้าข้างบน

“ฉันจะพิทักษ์นายห่างๆ สึนะโยชิคุง....”


.....................................................
TBC


สรุป มันยังไม่พบ พระเจ้าหวังว่าตอนหน้าคงจบนะ บอกตรงๆเลยนะว่าเขียนตอนนี้ยากมากๆ คาแรกเตอร์แต่ละคนก็เพี้ยนไปเยอะมาก (รู้สึกมันจะเป็น AU FIC แล้วนะเนี่ย =_=’’)

ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะ >//////<

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โฮกกกกก

เกิดอะไรขึ้นกับมุคุเมื่อ 8 ปีก่อน!!!

อา.. 8059 หวานแวว (แอบเกือบเรท... รึเรทไปแล้ว?) open-mounthed smile

รออ่านต่อนะคร้าบ ~

#1 By Imm_Karl on 2008-11-20 17:37