สวัสดีค่ะทุกคน~

 

 

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม 
 
 
 
(ซึ่งความจริงเฉลยผลมาตั้งนานแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้ลงบล็อกซักที 555)
 
ผลการจับฉลากได้แต่งฟิคให้ Rio ซังค่ะ   ตอนแต่งแอบตื่นเต้นเพราะติดตามอ่านฟิคของ Rio ซังเหมือนกัน (เขิน)
 

วันนี้ได้โอกาสดีเลยลงฟิคที่แต่งให้ Rio ซัง  เชิญอ่านได้เลยค่ะ

 
 
 

คำเตือน   บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง)  ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้  ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^

 
 
Title : Eat Me , Love Me (เอลวิน x รีไวล์)

Author : Kukurio
Pairing:
เอลวิน x รีไว[Erwin x Levi]
Rate: G

 

 

“นี่ๆ รีไวล์กับเอลวินพวกนายสองคนเคยอ่านนิทานเรื่องนี้มั้ย? ฉันเจอมันที่ห้องเก็บของน่าสนใจมากๆ”

                เสียงของฮันซี่ดังขึ้นก่อนจะชี้ชวนให้ดูนิทานภาพเรื่องหนึ่ง  ภาพบนปกเป็นรูปของเด็กหญิงผมบลอนสีทองกำลังไล่ตามกระต่ายสีขาวปุกปุยที่ถือนาฬิกาพกชื่อเรื่อง อลิซอินวันเดอร์แลนด์

                รีไวล์ขมวดคิ้วมองก่อนจะดื่มกาแฟโดยไม่สนใจ “ก็แค่นิทานเด็กๆ จะตื่นเต้นอะไรนักหนา”

“แหม  นิทานทั่วไปมันไม่เหมือนเรื่องนี้นะ!  อ่านแล้วอยากไปผจญภัยที่วันเดอร์แลนด์จัง”  หญิงสาวเพ้อออกมา  สีหน้าปกปิดไม่มิดว่าคลั่งไคล้นิทานเรื่องนี้ขนาดไหน  เอลวินมองหน้าปกนิทานที่ฮันซี่ถือก่อนจะนึกได้ว่าเคยเห็นหนังสือเล่มนี้ที่ไหน

“นิทานเรื่องนั้นนี่เอง” เอลวินกล่าวออกมา ก่อนจะละงานเอกสารในมือ  “นึกถึงตอนสมัยเด็กๆ เหมือนกันนะ  ถ้าจำไม่ผิดเป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงที่ผจญภัยในดินแดนแปลกประหลาดก่อนจะตื่นขึ้นมาและพบว่าทุกอย่างเป็นความฝัน”

“เอ๋ หนังสือเล่มนี้ของนายเหรอเอลวิน” ฮันซี่ถามอย่างสนใจ “คนอย่างนายอ่านนิทานเด็กๆ แบบนี้ด้วยเหรอ”

                เอลวินคลี่ยิ้มละไมเป็นเชิงตอบรับ “เคยอ่านตอนเด็กๆ น่ะ  ถ้าเธออยากได้ก็เอาไปสิ”

“จริงเหรอ งั้นฉันขอเลยนะเอลวิน  เจอเรื่องน่าสนใจชิ้นใหม่แล้ว!”

                ว่าแล้วหญิงสาวผู้คลั่งไคล้ไททันก็ออกไปจากห้องทันที  ทิ้งให้สองหนุ่มในห้องทำงานส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ  รีไวล์วางแก้วกาแฟลงและหันไปมองหัวหน้าตนเองที่นั่งทำงานอย่างเป็นปกติ 

“ยัยนั่นจะอยู่นิ่งๆ ทำงานเป็นปกติบ้างไม่ได้หรือไง  นายตามใจเธอมากไปแล้วเอลวิน”   ชายหนุ่มร่างเล็กตำหนิคนตรงหน้า 

“ฮันซี่เป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว  ปล่อยเธอเป็นอิสระบ้างก็ไม่เสียหาย” เอลวินเอ่ยตอบพลางประสานมือบนโต๊ะ  ดวงตาสีฟ้าจ้องตอบไปยังรีไวล์ “นายเองก็เหมือนกันรีไวล์  ผ่อนคลายบ้าง...จะออกไปพักผ่อนข้างนอกเหมือนคนอื่นก็ได้”

                ชายหนุ่มผมทองบอกคนตรงหน้า  ต้นฤดูใบไม้ผลิแบบนี้การออกไปพักผ่อนข้างนอกคงจะดีกว่ามาทนอุดอู้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ และเขาก็อนุญาตให้ชายร่างเล็กสามารถหยุดพักผ่อนได้ตามที่ต้องการ

                แต่ดูเหมือนเวลาพักร้อนของรีไวล์ไม่เคยลดลงเลย  เวลาว่างๆ ก็มานั่งดื่มกาแฟห้องของเขาไม่ไปไหน  บ้างทีก็ลุกขึ้นมาทำความสะอาดห้องทำงานเป็นครั้งคราว

“ฉันไม่เหมือนเจ้าพวกนั้น  อยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว” รีไวล์ตอบสั้นๆ “ตัวนายเองก็ไม่เคยหยุดพักเหมือนกัน”

“ของฉันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว” เอลวินกล่าว “แต่นายไม่...”

“ฉันจะชงกาแฟเพิ่มนายจะเอาด้วยมั้ย” รีไวล์เอ่ยขัดเมื่อเห็นว่าเอลวินเริ่มจะกล่อมให้ออกจากห้องอีกครั้ง ดวงตาสีเทาเข้มมองไปยังโต๊ะทำงานที่กาแฟไม่พร่องเลยตั้งแต่เช้าคิ้วเรียวขมวดยุ่ง 

“กาแฟดำซักแก้วก็ดีเหมือนกัน” เอลวินตอบเมื่อเห็นใบหน้าบึ้งของอีกฝ่าย  และนึกได้ว่าเขายังไม่ได้แตะกาแฟที่รีไวล์ชงมาให้เลย

“ฉันจะชงมาให้”

ชายร่างเล็กลุกขึ้นก่อนจะหยิบกาแฟบนโต๊ะทำงานของเอลวินและออกไป  ชายหนุ่มผมทองมองออกไปข้างนอก  แสงแดดอ่อนๆที่ส่องเข้ามาในห้องกับลมอุ่นๆที่พัดผ่านมาทำให้จิตใจสงบขึ้น  พลางนึกถึงนิทานที่ฮันซี่เอามาให้ดู

“อลิซอย่างนั้นเหรอ”เอลวินพึมพำก่อนจะนึกถึงนิทานที่ฮันซี่หยิบไป  โดยไม่รู้เลยว่าจะเป็นต้นเหตุของเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อไป

                ...........................................................................................

                หลายวันต่อมา...

เช้าวันนี้บรรยากาศในห้องรับประทานอาหารของหน่วยสำรวจยังคงเงียบสงบเป็นปกติ  สมาชิกในหน่วยต่างรับประทานอาหารเช้าและพูดคุยถึงกำหนดการเรื่องการฝึกซ้อมเคลื่อนทัพระยะไกลแต่บรรยากาศสงบสุขดังกล่าวก็หยุดลงทันทีเมื่อหัวหน้าหน่วยทั้งสองก้าวเข้ามาในห้อง  หนึ่งร่างสูงกับหนึ่งร่างเล็กเดินมาในห้องพร้อมกัน  หัวหน้าหน่วยเอลวินเดินเข้าไปนั่งประจำที่หัวโต๊ะอาหารด้านหนึ่งส่วนหัวหน้าหน่วยรีไวล์นั่งด้วยกันข้างๆ

“ทั้งสองคนมาชิมขนมนี้หน่อยสิ อร่อยมากๆ เลยนะ  ฉันทำเองกับมือเลย!”

                ฮันซี่โผล่พรวดเข้ามาในห้อง   มือถือถาดคัพเค้กที่วางเรียงรายอย่างสวยงาม  โดยมีเพทราเป็นลูกมือยืนถือถาดคัพเค้ก

 “เธอทำขนมเป็นด้วยเหรอยัยแว่น?” รีไวล์ถามขึ้นพลางมองขนมในถาดอย่างไม่ไว้วางใจ  ถ้าหากกินไม่ระมัดระวังอาจถึงตายก็ได้

“วางใจเถอะนา!  กินได้อยู่แล้ว ใช่มั้ยเพทรา” ฮันซี่หันมาหญิงสาวผมสั้นข้างตัวเพื่อยืนยันความมั่นใจให้กับทุกคน

“เมื่อกี้ฉันลองชิมไปแล้วค่ะ  อร่อยใช้ได้เลยนะคะ”

                เมื่อได้ยินคำการันตีของเพทรา  ทุกคนจึงหยิบคัพเค้กที่เพทรานำมาแจกจ่ายเหลือเพียงชายหนุ่มสองคนที่ยังไม่ได้รับขนม ท่านหัวหน้าหน่วยสำรวจ กับหัวหน้าทหารรีไวล์

“หัวหน้าเอลวินเอาคัพเค้กซักชิ้นมั้ยคะ” เพทรานำเสนอคัพเค้กที่เธอทำร่วมกับผู้บังคับหมู่ฮันซี่   ชายหนุ่มผมทองสะดุดตากับคัพเค้กที่มีอักษรสวยงามเขียนไว้ EAT ME

“เอาไปกินซะรีไวล์จะได้รู้ว่าเค้กที่ฉันทำอร่อยขนาดไหน” ฮันซี่ยัดเยียดเอาคัพเค้กใส่มือชายหนุ่มผมดำที่ชอบขมวดคิ้วเครียดประจำ

“ทุกคนกินได้เลยไม่ต้องเกรงใจนะ!” ฮันซี่ประกาศเสียงดัง   ทหารหลายคนส่งสายตาขอความช่วยเหลือมายังหัวหน้ารีไวล์  ก่อนที่ชายหนุ่มจะยอมเป็นหนูทดลองชิมก่อน  ...รสชาติไม่เลวร้ายอย่างที่คิดไว้

“ไม่เลวร้ายเท่าไหร่” รีไวล์ตอบทุกคน และเอ่ยย้ำ “กินได้”

                ทุกคนมองคัพเค้กที่อยู่ในมือก่อนจะตัดสินใจกินคัพเค้กตามหัวหน้า   สีหน้าแปลกใจจะปรากฏขึ้นทั่วใบหน้า  เพราะรสชาติขนมไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด  แป้งนุ่มๆ นั้นเข้ากันได้ดีกับทอปปิ๊งที่ตกแต่งบนเค้ก

“อร่อยมากๆ เลยครับผู้บังคับหมู่ฮันซี่” เสียงชื่นชมดังจากโต๊ะอาหารของทุกคนจนหญิงสาวยิ้มแก้มปริ 

เอลวินมองคัพเค้กที่อยู่บนจานตัวเอง  ทอปปิ้งที่ประดับอยู่บนหน้าคัพเค้กเขียนเป็นคำว่า EAT ME อย่างสวยงาม

...อลิซอินวันเดอร์แลนด์อย่างนั้นเหรอ...

                ชายหนุ่มผมทองนึกถึงนิทานที่เขายกให้กับฮันซี่  สงสัยอ่านเรื่องนี้เลยมีความคิดจะทำขนมขึ้นมา

                เอลวินกัดเข้าไปที่ขนมคำหนึ่งก่อนจะกินหมดชิ้น  รสชาติอร่อยใช้ได้  พลันชายหนุ่มก็รู้สึกว่าร่างกายร้อนไปทั่วทั้งกายก่อนจะกัดฟันแน่น   อาการปวดหัวที่แทรกเข้ามากะทันหันจนอยากจะอาเจียนออกมา  ภาพตรงหน้าพร่ามัวเสียจนตั้งสติอยู่ไม่ได้

แกร๊ง!

                จานที่บรรจุลงขนมเค้กร่วงลงกับพื้นห้อง  ทุกคนบนโต๊ะเห็นหัวหน้าเอลวินฟุบลงไปกับพื้นห้องก่อนที่ทุกคนจะเข้าไปช่วยเหลือหัวหน้าเอลวิน  จู่ๆ ก็มีไอน้ำสีขาวออกจากร่างของชายหนุ่มผมทอง  เมื่อหมอกไอน้ำจางลงสิ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

                เพราะคนตรงหน้าไม่ใช่ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์อีกต่อไป  กลับกลายเป็นเด็กชายผมสีทองที่นอนสลบอยู่ก่อนที่เขาจะฟื้นขึ้นมาพลางมองไปรอบๆ

“เกิดอะไรขึ้น?” เอลวินมองมือตัวเองที่เล็กลง  เสื้อผ้าที่สวมใส่หลวมโพรก

“...”

“เอ๊ะ  ได้ผลจริงๆ เหรอเนี่ย....” ฮันซี่ร้องขึ้นมาอย่างตื่นเต้นก่อนจะรีบมาหาเอลวินที่ร่างกายหดลงกลายเป็นเด็ก   รอยยิ้มกว้างประดับบนหน้าของหญิงสาว  “ยาสูตรใหม่ที่เพิ่งคิดค้นใหม่ได้ผลจริงๆ ด้วยล่ะ!”

                ทหารทุกนายที่กินคัพเค้กที่กินเข้าไปถึงกับสำลัก  สรุปไม่ใช่ขนมธรรมดาสินะ!!

                พลันทุกคนในห้องอาหารต่างพร้อมใจกันออกจากห้อง  พร้อมกับเสียงอาเจียนที่ดังไปทั่ว...ไม่ใช่ว่าอาหารเป็นพิษหรืออะไร  เพราะทหารทุกคนต่างใจตรงกันล้วงคอต่างหาก!

“ฮันซี่ ทำอะไรของเธอ!” รีไวล์จ้องหญิงสาวตาเขียว นึกถึงคัพเค้กที่กินไปเมื่อครู่คงมียาอะไรสักอย่างผสมมาด้วย  “เธอวางยาอะไรไว้ในขนม”

“ยาลดอายุน่ะ”  ฮันซี่ตอบเสียงใส  และเพิ่งสังเกตเห็นว่าทุกคนในห้องหายไปหมด  “แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนา  ฉันผสมยาแค่ขนมชื้นเดียวเอง  ยังแปลกใจเลยที่เอลวินโชคดีกินขนมชิ้นนั้นน่ะ!”

“โชคดีบ้านเธอน่ะสิ  ทำให้เอลวินกลับมาเป็นปกติเดี๋ยวนี้!”

“ขอโทษนะครับ....”

                เสียงสุภาพดังขึ้นจากเอลวินสมิธที่ตอนนี้กลายเด็กชายอายุ 10 ขวบไปเสียแล้ว  “ผมอยู่ที่ไหน  และทำไมพวกคุณถึงใสชุดทหารด้วยล่ะครับ?”

                ใบหน้างุนงงของเด็กชายทำให้รีไวล์กระชากคอเสื้อยัยแว่นทันที  “นอกจากเป็นเด็กแล้วยังความจำเสื่อมอีกด้วย!  นี่เธอทำอะไรลงไป รู้ตัวเปล่ายัยแว่น!”

                รีไวล์โกรธจัดเสียจนทำอะไรไม่ถูก จนฮันซี่ร้องโวยวายออกมา “รีไวล์ ใจเย็นๆ สิ  เอลวินจูเนียร์ตกใจใหญ่แล้วนะ”

                ฮันซี่เอามือกุมคอตัวเองก่อนจะสูดลมหายใจเข้ามาลึกๆ  ยิ่งเห็นสีหน้าซีดของรีไวล์ก็เริ่มรู้สึกตัวว่าได้ทำความผิดเข้าไปจริงๆ เสียแล้ว   เมื่อหันมาเห็นเอลวินน้อยจึงแย้มรอยยิ้มออกมา

“ไม่ต้องห่วงหรอกเอลวิน  พวกเราเป็นคนดีไม่ต้องห่วงหรอกนะ”

“อยู่ห่างจากยัยนี้ไว้ยิ่งดีฉันขอเตือน” รีไวล์อดประชดบอกไม่ได้ และคาดคั้นกับหญิงสาวต่อ “เอลวินจะกลับคืนเป็นเมื่อไหร่ตอบมา”

                หญิงสาวชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว “สามวัน  ฤทธิ์ยานี่มีผลแค่สามวันนายไม่ต้องกังวลไปหรอกรีไวล์  ถ้าเอลวินไม่หายมาเชือดฉันได้เลย เอ้า!”

“สามวัน...  อย่าเล่นลิ้นกับฉันนะฮันซี่  ยาแก้ล่ะ” รีไวล์เห้นใบหน้าอึกอั่กของหญิงสาว  สรุปไม่มียาแก้สินะ

“ฉัน พะ พูดจริง ให้ตายสิ...ไม่เชื่อใจกันเลยหรือไงรีไวล์” หญิงสาวโอดครวญ “นายเครียดเกินไปแล้ว!”

“พวกคุณทั้งสองคนเป็นใครกันครับ แล้วผมอยู่ที่ไหน?” เด็กชายเอลวินถามอีกครั้ง  ไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าที่เกิดขึ้น  เขาเห็นชายหนุ่มผมดำที่ปรายตามามองเขาแว่บหนึ่ง และเบือนหน้าหนีไปทางอื่น  ความรู้สึกบอกว่าเขาเคยพบเจอคนๆ นี้มาก่อน

“เอลวินฉันขอถามอะไรเธอบ้างอย่างได้มั้ย?” ฮันซี่เป็นฝ่ายถามแทน “เธอจำอะไรได้บ้าง?”

“ผมกำลังอ่านหนังสืออยู่ในบ้านแค่นั้นเอง นอกนั้น...”

                เอลวินเอามือกุมศีรษะตัวเอง  อาการปวดหัวเฉียบพลันที่เกิดขึ้นทำให้เด็กชายกุมขมับแน่น...นั้นสิ...เขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องทำงาน  ทำใมถึงมาอยู่ที่นี่ได้..

“ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  ทำไมผมถึงอยู่ที่นี่ได้...” เอลวินเอ่ยเสียงแผ่ว  “เกิดอะไรขึ้นกับตัวผม..ผมจำอะไรไม่ได้เลย...”

                ฮันซี่มองเด็กชายเอลวินที่กำลังสบสนอย่างหนัก  ดูท่าทางสิ่งที่เธอทำลงไปได้กลายเป็นปัญหาขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว  ยาลดอายุที่ผสมออกมาไม่เพียงเพียงลดอายุเท่านั้นแต่ส่งผลกระทบถึงความทรงจำด้วย

                เอลวินมองทหารชายหญิงทั้งสองคน  ตราสัญลักษณ์ปีกแห่งเสรีภาพที่ปักอยู่ที่เสื้อนั้นทำให้รู้ว่าทหารทั้งสองคนอยู่ในทีมสำรวจ  ดูสถานที่รอบตัวที่เป็นห้องอาหารกว้างใหญ่คงอยู่ในปราสาทสักแห่ง

“ขอโทษด้วยนะเอลวิน” ฮันซี่เอ่ยออกมาในที่สุด  มองเด็กชายตรงหน้าอย่างสำนึกผิด  “ฉันไม่นึกว่ายาที่ทำจะส่งผลกระทบกับตัวนายขนาดนี้...”

“พวกคุณรู้จักผมจริงๆ เหรอครับ” เอลวินถาม   พลางมองหญิงสาวตรงหน้าพลางยิ้มละไม “ช่วยอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ผมฟังได้มั้ย  เผื่อผมจะพอช่วยแก้ปัญหาได้”

“อะ เอลวิน....ทำไมนายถึงได้ใจดีแบบนี้นะ!”

                ฮันซี่เอ่ยอย่างชื่นชม  ถึงจะเป็นเด็กแต่ก็ยังประคองสติได้ดีเยี่ยม  ถ้าเป็นเด็กคนอื่นคงร้องไห้ฟูมฟายไปตั้งนานแล้ว  หญิงสาวเอามือทาบอกตัวเองพลางแนะนำตัว

“ฉันชื่อฮันซี่  ส่วนผู้ชายที่ยินหน้าบึ้งอยู่ตรงนั้นชื่อรีไวล์”

“ตอนนี้ช่วยบอกหน่อยได้มั้ยว่า  พอจำอะไรได้บ้าง”

                เอลวินตอบคำถามให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  จากข้อมูลที่ได้จากเจ้าตัวดูเหมือนความทรงจำครั้งสุดท้ายคือตอนอายุประมาณสิบขวบ  และจำเรื่องที่ตัวเองเป็นทหารไม่ได้...

“อืม  แบบนี้เองสินะ  ความจริงอยากอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังล่ะนะ  แต่ก่อนอื่นต้องหาเสื้อผ้าใหม่ให้เธอใส่เสียก่อน”

                หญิงสาวมองเสื้อผ้าของเอลวินที่ไซส์ใหญ่เกินตัว  และนึกเรื่องสนุกๆ อะไรขึ้นมาได้  ....ถือโอกาสนี้ให้คนแถวนี้ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างดีกว่า

“รีไวล์นายพาเอลวินไปที่ตลาด  ซื้อเสื้อผ้าใหม่หน่อยได้มั้ย  ที่ศูนย์บัญชาการไม่มีเสื้อผ้าเด็กๆ เลยซักชิ้น”

“ทำไมต้องเป็นฉันด้วย”

                รีไวล์ขมวดคิ้วมุ่นพลางมองยัยแว่นตาเขียว  นอกจากจะสร้างเรื่องเดือดร้อนให้คนอื่นลำบากแล้วยังมอบหน้าที่ให้เขาเลี้ยงเด็กอีกเหรอ

                เอลวินมองมาทางรีไวล์  ถึงเด็กคนนี้จะเป็นเอลวินก็จริง  แต่ไม่ใช่คนๆ นั้น...

...ไม่ใช่เอลวิน  สมิธ....

 “ก็นายเป็นลูกน้องคนสนิทของเอลวินนี่นา” ฮันซี่ฉีกยิ้มกว้าง “อีกอย่าง...ตั้งแต่เมื่อกี้มีแต่นายคนเดียวที่เป็นห่วงเอลวิน  ถ้าฝากเอลวินไว้กับนายยังพอไว้วางใจได้”

                ฮันซี่ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบกับเด็กชายพลางขยิบตาให้   จับสังเกตได้ว่าเด็กชายเอลวินก็ดูท่าทางสนใจรีไวล์เหมือนกัน

“เธอเองก็สนใจรีไวล์เหมือนกันใช่มั้ยเอลวิน?  เห็นจ้องรีไวล์มาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

“ผมแค่ติดใจอะไรบ้างอย่างเท่านั้นเองครับ”  เป็นความรู้สึกคุ้นเคยที่ไม่อาจอธิบายได้

“ดีล่ะ ถ้าอย่างไงเธอช่วยฉันอะไรอย่างหนึ่งได้มั้ย?” ฮันซี่ยิ้มหวานก่อนจะเอามือป้องหูเด็กชายเพื่อให้ได้ยินกันเพียงสองคน “เธอช่วย....”

                เด็กชายผมทองพยักหน้าอย่างเข้าใจ  และหันไปมองรีไวล์ที่มองพวกเขาคุยกันอย่างสงสัย

 “ยัยแว่น  ถึงเด็กนี้จะเป็นเอลวิน  แต่ฉันไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็ก” รีไวล์เอ่ยเสียงเย็นก่อนจะหมุนตัวไปยังประตูทางออก “ฉันมีงานที่ต้องทำ  ไปหาคนอื่นแทนเถอะ”

“...รีไวล์คงไม่ชอบผมมากสินะครับ” เอลวินเอ่ยเสียงเศร้า จนทำให้รีไวล์ชะงักพลางเห็นเด็กชายก้มหน้าสำนึกผิด  “ขอโทษด้วยครับที่ทำให้ทุกคนลำบาก   ผมใส่อะไรก็ได้ ไม่เป็นไรหรอกครับ”

“เอลวินเสียใจแล้วเห็นมั้ย  ทำให้เด็กร้องไห้มันเสียชื่อทหารหมดนะรีไวล์” ฮันซี่เริ่มโวยวายก่อนแกล้งเอามือทำท่าปาดน้ำตา  หลอกแบบนั้นมีใครจะเชื่อ! “เอลวิน นายดูพี่ชายตรงนั้นสิใจร้ายชะมัด!”

“...”

“ก็ได้  ฉันจะพาเอลวินไปซื้อเสื้อผ้าเอง” รีไวล์ที่รำคาญเสียงคร่ำครวญของฮันซี่ยอมตกปาก พลางยืนตรงหน้าเด็กชายผมทองที่จ้องเขาที่เริ่มแย้มรอยยิ้มออกมา   เขาเอ่ยเสียงเรียบ

“ตามฉันมา”

..............................................................................................

เมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดของศูนย์บัญชาการทีมสำรวจต้องขี่ม้าข้ามเนินเขาไปถึงจะเจอ  รีไวล์ดูเด็กชายเอลวินที่นั่งอยู่บนอานม้าเดียวกัน  ดวงตาสีฟ้าโตมองรอบข้างอย่างตื่นเต้น

ระหว่างที่พวกเขาเดินทางไปตลาดนั้น  รีไวล์ก็ตอบข้อซักถามที่เด็กชายผมทองสงสัย  ตอนบอกว่าเอลวินเป็นหัวหน้าทีมสำรวจก็เห็นว่าใบหน้านั้นแสดงอาการประหลาดใจก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นปกติ

“ผมเป็นหัวหน้าทีมสำรวจจริงๆ เหรอครับ” เด็กชายเอลวินยิ้มน้อยๆ  ดวงตาสีฟ้าสดใสมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่ตัดผ่านเนินเขา ก่อนจะเห็นเมืองที่อยู่ไม่ห่างออกไป

“เราใกล้ถึงเมืองแล้ว”

                รีไวล์ควบม้าเข้าไปในเมืองและฝากให้ทหารลาดตระเวนที่อยู่ในเมืองนั้นดูแลม้าให้  รีไวล์มองเอลวินที่ยังใส่ชุดเสื้อผ้าของทหาร   แม้จะเป็นไซส์เล็กที่สุดของทีมสำรวจก็ยังหลวมอยู่ดี

                ชายหนุ่มผมดำมองไปรอบๆ ย่านร้านค้า   และยังเห็นว่าเอลวินยังคงยืนนิ่งอยู่กับก่อนจะจูงมือเด็กชายให้ตามมา

“รีบตามมาได้แล้ว”

“ครับ” เอลวินยิ้มรับ

                ทั้งคู่เดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าก่อนเลือกซื้อเสื้อผ้าสองสามชุดให้เอลวิน  ระหว่างรอเด็กชายเปลี่ยนชุดรีไวล์ก็ถือโอกาสซื้อของใช้ส่วนตัวด้วย   ก่อนจะโดนเด็กชายเอลวินที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วคอยกวนอยู่ข้างๆ

“ผมว่าผ้าพันคอผืนนี้เหมาะกับรีไวล์นะ” เอลวินหยิบผ้าผูกคอที่เป็นลายลูกไม้หวานจ้อยจนทำให้รีไวล์คิ้วกระตุก

“ไม่เหมาะเลยซักนิด”

                รีไวล์ตอบกลับก่อนจะเดินหนีเด็กชาย  แต่เอลวินก็ไม่ลดความพยายามยังคอยตามไม่ห่าง  รีไวล์นึกในใจ...เอลวินตอนเด็กๆ มีนิสัยชอบอ้อนผู้ใหญ่แบบนี้หรอกเหรอ

...นิสัยตอนเด็กและตอนโต  ช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน...

“รีไวล์เดินมาตั้งนานไม่หิวเหรอครับ” เอลวินยิ้มหวานให้ชายหนุ่มที่ชอบทำหน้าบึ้งตึงตลอดเวลา “เมื่อกี้ผมเห็นร้านไอศกรีมอยู่ตรงนั้น  ไปกินกันเถอะครับ”

                เด็กชายเอลวินจูงมือชายหนุ่มผมดำให้เขาไปในร้านไอศกรีม  ผู้คนที่นั่งกินไอศกรีมอยู่ในร้านต่างมองไปยังเด็กชายผมทองที่เข้ามาใหม่  รอยยิ้มสดใสกับใบหน้าน่ารักนั้นทำให้ทุกคนส่งรอยยิ้มเอ็นดู  มีเพียงรีไวล์ที่ถูกบังคับเข้ามาในร้านนั้นที่ยังขมวดคิ้วไม่พอใจ

“จะกินอะไรก็รีบสั่ง” รีไวล์เอ่ยเสียงเด็ดขาด 

“รีไวล์ชอบไอศกรีมรสไหนเหรอครับ”

“ฉันไม่ชอบกินของพวกนี้” ชายหนุ่มผมดำบอก  ของหวานเด็กๆ ที่ทำให้เสียสุขภาพ “เธอกินไปคนเดียว  ฉันจะไปรอข้างนอก”

“เอ๋  ไอศกรีมอร่อยออกนะรีไวล์” เอลวินจับมือของรีไวล์ไม่ให้หนีไปไหน และเรียกชื่อจริงอย่างสนิทสนม “มากินไอศกรีมเถอะนะ  ผมรับรองว่ามันต้องอร่อยแน่ๆ”

“หึ  ถ้ามันไม่อร่อยล่ะ”

“อร่อยแน่นอนครับ” เอลวินพยักหน้ายืนยัน “คุณป้าครับเอาไอศกรีมที่อร่อยที่สุดในร้านให้ผมได้มั้ยครับ”

                หญิงสาวสูงวัยที่ท่าทางเป็นเจ้าของร้านยิ้มชอบใจก่อนจะยื่นไอศกรีมทั้งสองคน   เอลวินรับมาอย่างดีใจก่อนจะตักชิมขึ้นมาคำหนึ่ง

“อร่อยมากเลยรีไวล์ ลองชิมดูสิ!” เอลวินตักไอศกรีมเข้าปากไม่หยุด  รีไวล์ที่เห็นดังนั้นก็ตักชิมขึ้นมาคำหนึ่งและพบว่ารสชาติดีกว่าที่คิดไว้

“เห็นมั้ย  ผมบอกรีไวล์แล้วว่ามันอร่อยก็ไม่เชื่อ”

“ก็ได้ ฉันยอมแพ้เธอ” รีไวล์นั่งกินไอศกรีมเงียบๆ  ก่อนจะมองผ่านกระจกใสที่เห็นภายนอกร้าน  ผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่  บ้างคนก็มาจับจ่ายซื้อของ บ้างมากันเป็นครอบครัว  มีคู่รักบ้างคนเดินจูงมือกัน  นานแล้วที่เขาไม่ได้เห็นวิถีชีวิตของคนธรรมดา  นับตั้งแต่เข้ามาเป็นทหารในทีมสำรวจ  ...ต้องไปเผชิญหน้าต่อสู้กับไททัน

                รีไวล์จ้องเด็กชายเอลวินที่กินไอศกรีมอย่างมีความสุข  เห็นครีมสีขาวเลอะแก้มของเด็กชายก่อนที่จะถอนหายใจเบาๆ พลางเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดแก้มให้

“ไม่ต้องรีบกินก็ได้ เลอะไปหมดแล้ว”

“ขอบคุณครับ” เอลวินยิ้มขอบคุณ  ดวงตาสีฟ้าสดใสมองชายหนุ่มผมดำที่ตักกินไอศกรีม  เห็นคิ้วขมวดนั้นคลายออกจนกลายเป็นสีหน้าปกติ  

ซื้อเสื้อผ้าเสร็จ  เธอช่วยพารีไวล์ไปเที่ยวในเมืองหน่อยนะ’

ผู้ชายคนนั้นเป็นพวกบ้างานมาก  วันๆ ทำแต่งานจนพวกฉันเป็นห่วงกันหมด  เธอจะช่วยฉันหน่อยได้มั้ย?’

                เอลวินนึกถึงคำกระซิบของหญิงสาว  ถึงจะรู้ว่าคำขอนั้นจะดูไร้สาระก็ตาม  แต่พอเห็นใบหน้าของชายหนุ่มผมดำมีความสุข....เด็กชายก็รู้สึกมีความสุขตาม

...เพราะอะไรกันนะ....

 

                เอลวินสัมผัสหัวใจที่เต้นแรง  ราวกับมีใครตีกลองอยู่ข้างๆ  ความรู้สึกนี้คืออะไรกันนะ

                ดวงตาสีฟ้าสดใสของเอลวินจ้องไปยังรีไวล์   ก่อนจะแสร้งทำเป็นเอาแต่ใจต่อ   ยังมีหลายสถานที่ที่ยังไม่ได้ไปเที่ยวและตอนนี้เขาเองก็สนุกมากเช่นกัน

 

“รีไวล์ครับ  ผมอยากไปซื้อหนังสือจังครับ”

                เด็กชายยื้อแขนของรีไวล์ให้ลุกขึ้น  ก่อนจะชี้ชวนไปร้านหนังสือ

“ที่ศูนย์บัญชาการมีหนังสือตั้งเยอะ”

“ก็ผมอยากซื้อหนังสือเล่มใหม่นี่นา” เอลวินอ้อน   ใบหน้าสลดลงจนรีไวล์ใจอ่อน

“....ก็ได้  ฉันให้นายซื้อได้หนึ่งเล่ม”

“ขอบคุณครับ!”

                เอลวินพุ่งไปร้านหนังสือไม่รอช้า  ไม่ลืมดึงแขนรีไวล์ไปด้วย  หนึ่งผู้ใหญ่กับหนึ่งเด็กชายเลือกซื้อหนังสือด้วยกันสร้างรอยยิ้มให้กับคนรอบข้าง  แต่ใครเลยจะรู้ว่าในใจชายหนุ่มผมดำนั้นกลับหวนคิดถึงใครคนหนึ่ง...เมื่อยิ่งมองภาพเด็กชายซ้อนทับคนๆ นั้นยิ่งทำให้เขาฝืนยิ้มยากออกมา

...แค่สามวันสินะ...

...อีกสามวันที่เอลวินจะกลับมา...

...ตอนนี้มีแต่ต้องดูแลเด็กคนนี้ให้ดีเท่านั้น...

..................................................................................................................

เย็นวันนั้น

 

รีไวล์อยู่ในห้องนอนของตนเอง ขณะที่จะเตรียมตัวนอนก็ได้เสียงเคาะประตูห้อง  ชายหนุ่มผมดำเปิดประตูห้องและเจอเด็กชายผมทองยืนอยู่  ในมือถือหนังสือภาพเล่มหนึ่งที่ซื้อมาจากตลาดในเมือง

"มีอะไร?" รีไวล์ถามออกไป   เห็นเอลวินนิ่งไปสักพักและเอ่ยเสียงแผ่ว

"ผมขอมานอนห้องคุณได้มั้ยครับ?"

"ทำไมไม่นอนห้องตัวเอง  นายคงเข้าใจอะไรผิดบ้างอย่างนะ  ฉันแค่ดูแลนายชั่วคราว  ไม่ใช่เป็นพี่เลี้ยงเด็ก"

"ผม...แค่อยากมาหาคุณเท่านั้นเอง  คือ...ผมนอนไม่หลับ" เด็กชายกล่าวเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา มือกอดหนังสือนิทานแน่น "ไม่เป็นไรครับ  ขอโทษที่มารบกวน"

เอลวินโค้งตัวขอโทษคนตรงหน้า ดวงตาสีฟ้าสดใสที่เห็นเมื่อครู่ดูหม่นลง  ความผิดหวังที่แสดงออกมาทำให้รีไวล์ส่งเสียงเรียกเด็กชายก่อนจะไป

"นายจะนอนห้องฉันก็ได้  แต่ห้ามรบกวนฉันเข้าใจใช่มั้ย?"

"ครับ!"

ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายสดใสอีกครั้ง  และถือวิสาสะเดินเข้าไปในห้องและนั่งลงบนเตียงของรีไวล์

รีไวล์ปิดประตูพลางลอยสังเกตเด็กชายที่กำลังเริ่มต้นอ่านหนังสือนิทานที่เอามา

“อลิซในแดนมหัศจรรย์”

 

"คุณรีไวล์เคยอ่านนิทานเรื่องนี้มั้ยครับ" เอลวินถามเสียงแจ้ว  ตื่นเต้นกับนิทานที่หยิบมาด้วย "เป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงที่บังเอิญตามกระต่ายสีขาว และหลงเข้าไปในดินแดนมหัศจรรย์  ผมว่าคนแต่งเรื่องนี้เก่งมากเลยนะที่แต่งเรื่องนี้ออกมาได้..."

 

เด็กชายผมทองชวนรีไวล์คุย  ถึงจะเห็นชายหนุ่มผมดำทำท่าทางเบื่อหน่ายแต่ก็รับฟังทุกสิ่งที่เขาพูด

...ถึงจะรู้ว่าสร้างความรำคาญให้คนตรงหน้า...

...แต่อยากอยู่ใกล้คนๆ นี้  สักนิดก็ยังดี...

 

ความรู้สึกในใจบ้างอย่างบอกกับเขาแบบนั้น  อาจจะเป็นความรู้สึกของเอลวินตัวจริงที่อยู่ตอนนี้ก็ได้

...เขาอยากให้คนตรงหน้ามีความสุข...

เวลาล่วงเลยจนถึงดึกดื่น  รีไวล์จึงสั่งให้เขาไปนอนโดยแบ่งพื้นที่เตียงครึ่งหนึ่งให้เขานอนด้วยกัน

"ราตรีสวัสดิ์" รีไวล์บอกสั้นๆ

"ราตรีสวัสดิ์ครับ"

 

คืนนั้นเอลวินฝันประหลาด  เขาฝันเห็นชายหนุ่มผมทองร่างสูงยืนอยู่ตรงหน้า  ใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงเขา  และกำลังพูดถึงสิ่งสำคัญที่ต้องปกป้องให้ได้...

 

...ช่วยดูแลรีไวล์ด้วย...

 

น้ำเสียงหนักแน่นที่เอ่ยมาทำให้เอลวินทำหน้ามึนงง  เด็กชายถามออกไป ทำไมผมต้องทำแบบนั้นด้วย?

 

รอยยิ้มละไมปรากฏบนหน้าของชายผู้นั้น

 

...เพราะว่าเธอคือฉัน...

...คือ คนๆ เดียวกัน...

...การปกป้องสิ่งสำคัญของฉัน คงไม่ทำให้เธอลำบากใจหรอกนะ...

 

...เหมือนหนังสือนิทานพวกนั้น..

สายตาของชายหนุ่มผมทองเลื่อนมาทีมือของเขา

...เธอเองก็ปกป้องมัน  ความฝันที่ออกไปผจญภัยในดินแดนที่ไม่เคยพบเจอ  สู่อิสรภาพที่ไม่มีใครบังคับและกฎเกณฑ์...

 

เอลวินนิ่งอึ้งไป  ก่อนจะพยักหน้ารับ...หนังสือเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของความฝันของเขา

...ความฝันที่ออกไปสู่โลกภายนอก..

...ต่อให้ใครพยายามเปลี่ยนความคิด  เขาก็ดื้อรั้นปฏิเสธมัน...

 

"คุณเองก็มีสิ่งที่ต้องปกป้องเหมือนกันเหรอครับ"

 

"ใช่  คนๆ นั้นก็อยู่ข้างกายเธอมาตลอดไงล่ะ"

 

 

เอลวินสะดุ้งตื่นขึ้นมาพลางความมืดรอบตัว  บนเตียงที่นอนอยู่มีเขานอนเพียงลำพัง  ก่อนจะเห็นร่างของชายหนุ่มผมดำที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง  มือกำสร้อยเส้นหนึ่งเอาไว้แน่น เป็นสร้อยหนังที่ห้อยหินสีเขียวเข้ม  จำได้ว่าของใช้ของเขาตอนเป็นผู้ใหญ่ เห็นดวงตาสีเทาดำนั้นจ้องมองอย่างมันอย่างเหม่อลอย  ริมฝีปากนั้นกระซิบแผ่ว

"เอลวินเมื่อไหร่  นายจะกลับเป็นเหมือนเดิม.."

"เด็กคนนั้นไม่ใช่นาย.."

รีไวล์แนบสร้อยเส้นนั้นตรงอกของตัวเอง  ไม่รู้ว่าเอลวินตาฝาดไปหรือเปล่าที่เห็นดวงหน้านั้นแสดงสีหน้าเศร้าออกมา

เพียงแค่เห็นภาพนั้น  เอลวินก็รู้สึกใจสั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  ความเจ็บปวดของชายคนนั้นกำลังทำให้เขาสับสน  เด็กชายผมทองนึกถึงความฝัน และสิ่งที่ผู้ชายผมทองคนนั้นพูด เขาไม่อาจปกป้องหรือทำอะไรทำได้เลย  สิ่งที่รีไวล์ต้องการคือ ตัวเขาที่เป็นผู้ใหญ่ต่างหาก...

 

...เขาต้องการคุณต่างหากหัวหน้าทีมสำรวจเอลวิน สมิธ..

...ไม่ใช่เด็กชายเอลวิน สมิธ...

.. ไม่ใช่ผม...

 

เด็กชายปิดเปลือกตาแน่น  เพราะไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว... พลันเขารู้สึกถึงมืออบอุ่น  ที่ลูบศีรษะอย่างอ่อนโยนก่อนจะขยับผ้าห่มคลุมร่างเขาไว้  ฟูกที่นอนยวบลงตามน้ำหนักคนนอน  เอลวินพลิกกายพลางมองรีไวล์ที่กลับมานอนบนเตียงอีกครั้ง  แต่ใบหน้าเศร้าที่ติดค้างในควาทรงจำยิ่งตอกย้ำความเจ็บในใจเขา

 

...มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้คนๆนี้มีความสุข...

 

เอลวินตัดสินใจอะไรบ้างอย่าง แม้ว่ามันจะเป็นการเสี่ยงอยู่ก็ตาม...

 

……………………………………………………………………………………………

กลางดึกคืนนั้นในห้องทดลองของฮันซี่ มีแขกตัวน้อยเขามาเยี่ยมชม  หญิงสาวขยับแว่นมองเด็กชายเอลวินที่มาเยี่ยมเยือน  ใบหน้าเล็กมุ่งมั่นนั้นทำให้เธอที่กำลังจะเอ่ยหยอกล้อปิดปากเงียบสนิท

 

....ความรู้สึกน่าเกรงขามโดยไม่ต้องเอ่ยอะไรออกมา...

....แม้กระทั่งท่าทางเองก็เริ่มคล้ายหัวหน้าเอลวิน…

 

ฮันซี่ถามเด็กชายตรงหน้า   "เธอมาหาฉันมีเรื่องอะไรเอลวินจูเนียร์?"

"ผมมาเอายารักษากับคุณ"

"ยานั้นมันจะหมดฤทธิ์ภายในสามวัน  ทนรอไม่ได้หรือไง"

"แบบนั้นมันสายเกินไป  ผมไม่อาจทนให้คนๆ นั้นเสียใจอีกแล้ว..."

"ทำไมเธอถึงคิดว่าฉันมียารักษาล่ะ" ฮันซี่ถามหยั่งเชิง

“ขนาดคนสร้างยาพิษ ยังต้องมียาถอนพิษ  คุณฮันซี่เองก็คงไม่สร้างยาลดอายุที่ไม่มียารักษาเหมือนกัน”

“ต่อให้ยังเป็นเด็ก  แต่สมองไม่ธรรมดาเลยนะ  สมแล้วที่เป็นหัวหน้าพวกเรา”

                ฮันซี่ลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน  ก่อนจะเปิดตู้เพื่อหยิบหีบใบหนึ่งออกมาก่อนจะหยิบขวดแก้วที่บรรจุน้ำใสๆ ไว้  ป้ายที่แปะเอาไว้เขียนคำว่า Drink ME

“อลิซอินวันเดอร์แลนด์?”

“ใช่แล้ว  ยาสองขวดนี้ได้แรงบันดาลใจจากนิทานเรื่องนั้น” นิทานที่เธอยืมเอลวินมาอ่านจนเกิดเป็นยาสองขวดนี้ขึ้น  สร้างขึ้นมาสนุกๆ เพื่อฆ่าเวลาก่อนทำภารกิจนอกกำแพงอีกครั้ง

                หญิงสาวยื่นขวดแก้วให้เด็กชายที่แบมือรอรับ “เสียดายที่หนุ่มน้อยอลิซจะตื่นขึ้นมาจากความฝันเสียแล้ว”

“ทำไมถึงไม่ให้ยาขวดนี้กับผมตั้งแต่แรกล่ะครับ” เอลวินถาม  ถ้าเขากินยารักษานี้ตั้งแต่แรกรีไวล์คงไม่เศร้าขนาดนั้น

“เพราะฉันอยากแกล้งใครบ้างคนน่ะ”

                ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นหนามองเด็กชาย “ทั้งนายและตัวรีไวล์ด้วย   คงรู้แล้วสินะว่าอีกฝ่ายมีความสำคัญกับตัวเองมากขนาดไหน  อย่าลืมความรู้สึกในวันนี้ล่ะเอลวิน”

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

เอลวินถึงคำพูดของหญิงสาวเมื่อมาถึงห้องนอนของก็เห็นว่ารีไวล์นั้นตื่นขึ้นมาแล้ว  แสงจากตะเกียงส่องเห็นร่างนั้นกำลังยืนกอดอกอยู่

“ไปไหนมา?”

“ไปหาคุณฮันซี่มาครับ  เล่านิทานให้ฟัง” ก่อนยื่นนิทานในคนตรงหน้าดู  แน่นอนว่าทุกอย่างที่เล่าเป็นคำปด “ผมเห็นรีไวล์หลับไปแล้วเลยไม่กล้าปลุกน่ะครับ”

                เห็นคิ้วเรียวคลายออกมา  เอลวินจึงกระวีกระวาดขึ้นไปบนเตียง “ตอนนี้ผมง่วงแล้วครับ  ขอโทษนะครับที่ทำให้เป็นห่วง”

“รู้ตัวก็ดีแล้ว  รีบนอนพรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้าออกไปลาดตระเวน”

“รีไวล์จะพาผมไปลาดตะเวนด้วยเหรอครับ”

“คำพูดฉันเชื่อถือไม่ได้หรือไง”

“เปล่าครับ” เอลวินส่ายหน้า  “ผมนึกว่ารีไวล์ไม่ชอบผมซะอีก.. ก็เลยแปลกใจ”

“ฉันเคยพูดคำว่าเกลียดใส่นายหรือไง” รีไวล์เบื่อต่อปากต่อคำกับเด็กชายตรงหน้าก่อนจะนั่งลงบนเตียง “ถ้านายนอนไม่หลับจะปลุกฉันมาอ่านนิทานก็ได้  วันหลังอย่าเดินออกนอกห้องเวลาดึกๆ เข้าใจมั้ย”

“ครับ”

                เอลวินเอ่ยอย่างสำนึกผิด  เมื่อเห็นดังนั้นรีไวล์จึงยื่นมือมาลูบผมเอลวินเบาๆ เอ่ยปลอบ “นอนได้แล้วไม่ต้องทำท่ากลัวฉันขนาดนั้นหรอก”

“ผมขอถามอะไรบ้างได้มั้ย?”  มือเล็กจับขวดแก้ว Drink ME ที่ซ่อนไว้แน่น

“คุณชอบผมมั้ยครับ...”

“หึ...เด็กตัวกะเปี๊ยกอย่างนายจะถามไปเพื่ออะไร” รีไวล์เลิ่กคิ้วถามขึ้น

“งั้นผมถามใหม่  คุณชอบหัวหน้าทีมสำรวจเอลวิน สมิธใช่มั้ยครับ”

                รีไวล์นิ่งอึ้งไปสักพัก  ไร้คำตอบออกจากชายหนุ่มผมดำ  แต่สีหน้าที่แสดงนั้นอธิบายได้อย่างแจ่มชัด 

“เธอไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนั้นหรอก”

                ชายหนุ่มผมดำเลี่ยงคำตอบ   เห็นแบบนั้นทำให้เด็กชายเอลวินตัดสินใจเปิดขวดแก้ว Drink ME และดื่มมันเข้าไป  น้ำเย็นๆ ไหลผ่านสู้ลำคอก่อนจะออกฤทธิ์ไปสู่ร่างกายช้าๆ

“เมื่อกี้เธอดื่มอะไรเข้าไป” รีไวล์ขมวดคิ้วมอง

“ยาที่ทำให้คนนั้นตื่นจากฝันยังไงครับ” เอลวินเอ่ยลาพร้อมยิ้ม

“ไว้พบกันอีกครั้งนะรีไวล์...”

                เปลือกตาบางของเอลวินค่อยๆหลับตาลง  พลันบนตัวเด็กชายก็มีไอสีขาวแผ่ไปทั้งตัว  กลุ่มไอน้ำขนาดใหญ่ที่แผ่ออกจากตัวเด็กชายนั้นร้อนระอุราวกับไททัน  ก่อนที่จะพบร่างของเด็กชายหายไปคงเหลือเพียงร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มผมทองที่นั่งอยู่แทนที่

“เอลวิน....?” รีไวล์เอ่ยอย่างแปลกใจ “นายกลับเป็นเหมือนเดิมแล้ว

“กลับมาแล้วรีไวล์” เอลวินแย้มรอยยิ้มละไม  “กลับมาแล้ว”

“ไหนฮันซี่บอกว่าสามวัน นายจะกลับมาเป็นปกติ  แล้วทำไม...”   

“ดูเหมือนฉันในวัยเด็ก  ใจร้อนอยากจะให้ฉันกลับมาน่ะ” เอลวินเอ่ยขึ้น  ความทรงจำของเด็กชายเอลวินยังอยู่ในความทรงจำของเขา  ร่วมถึงภาพของรีไวล์ที่แสดงสีหน้าเศร้า นั้น

                มือใหญ่ลูบไปที่ใบหน้าของรีไวล์ “ต่อจากนี้ไปอย่าร้องไห้เงียบๆ คนเดียวอีกล่ะรีไวล์  รู้หรือเปล่าทำให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นห่วงนายมากขนาดไหน...แม้กระทั่งฉันตอนเด็กก็เผลอชอบนายด้วยสินะ”

“พูดอะไรของแก  ฉันไม่ได้ร้องไห้สักหน่อย...” รีไวล์เถียง  เขาไม่เคยร้องไห้สักหน่อย   เจ้าบ้านี่พูดอะไรก็ไม่รู้  “ในเมื่อนายเป็นปกติแล้ว  ก็ออกไปจากห้องฉันได้แล้ว”

                เอลวินไม่ฟังคำพูดนั้นก่อนจะเอื้อมมือรวบให้ร่างเล็กเข้ามาในอ้อมกอด  ก่อนจะจุมพิตลงบนหน้าผาก “คืนนี้...ฉันขอนอนด้วยคนได้มั้ย...”

“ไม่ได้”

“ทีฉันตอนเด็กยังให้นอนได้”

“นั้นมันเด็กแต่ตอนนี้ไม่ใช่” รีไวล์ขัดขืน “ปล่อย!”

                เอลวินยักรอยยิ้มโค้งก่อนจะจูบแก้มของรีไวล์  “ถ้านายไม่ให้ฉันนอนที่นี้  จูบต่อไปคือที่ปากนะ”

“แกสติกลับไปแล้วหรือไง  ทำไมฉันต้องให้นาย..อะ อึก..”

                พลันริมฝีปากหนาจึงประกบเขากับริมฝีปากของร่างเล็กในกำลังดิ้นไปมา  เอลวินถอยริมฝีกปากออกก่อนจะถามอีกครั้ง

“สรุปจะให้ฉันนอนที่นี่ได้หรือยัง”

“ตามใจ จะนอนที่ไหนก็เชิญ!” รีไวล์เขินจนหน้าแดง  ให้ตายสินี่มันเรื่องอะไรกันแน่  จู่ๆ เจ้าหมอนี่ก็กลายเป็นผู้ใหญ่และลุกขึ้นมาทำอะไรแปลกๆ!

                รีไวล์มองขวดแก้วใส่ที่เขียนป้ายคำว่า Drink ME ต้องเป็นยาขวดนี้แน่ที่ทำให้เอลวินเปลี่ยนไป

“ฉันรักนายรีไวล์...”

“...”

…คงเพราะฤทธิ์ยา เอลวินไม่มีทางพูดแบบนี้หรอก!...

 

“เพราะฉะนั้นอย่าทำหน้าเศร้าอีกนะ.. ฉันจะอยู่ข้างนายตลอดไป”

                เสียงทุ้มเอ่ยปลอบ ทำให้รีไวล์หันไปมองคนตรงหน้าชัดๆ  แววตาอ่อนโยนที่แสดงออกทำให้เขาใจเต้นรัว

“อืม...รู้แล้ว” รีไวล์จับแขนของเอลวิน   กระแสเสียงนั้นทำให้เขาใจอ่อน “ต่อไปจะไม่ทำหน้าเศร้าอีกแล้ว”

                เอลวินจูบบนหน้าผากนวลอีกฝ่ายอีกครั้งก่อนทั้งคู่จะล้มตัวลงนอน  โอบกอดให้ความอบอุ่นกันและกัน  หากเรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขาคือ  นิทานชวนฝันให้หลงใหล 

...ช่างเป็นความฝันที่พวกเขาไม่อยากตื่นขึ้นมาจริงๆ...

 

…………………………………………………………………………………………………..END

 
 

ส่วนเฉลย Secret  ของเราได้ของคุณ G-Unix ค่ะ  วาดรูปถูกใจมาก กรี๊ดดดด  ขอบคุณสำหรับรูปภาพน่ารักๆ ของคู่นี้นะคะ

ฉากทั้งคู่กินน้ำชาด้วย  แถมมีคัพเค้กอีกต่างหากเป็นความบังเอิญมากที่ฟีลเข้ากับฟิคนี้พอดี

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามานะคะ   ไว้เอนทรีย์หน้าพบกันใหม่ค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

ตามมาบอกว่าชอบมากจริงๆค่ะ5555 ตอนอ่านนี่เขินมาก บิดไปบิดมาอยู่หน้าคอม 

ชอบตั้งแต่เอลรีคุยกัน แล้วดันโจวพยายามบอกให้ออกไปในข้างนอกบ้าง ในขณะที่เฮย์โจวบ่ายเบี่ยง5555 ดูรู้ทันกันดีจัง ส่วนฮันซี่นี่เราขำกึ๊กๆมาตั้งแต่แรกละ น่าร้าก  แต่มาหลุดพรวดเอาตอนที่เธอบอกว่าเราเป็นคนดีนะ! (แบบก้ากก คนดีที่ไหนพูดแบบนั้นกันคะ555)

แอบรู้สึกเป็นเอลวิน>รีไว><เอลวิน5555 เฮย์โจวแอบใจร้ายอยู่เหมือนกันนะ ถึงจะมีเป็นห่วงบ้างก็เถอะ แต่ก็เห็นชัดเลยว่าขนาดป๋าเป็นเด็กก็ยังแพ้5555 แล้วก็ต้องเป็นดันโจวคนนั้นเท่านั้นถึงจะชอบ big smile ส่วนป๋าจะร่างไหนก็ให้ความสำคัญกับรีไวเสมอ ชอบตรงนี้มากค่ะ

(ว่าแต่นี่เป็นความดีความชอบของฮันซี่สินะ555 นอกจากจะเรื่องวุ่นๆแล้วเรื่องเป็นแม่สื่อนี่ต้องยกให้เลยจริงๆ)

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับฟิคน่ารักๆแบบนี้นะคะ

#1 By Rio. on 2014-01-07 20:31