[Titan Fic] +++Gamble [Erwin x Levi] Part 2

posted on 07 Jan 2014 16:11 by little-fin in Attack-on-Titan
 
คำเตือน   บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง)  ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้  ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^
 
 

Title : Gamble [Erwin x Levi]

 

Author : Kukurio

 

Pairing : เอลวิน x รีไวล์ [Erwin x Levi]

 

Rate: PG

 

 

 

Part 2

 

 

 

…ฉันอยากฆ่านาย…

 

…จากวันนั้นจวบจนวันนี้   ไม่มีวันที่ฉันจะลืมเด็ดขาด..

 

…ความแค้นที่ไม่อาจให้อภัยได้…

 

 

 

        ภายในบ้านร้างที่อยู่นอกตัวเมืองห่างออกไป    แสงจันทร์นวลผ่องสาดแสงผ่านหน้าต่างห้องเผยให้เห็นสภาพของเฟอร์นิเจอร์หักพังที่กระจายอยู่เต็ม  ริ้วผ้าม่านขาดวิ่นสะบัดพริ้วตามแรงลมที่พัดผ่าน  ณ  ที่แห่งนั้นมีชายหนุ่มสองคนกำลังเผชิญหน้ากันอยู่    หนึ่งร่างสูงก้มดูชายร่างเล็กที่ถืออาวุธมีดสั้น   บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่เต็มไปด้วยความกดดัน  แม้กระทั่งลมหายใจคล้ายจะถูกริบรอน  ดวงตาของทั้งสองคนจับจ้องมองคู่ต่อสู้เพื่อหาโอกาสจู่โจม

 

        ดวงตาสีเทาเข้มของรีไวล์จ้องหน้าชายหนุ่มผมทองตรงหน้าไม่กระพริบ  มือที่กระชับมีดสั้นเกร็งแน่นจนเหงื่อไหลโชกออกมา  ในสถานะการณ์ตอนนี้คนที่ตกเป็นเบี้ยล่างคือ ตัวเขา  ทั้งที่คิดว่านัดสถานที่แห่งนี้น่าจะชนะหมอนี่ได้

 

…แต่เอลวินมักจะนำหน้าก้าวหนึ่งเสียทุกครั้ง…

 

        แผ่นหลังของรีไวล์แนบชิดติดผนัง  ชายหนุ่มร่างเล็กนึกประชดตัวเอง  แม้กระทั่งหนทางหนีเพื่อพลิกโอกาสโต้กลับอีกครั้งก็ยังไม่มี…

 

….เขาไม่อยากแพ้หมอนี่…

 

…ทั้งๆ ที่ทุ่มเทแรงกายและใจ  ทำไมถึงชนะผู้ชายคนนี้ไม่ได้…

 

…เพราะอะไรกัน!…

 

        รีไวล์กัดฟันแน่น  ดวงตาสีเทาฉายประกายโกรธแค้น  ก่อนที่จะตวัดมีดสั้นในมือหมายจะปลิดชีวิตคนตรงหน้า  แต่ก็ถูกดาบยาวสกัดรับไว้ได้ เพียงพริบตาเดียวมีดสั้นที่อยู่ในมือรีไวล์ก็กระเด็นหลุดลอยไปอยู่ท่ามกลางเฟอร์นิเจอร์ผุพัง   พร้อมกับดาบยาวที่จ่อไปยังคอชายหนุ่มผมดำที่ไร้ซึ่งอาวุธต่อสู้

 

        แสงจันทร์ยังสาดแสงผ่านเข้ามาในห้อง  เพียงแต่ตอนนี้รีไวล์กำลังนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นพลางกุมมือขวาที่เลือดไหลซิบออกมา   ดาบเหล็กที่พาดตรงลำคอชายหนุ่มส่องประกายสีจางออกมา

 

“เท่านี้คงตัดสินได้แล้วสินะ  ว่าใครเป็นผู้ชนะรีไวล์” เอลวินเอ่ยเสียงเย็น  สบดวงตาสีเทาเข้มที่ยังไม่ยอมแพ้ “ถ้ายังดื้อดึงต่อสู้อีก  ฉันเองก็จะไม่ออมมืออีกต่อไป”

 

“หึ   อยากจะทำอะไรก็เชิญ” รีไวล์เงยหน้าขึ้น แสยะยิ้ม   “จะฆ่าฉันก็ได้  เอาสิ”

 

        เอลวินแสร้งทำเป็นหนักใจและถอนหายใจยาว  พลางขยับดาบในมือเพื่อเชยคางคนตรงหน้าให้มองตรงมายังเขา  “รีไวล์พูดประชดแบบนี้ตลอดเลยนะ  ทั้งๆ ที่รู้ว่าฉันไม่ฆ่านาย แต่ว่า…”

 

        ดาบยาวที่เอลวินถือไว้ตวัดกรีดผ่านแก้มเนียนของรีไวล์จนเลือดไหลออกมา  ก่อนจะเดินประชิดหาร่างเล็กพลางปาดเลือดบนแก้ม  ดวงตาสีฟ้าสดใสมองอย่างพึงพอใจ

 

“คงต้องสั่งสอนให้รู้ว่าคนที่อยู่ต่อหน้านายตอนนี้  ไม่ใช่คนที่จะล้อเล่นง่ายๆ ”

 

        พลันเอลวินก็จับมือโชกเลือดของรีไวล์ขึ้นมา  กดนิ้วเข้าไปในรอยแผลจนจมลึกเข้าในเนื้อ  รีไวล์กดฟันแน่นไม่ให้เสียงร้องออกมา  ถลึงตามองชายหนุ่มผมทองที่เริ่มแสยะยิ้มน่าเกลียดออกมาอีกครั้ง

 

“แก…”

 

“จำไว้ว่ามือคู่นี้  ต้องทำประโยชน์ให้กับหน่วยสำรวจ” พร้อมกับดึงมือข้างนั้นขึ้นมา “มีชีวิตเพื่อให้มนุษย์ชาติได้รับชัยชนะ  ถึงตอนนั้นฉันถึงอนุญาตให้นายตายได้…รีไวล์”

 

“แกนี่มัน ปีศาจในคราบมนุษย์ชัดๆ”

 

“ใครๆ ก็ชอบพูดแบบนั้นเหมือนกัน” เอลวินยิ้มรับ “คงมีแต่คนประเภทเดียวกันที่เข้าใจ..เหมือนนายกับฉัน”

 

        รีไวล์กัดฟันกรอด  สะบัดหน้าออกจากมือใหญ่  ถ้าฝืนอยู่ในสภาพนี้ต่อไปนี้คงได้ถูกชายตรงหน้าปั่นหัวจนหงิดหงุดมากขึ้นกว่าเก่า  เขาจับแขนของเอลวินให้ปล่อยมือออก  พลางมองมือของตนเองที่ตอนนี้กลายเป็นสีแดงฉานอย่างน่ากลัว   จากแผลธรรมดากลายเป็นแผลลึก

 

…เขาไม่อยากนับรวมเจ้าหมอนี่เหมือนกับเขาหรอก…

 

…ครั้งหน้าเขาจะไม่มีวันแพ้อีกเด็ดขาด…

 

 “ฉันแพ้…  ถ้าแกอยากได้ยินคำนี้มาก! ก็ปล่อยมือได้แล้ว!”

 

        เอลวินแย้มยิ้มออกมาน้อยๆ และปล่อยมือออก  พลันหมัดลุ่นๆ ของรีไวล์ก็ชกลงบนใบหน้าของเอลวินทันทีจนชายหนุ่มผมทองหน้าหัน   คราบเลือดสีแดงคล้ำเปื้อนชัดบนใบหน้าหล่อเหลา

 

“ตอบแทนที่สั่งสอนเป็นอย่างดี!”

 

        รีไวล์เดินผ่านคนตรงหน้า  แต่กลับถูกร่างสูงใหญ่ขวางไว้        

 

“ทางนี้เองก็ขอรับรางวัลของผู้ชนะด้วยก็แล้วกัน”

 

        เอลวินรวบร่างเล็กเข้ามาในอ้อมกอด  ก่อนเชยใบหน้ารีไวล์ให้จับจ้องมาที่ตน  สายลมเย็นพัดผ่านพร้อมกับกลิ่นอ่อนๆ ของดอกไม้กลางคืน

 

“ยังทำตัวน่าขยะแขยงเหมือนเดิม” รีไวล์ไม่ได้ขัดขืนอะไร ได้แต่ส่งสายดุห้าม  แต่เอลวินแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น

 

“เพราะใครที่ทำให้ฉันต้องทำแบบนี้”

 

        เอลวินก้มหน้าชิดอีกฝ่ายจนรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่น  ดวงตาของทั้งคู่ประสานสบกัน  “รอวันที่นายพ่ายแพ้ และยอมตกเป็นของฉัน…รีไวล์”

 

….หากคำสัญญา  คือ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด…

 

….สัญญาของทั้งคู่ก็เป็นเหมือนข้อผูกมัดที่ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองถลำลึก

 

….ราวกับหลุมใหญ่ที่ไม่อาจหาทางขึ้นได้…

 

        ชายหนุ่มผมทองสัมผัสลูบยังเส้นผมสีกาน้ำที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ  ใบหน้าทั้งคู่เคลื่อนเข้ามาใกล้  ก่อนทีริมฝีปากได้รูปจะประกบลงบนกลีบปากบางที่อ้ารับ…เอลวินรับรู้ได้ถึงแรงขัดขืนจากจูบที่จำยอม  แต่เมื่อได้สัมผัสก็ไม่อาจถอยหลังได้อีกต่อไป

 

        คำสัญญาที่ได้ตกลงไว้  สัญญาระหว่างเขาสองคน  ในคืนพระจันทร์เต็มดวงพวกเขาทั้งสองคนจะต่อสู้กัน  ผู้ชนะสามารถเรียกร้องทุกสิ่งจากตัวผู้แพ้

 

…วันแห่งคำสัญญา…

 

…วันแห่งเกมฆ่าฟันที่ทั้งสองคนได้ให้คำสัญญา..

 

…ผู้พ่ายแพ้ต้องได้รับบทลงโทษที่สัญญาไว้…

 

บทลงโทษสำหรับผู้แพ้มีเพียงแต่ความอัปยศ  รีไวล์ได้แต่นึกเงียบในใจ  ก่อนจะถูกเอลวินดึงดูดความสนใจด้วยสัมผัสร้อนที่จากฝ่ามือที่ลูบไล้  เสียงครางร้องแผ่วเมื่อมือใหญ่ของเอลวินรุกล้ำเข้าในเสื้อเชิ้ตบางที่แต้มไปด้วยเลือด  แต่ถึงกระนั้นเอลวินก็ไม่สนใจปลดเสื้อของอีกฝ่าย  แนบริมฝีปากโลมเลียยอดอกคนตัวเล็กที่เริ่มขัดขืน  มือที่นั้นพยายามดันให้คนตัวใหญ่ออกไป

 

“ยะ หยุดได้แล้ว  จะ เจ้าบ้า”

 

“ทำไมล่ะ  หรือว่าไม่ชอบ” เอลวินกระซิบ

 

“มะ ไม่ ไม่ใช่ที่นี่….”

 

        รีไวล์ร้องห้าม  บ้านร้างไร้ผู้คนต่อให้คนสติดีๆ ก็พอรู้แล้วว่ามันใช่สถานที่ทำเรื่องอย่างว่า  เจ้าหมอนี่คงจะบ้าเลือดเสียสติแล้วจริงๆ 

 

“นึกว่านายจะชอบซะอีกที่นัดสู้กันในบ้านร้าง” เอลวินหยอกล้อ ดันตัวให้ร่างเล็กของคนตรงหน้าเข้ากับกำแพงจนเกิดเสียงเอียดลั่น “เป็นสถานที่ที่เหมาะมากไม่ใช่เหรอ…รีไวล์?  ทั้งเงียบและไร้คนรบกวนแบบนี้”

 

        ผ้าม่านกำมะหยี่สีชาถูกกระชากลงมาทั้งแผง  กลายเป็นผ้าปูพื้นรองนอนอย่างดี  ละอองฝุ่นที่ลอยฟุ้งกลางอากาศสะท้อนแสงจันทร์ระยิบ

 

        เอลวินดันตัวรีไวล์ให้นอนบนผ้าที่ปูไว้  กระชากเสื้อของรีไวล์ให้หลุดออกมาจนท่อนบนเปลือยเปล่า

 

“มองหน้าฉันสิรีไวล์…อย่าหลบตา” เอลวินกระซิบ

 

        มือซุกซนค่อยๆ ปลดเข็มขัดออกก่อนที่นำมันไปมัดมือคนตรงหน้าที่เริ่มขัดขืนไม่ยอม  แสงจันทร์ที่ทาบผ่านร่างเล็กนั้นทำให้เอลวินอดเลียริมฝีปากไม่ได้  

 

        ผิวขาวจัดนั้นเป็นสีอมชมพูจางเพราะแรงขัดขืนที่แสดงออกก่อนหน้านั้น  รอยขบเม้มที่สร้างไว้เกิดรอยเด่นชัด  แต่เทียบไม่ได้เลยกับใบหน้าแดงจัดของรีไวล์ที่พยายามสลัดพันธนาการที่รัดมือไว้

 

“เจ้าบ้า อะ  เอาออกเดี๋ยวนี้!”

 

“พูดคำว่า ได้โปรดสิ… ฉันอาจใจดีคลายเข็มขัดนั้นออกก็ได้”

 

“!!!”

 

        รีไวล์ถลึงตาคนตรงหน้าที่ใช้คำพูดในวันนั้นยอกย้อนตัวเขา  ชายหนุ่มผมดำดึงสายเข็มขัดให้ออกจากข้อมือแต่กลับกลายเป็นบีบรัดแผลลึกที่เอลวินสร้างไว้

 

“อึ่ก…”

 

        ชายหนุ่มผมทองยิ้มอย่างพอใจก่อนจะโน้มหน้าประกบกลีบบางอีกครั้ง  เพียงครั้งนี้กลับเนิ่นนาน  ลิ้นเรียวตวัดวนควานหาความหวานที่เจ้าตัวพยายามขัดขืน  เพียงไม่นานรีไวล์ก็ถูกลิ้นช่ำชองนำพาให้เปิดรับและคล้อยตามอย่างเต็มใจ

 

“อะ อืม….”

 

รีไวล์เริ่มรู้สึกหายใจติดขัด  เพราะคนตรงหน้ายังไม่ยอมหยุดอยู่เพียงแค่การจูบเท่านั้น  แต่มือใหญ่ยังล้วงสัมผัสจุดอ่อนไหวที่อยู่กลางลำตัว  ราวกับปลุกเร้าให้ร่างกายแสดงความต้องการมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

“ยะ อย่า มะ ไม่…”

 

        รีไวล์ร้องห้ามไม่หยุด  มือร้อนผ่าวที่ยังบีบเค้นนั้นยิ่งทำให้ชายหนุ่มหอบหายใจถี่  เสียวซ่านจนสะท้านไปทั่วทั้งร่างกาย

 

…ถึงจะเรียกว่าคำสัญญา แต่มันคือเกมส์โง่ๆ เกมส์หนึ่ง..

 

…เกมส์แห่งตัณหา  ที่ทั้งสองคนต่างเติมเต็มส่วนที่ขาดให้อีกฝ่าย…

 

ทั้งคู่แลกจูบที่ดื่มด่ำมากขึ้นกว่าเดิม  จนสุดท้ายแล้วการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่เหตุการณ์หนึ่งนำไปสู่ความหฤหรรษ์ของทั้งสองคน

 

        เสียงร้องครางของทั้งสองคนขึ้นแผ่วเงียบในความมืด  พร้อมกับพระจันทร์ที่คล้อยต่ำลงเรื่อยๆ  เอลวินเสยผมสีทองที่ปรกใบหน้าพลางมองร่างเล็กข้างกายที่นอนสลบอยู่โดนมีเสื้อคลุมของเขาเป็นผ้าห่มให้ความอบอุ่น

 

…ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เกมส์กลายเป็นเรื่องแบบนี้…

 

        เอลวินยื่นมือเพื่อเกลี่ยผมดำที่ปรกใบหน้าของรีไวล์  แต่กลับหยุดชะงักกลางคัน  ความรู้สึกขัดแย้งในใจบ้างอย่างทำให้เขาผละมือออก  รอยยิ้มบางเหยียดออกก่อนจะพึมพำกับตัวเอง

 

“…ดูท่าทางตัวฉันคงถลำลึกเกินไปแล้วสินะ”

 

 

 

…เกมส์แห่งตัณหาที่เขาเป็นคนสร้างขึ้น….

 

………………………………………………………………………………………………………………………………..

 

“…พวกนายสองคนซ้อมฝีมือกันท่าไหนเนี่ย! ทำไมถึงแผลเต็มตัวแบบนี้!”

 

        เสียงร้องโวยวายของฮันซี่ดังขึ้น  หญิงสาวเอามือเท้าเอวและชี้หน้าหัวหน้าหนุ่มทั้งสองคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ห้องพยาบาล  ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นหนายังถลึงตาใส่ทั้งคู่ที่ยังทำตัวสบายๆ ไม่สนอาการบาดเจ็บตัวเองสักนิด

 

        หญิงสาวผมม้าถอนหายใจเฮือกใหญ่  หยิบน้ำเกลือในตู้เพื่อทำความสะอาดบาดแผลผู้ป่วยเฉพาะกิจ  เธอจับข้อมือของรีไวล์ก่อนจะราดน้ำเกลือ    นำสำลีมาซับเลือดและเช็ดสิ่งสกปรกออก

 

“ข้อมือของนายไปโดนตัวอะไรกัดมาละนั้น  เป็นแผลเหวอะหวะเลย” ฮันซี่ขมวดคิ้ว  ถึงจะไม่ใช่หมอหรือพยาบาลแต่พอเห็นสภาพบาดแผลแล้วน่าจะเย็บสักห้าหกเข็ม “ฉันปฐมพยาบาลเป็นแค่อาการบาดเจ็บเบื้องต้นเท่านั้น  แต่แผลนี่ให้แพทย์ทหารดูอาการหน่อยดีมั้ย  ดูแล้วคงต้องเย็บแผล”

 

 

        รีไวล์ส่ายหน้าปฏิเสธ “แผลแค่นี้อีกไม่กี่วันก็หาย  ไม่ต้องเรียกหมอให้ยุ่งยาก”

 

“แต่สภาพแผลมันน่ากลัวมากเลยนะ  ถ้าปล่อยไว้แผลจะติดเชื้อนะ”

 

“ไม่ต้องกลัวหรอก  ไม่ติดเชื้ออะไร” รีไวล์ปลายตามองไปยังเอลวินที่อยู่ก้าอี้ถัดไป “นอกจาก…คนทำมันเป็นพวกหมาบ้า”

 

“พูดแบบนี้หลอกด่าใครบ้างคนหรือเปล่าเนี่ย” ฮันซี่หลุดหัวเราะ พอจะเดาได้ว่า”หมาบ้า” ที่รีไวล์พูดถึงหมายถึงใคร  แถมเป็นผู้บังคับหมู่คนสำคัญของทีมสำรวจเสียด้วย “นี่เอลวิน  รู้หรือเปล่าวว่าเป็นใคร?”

 

“นั้นสินะ  คงเป็นคนที่เก่งมากเลยทีเดียว  ที่ทำให้บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นแผลได้” เอลวินเอ่ยหยอกล้อ  เห็นรีไวล์ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “นายเองให้แพทย์ทหารดูอาการหน่อยก็ดี  ท่าทางแผลนั้นจะลึกพอสมควร”

 

        เอ่ยย้ำท้ายประโยคอย่างจงใจ  “ถ้าแผลเกิดหายช้า  คงจัดการไททันหรือใครไม่ได้สักคน”

 

“หึ เป็นคนทำเองแท้ๆ ยังมีกล้ามาสั่งสอนใครอีกหรือไง”

 

“เพราะเป็นคนทำถึงรู้ดีที่สุดไงล่ะ  ชอบนะเสียงเจ็บปวดของนาย”

 

แกร๊ก!

 

        รีไวล์ลุกขึ้นทันที  ชายร่างเล็กยืนขึ้นส่งสายตาทะมึนให้อีกฝ่าย

 

“รีไวล์! จู่ๆ ลุกขึ้นทำไมเนี่ย  ตกใจหมดเลย” สาวแว่นเอามือทาบอก  ขมวดคิ้วพลางมองบรรยากาศมาคุที่แผ่ออกมาจากเจ้าตัว

 

“ไอ้เวรนี่..” รีไวล์กัดฟันกรอด  กำหมัดแน่น  “คิดจะดูถูกไปถึงไหน”

 

“ฉันไม่ได้ว่าอะไรนายสักคำนะ  อย่าเพิ่งพูดอะไรที่มัดตัวนายดีกว่า”

 

“แก!”

 

        ฮันซี่จับแขนของรีไวล์ทันทีเมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมพุ่งตัวจะไปชกเอลวิน  ถึงรีไวล์จะอยู่หน่วยสำรวจมาซักพักใหญ่แล้วแต่อารมณ์ร้อนจนเลือดขึ้นหน้ายังมีอยู่บ่อยครั้ง  และมักเฉพาะเจาะจงกับหัวหน้าเอลวินด้วย

 

“ใจเย็นๆ สิรีไวล์  แผลของนายยังไม่หายดีจะก่อเรื่องอะไรก็ดูสภาพตัวเองด้วย”

 

“ปล่อยฉัน  อยากเจ็บตัวอีกคนหรือไง”

 

“ตอนนี้นายอยู่ในหน่วยทหาร  จะทำตัวเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้วนะ” ฮันซี่ตักเตือนเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้   ถึงหน่วยสำรวจจะมีคนนิสัยหลากหลายประเภทแต่ก็ต้องเคารพกฎด้วยกันคือ  ต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา “อืม…ถึงเอลวินจะไม่ว่าอะไรก็เถอะ  แต่ก็ต้องนึกถึงคนอื่นบ้าง”

 

“หล่อนเองก็ไม่ได้ดีกับเจ้าพวกนั้นหรอก  ยัยบ้าไททันวิปริต”

 

“เห…ขอบใจที่ชมนะ  ถึงจะฟังแปลกๆ ตรงไททันวิปริตอ่ะ?” ฮันซี่ยอมรับโดยสดุดี ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่รีไวล์พูดคือ คำด่าประชด  หญิงสาวแว่นดึงรีไวล์ให้นั่งลงตามเดิม  ก่อนจะพูดถึงไททันออกมา…. ดวงตากลมโตเป็นประกายจนรีไวล์ขนลุกไม่ทราบสาเหตุ

 

“พูดถึงไททัน…ความจริงฉันเองก็อยากจับไททันวิปริตมาทดลองเหมือนกันนะ  เสียดายตรงที่พวกมันจับยากเนี่ยล่ะ  อยากรู้จังว่าทำไมพฤติกรรมของมันถึงแตกต่างจากไททันปกติตัวอื่น การจู่โจมที่รวดเร็วแถมบ้างครั้งก็ไม่สนใจพวกมนุษย์ที่รอบด้านด้วย  ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยจริงๆ นะ  อ้อ…พูดถึงไทททันวิปริต  ตอนออกสำรวจนอกกำแพงครั้งก่อนฉันเจอพวกมันด้วยนะ!  หน้าตากลมโตบ๋องแบ๋วเลย   ถึงหน้าตาจะเป็นเหมือนพวกแต๋วแตกก็เถอะ!  หรือว่าความจริงพวกไททันจะมีพวกกระเทยด้วย  อืมๆ เหมือนมนุษย์ทั่วไป!  แต่ไททันมันไม่มีเพศนี่นา…อ่า  อยากให้การสำรวจครั้งหน้าเจอพวกมันอีกจัง  จะได้จับพวกตัวเป็นๆ มาทดลองดูว่ามีอะไรแตกต่างกับพวกไททันปกติ  ฮะๆ แค่คิดก็มีความสุขแล้ว…ฮะๆ”

 

        ฮันซี่เมื่อได้พูดถึงไททันก็พล่ามไม่หยุดราวกับใครไปปลดลิมิเตอร์มนุษย์ปกติออกมาจากตัว  กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องอีกครั้ง

 

        รีไวล์มองหน้าหญิงสาวที่กำลังเพ้อเรื่องไททัน   อารมณ์โกรธคนใกล้ตัวหายไปกลายเป็นความเบื่อหน่ายขึ้นทันที  ลืมนึกไปว่าคำต้องห้ามของยัยนี่ คือ คำว่า “ไททัน”

 

        ดวงตาของหญิงสาวส่องประกายมีชีวิตชีวา  และเอ่ยเล่าถึงไททันต่อ “นี่ๆ รีไวล์ยังมีอีกนะ…ไททัน…”

 

“…..”

 

        รีไวล์นิ่งเงียบไป  ตอนที่พยายามจะลุกหนีก็ถูกหญิงสาวตรงหน้าก็ไม่ยอม  จับแขนของเขาแน่นยิ่งกว่าเดิม “เอ๋ จะรีบไปไหน   ฉันยังเช็ดแผลนายไม่เสร็จเลยนะ…”

 

“….”

 

        แม้จะพูดถึงไททันตลอดเวลาแต่มือก็ยังทำงานอย่างคล่องแคล่ว  รีไวล์ได้ยินเสียงเอลวินที่หลุดขำออกมา  เมื่อหันไปมองก็เห็นชายหนุ่มผมทองทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้จัดการแผลของตนเองเงียบๆ

 

“ชิ…”

 

“ชิ?  ชิวาว่าเหรอ?” ฮันซี่ส่งเสียงถามงงๆ “หรือนายอยากเลี้ยงชิวาว่า”

 

“ไม่ใช่…”

 

“ความจริงหน่วยสำรวจเคยมีสัตว์เลี้ยงด้วยนะ…  ตอนนั้นจู่ๆ เอลวินก็เอาสิงโตที่ไหนมาเลี้ยงก็ไม่รู้”  ฮันซี่นึกถึงความหลังสมัยก่อนตอนที่ทำงานด้วยกันใหม่ๆ  “ ทำเอาพวกเราไม่เป็นอันทำงานต้องไปเลี้ยงสิงโต  จนกระทั่งพวกเราเลี้ยงไม่ไหวเลยพาไปปล่อยป่าเหมือนเดิม  คิดถึงจังเลยนะเรดคุง”

 

“…หน่วยสำรวจเป็นแหล่งรวมพวกผิดปกติหรือไงกัน”

 

        รีไวล์พึมพำเบาๆ  มีแต่พวกทหารไม่ปกติทั้งนั้น  โดยเฉพาะเจ้าหมอนี่!  ชายหนุ่มผมดำส่งสายตาเคืองไปยังเอลวินที่หลุดขำออกมา

“แกหัวเราะอะไร!”

“เอ...พูดแบบนี้นายเองก็เป็นพวกผิดปกติเหมือนกันนะรีไวล์” ฮันซี่พูดขึ้น จนรีไวล์คิ้วกระตุก “ก็นายเป็นทหารหน่วยสำรวจด้วยกันนี่เนอะ”

 

“…”

 

“ถ้านายอยากจะทะเลาะชนะฮันซี่ก็ควรอยู่นิ่งๆ เงียบๆ นะ รีไวล์” เอลวินยังคงหลุดขำไม่เลิก

 

“หุบปากไปเลย  เพราะแกคนเดียวนั้นล่ะ!”

 

        เอลวินมองหนุ่มสาวตรงหน้าที่ดูโต้เถียงกันเหมือนเด็กๆ  ทั้งๆ ที่หน่วยสำรวจควรมีบรรยากาศที่เครียดตลอดเวลาเพราะต้องออกไปต่อสู้กับไททันนอกกำแพง  แต่เพราะได้คนเหล่านี้ที่อยู่ในหน่วยด้วยจึงทำให้บรรยากาศตึงเครียดบรรเทาลง

 

…โดยเฉพาะการปรากฎตัวของรีไวล์…

 

…เป็นเหมือนเพชรในตมที่ล้ำค่าเลยทีเดียว…

 

“ต้องดูแลรักษาเป็นอย่างดีสินะ”

 

        เอลวินเอ่ยพึมพำก่อนจะลุกขึ้น  และฝากฝั่งหญิงสาวในห้อง “ฝากดูแลรีไวล์ด้วย  ฉันขอตัวไปทำงานก่อน”

 

“ได้เลย  ไม่ต้องห่วงเอลวิน” ฮันซี่ทำความเคารพหัวหน้าและยิ้มเผล่

 

“ฉันดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องให้แกเป็นห่วงหรอก”

 

        ชายหนุ่มผมทองยิ้มละไม ก่อนจะออกจากห้องไป  เมื่อเห็นดังนั้นฮันซี่จึงยื่นหน้าไปหารีไวล์จนชายหนุ่มผมดำขมวดคิ้วมุ่น

 

“มีอะไรอีก?”

 

“เปล่า…” ฮันซี่ลอบถอนหายใจก่อนจะกอดอก  “ความจริงก็ไม่ได้ตั้งใจอยากจะรู้เรื่องส่วนตัวของนายอะไรมากหรอก   แต่ช่วงมันหนักขึ้นเรื่อยๆ “

 

“การซ้อมต่อสู้ระหว่างนายกับเอลวิน  เหมือนกับว่ามันไม่ใช่การซ้อม…”

 

“เหมือนจะฆ่าอีกฝ่ายหนึ่งให้ตายเลยต่างหาก”

 

“นี่เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างฉันกับเอลวิน  ไม่ต้องมาสงสัยอะไรหรอก  ก็แค่การซ้อมฝีมือกันปกติ”

 

“และทำไมต้องทำอะไรที่มันดูลึกลับแบบนี้ด้วยล่ะ” ฮันซี่ตั้งข้อสังเกต “ถึงจะไม่มีใครกล้าพูดออกมา  แต่ทุกคนก็สังเกตเห็นนะ ถึงอาการบาดเจ็บของนายสองคน”

 

“มีเรื่องอะไรกันแน่ระหว่างพวกนาย” เธอถามอย่างจริงจัง “ถ้ามีเรื่องอะไรที่ฉันช่วยได้ก็ปรึกษาได้นะ  พวกเราเป็นห่วงพวกนายสองคนจริงๆ ”

 

“หึ เป็นห่วงกลัวว่าฉันจะตายหรือไง” รีไวล์กล่าวประชด “ไม่ต้องห่วงเรื่องไร้สาระพวกนั้นหรอก”

 

“รีไวล์ ทำไมนายชอบปฏิเสธความหวังดีของคนอื่นกันนะ”

 

“ความหวังดี?  นอกจากผลประโยชน์แล้วไม่มีใครทำดีให้อีกฝ่ายหรอก”

 

        ฮันซี่ถอนหายใจอีกครั้ง  ถึงจะรู้ว่าประวัติของรีไวล์ก่อนเข้ามาอยู่หน่วยสำรวจจะไม่ใช่คนดีเหมือนคนทั่วไป  เป็นอันตพาลหรือนักเลงข้างถนนเสียด้วยซ้ำ   ไม่รู้พบเจอเหตุการณ์อะไรมาถึงได้เป็นคนนิสัยแบบนี้

 

“มนุษย์นะเป็นสัตว์สังคม  ต่อให้นายคิดว่าอยู่ตัวคนเดียวบนโลกก็ไม่พ้นที่ต้องมาเผชิญหน้าอยู่รวมกัน” ฮันซี่อธิบายความจริงบ้างอย่าง “ตอนนี้นายอยู่ในหน่วยสำรวจ  มีพวกเราเพื่อนพ้องถึงไม่ใช่เพื่อนของนายกลุ่มนั้น…”

 

“…ไม่คิดจะเปิดใจให้พวกเราหรือไง?”

 

“หึ… ที่พล่ามมาก็แค่อยากให้ฉันทำงานร่วมกับพวกเธอ  แบบไหนก็เหมือนกันนั้นแหละ” รีไวล์หยิบผ้าพันแผลขึ้นมาก่อนพันแผลที่ข้อมือด้วยตนเอง “แค่ฆ่าไททันพวกนั้นมันยังไม่พออีกหรือไง”

 

        รีไวล์เดินผ่านหญิงสาวออกนอกห้องไป  และเดินสวนทหารใหม่ที่ต่างทำความเคารพอย่างนอบน้อม  ในช่วงระยะหลังหน่วยสำรวจมีทหารใหม่มากขึ้นเป็นช่วงเท่าตัว  หลังมีการป่าวประกาศถึงทหารที่แข็งแกร่งที่สุดของมวลมนุษย์ผู้สามารถล้มไททันได้  วีรบุรุษคนเดียวที่มีกำลังเหมือนทหารหนึ่งร้อยคน

 

…ทั้งหมดเป็นแผนของหมอนั้นที่ป่าวประกาศออกไป…

 

        ชายหนุ่มผมดำเงยหน้ามองท้องฟ้าข้างบน   ความเจ็บใจที่แพ้หมอนั้นเมื่อวานยังคงย้ำเตือนใจเขาอยู่ตลอดเวลา  บุรุษผู้แข็งแกร่ง หึ….ขนาดเอาชนะคนๆ เดียวก็ยังทำไม่ได้  จะเรียกว่าเป็นทหารที่แข็งแกร่งที่สุดได้ยังไงกัน!

 

ปึก!

 

        มือเล็กกำหมัดแน่นก่อนจะระบายอารมณ์กับผนังที่ตรงข้าม  ใบหน้าเศร้าที่ปกปิดด้วยหน้ากากแห่งความเฉยชาแสดงออกมาชั่วพริบตาหนึ่งก่อนจะหายไป

 

“บ้าที่สุด…”

 

        รีไวล์กระซิบแผ่ว  การต่อสู้ที่บ้านร้างยังคงจำฝั่งแน่นในความทรงจำ  ความอัปยศที่พ่ายแพ้ต่อเอลวิน  ทั้งความอับอายที่ตัวเองแสดงออกมา  ความรู้สึกสะอิดสะเอียนจุกตรงลำคอจนชายหนุ่มอยากจะอ้วกออกมา  อาการปวดหนึบตรงสะโพกเป็นหลักฐานถึงความอัปยศที่ถูกเจ้าหมอนั้นกระทำไว้  กี่ครั้งแล้วที่ร่างกายนี้ถูกเจ้านั้นหยอกล้อจนกลายเป็นเรื่องปกติไป

 

“…ฉันเกลียดแก  ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตฉันก็จะฆ่านายให้ได้” รีไวล์กระซิบ ระบายความอัดอั้นในใจ  “ฉันจะฆ่าแก เอลวิน!”

 

        ตรงระเบียงทางเดินที่ห่างไกลผู้คน  รีไวล์ยังคงยืนอยู่เพียงลำพัง  ปล่อยให้เวลาแห่งความเจ็บปวดสลายไปเพื่อให้ใบหน้าคงเดิมอีก  ชายหนุ่มเหม่อมองท้องฟ้าไกล  แสงแดดอ่อนยามเช้ายังคงให้ทอแสงให้ความอบอุ่นแด่ทุกชีวิตบนโลกแห่งนี้   ซึ่งตัวเขาไม่เคยชินสักครั้ง

 

…ความอบอุ่นของอากาศโลกภายนอก อากาศบริสุทธิ์ที่สูดดมกี่ครั้งก็ไม่เคยชิน…

 

…ตัวเขานั้นไม่เหมาะกับที่แห่งนี้…

 

…ไม่เหมาะเลยซักนิด…

 

“คุณรีไวล์?  คุณรีไวล์หรือเปล่าคะ”

 

        เสียงหวานใสที่เรียกหาทำให้ชายหนุ่มผมดำหันไปมอง  เห็นทหารหญิงร่างเล็กที่กำลังกอดเอกสารด้วยอาการตื่นเต้นจนกลับไว้ไม่อยู่  ข้างหลังเธอมีทหารหนุ่มผมสีน้ำตาลหยักโศกยืนแบกกล่องเอกสารตามหลังมา

 

“จู่ๆ หยุดเดินทำไมเพทรา  ของมันหนักนะ!”

 

        หญิงสาวผมสีบลอนสั้นหันไปมองค้อนเพื่อนที่เดินตามหลัง “ออลโอ้  เลิกพูดหาเรื่องได้แล้ว  ไม่เห็นหรือไง! คณรีไวล์เลยนะ!”

 

“ก็เห็นในวันปฐมนิเทศแล้วไม่ใช่หรือไง ตัวเล..อั่ก”

 

        ศอกแหลมของหญิงสาวกระทุ้งไปท้องของออลโอ้อย่างแรงจนชายหนุ่มเผลอกัดลิ้นตัวเอง

 

“เฮ้ย เธอ!”

 

“ขอโทษด้วยนะคะ  พอดีออลโอ้เป็นคนพูดไม่ค่อยคิด”

 

        เพทรายิ้มร่าเริงให้หัวหน้าทหารที่เธอชื่นชมมานาน  ไม่นึกว่าทำงานส่งเอกสารจะมาเจอคนสำคัญอยู่แถวตึกพยาบาล

 

“ทหารใหม่?”

 

“ค่ะ  ดิฉันชื่อเพทราและคนที่อยู่ข้างๆ ดิฉันชื่อออลโอ้ค่ะ” หญิงสาวแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการ  และโค้งตัวขอโทษ  “ขออภัยที่ฉันและเพื่อนเสียมารยาทด้วยนะคะ  พอดีตื่นเต้นที่พบคุณรีไวล์น่ะค่ะ”

 

“ไม่เป็นไร” รีไวล์กล่าวอย่างไม่ถือสา  และเดินจากทั้งคู่ไป

 

        เพทรามองแผ่นหลังหัวหน้าอย่างชื่นชม  ผิดกับออลโอ้ที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเลือดที่ริมฝีปาก “นึกว่าจะเป็นคนดุกว่านี้อีก”

 

“ข่าวลือบ้างอย่างก็เชื่อถือไม่ได้นะ  พวกรุ่นพี่ก็พูดเกินไปไหนบอกว่าถ้าใครทักหรือสบตาจะโดนทำโทษนี่”

 

        เพทรารู้สึกชื่นชมรีไวล์มากขึ้นไปอีก และเดินไปยังตึกพยาบาลเพื่อส่งเอกสารในมือ  ไม่สนใจออลโอ้ที่ร้องเรียกให้รอก่อน

 

“…”

 

        รีไวล์เหลือบมองทหารใหม่ที่หาญกล้าเข้ามาทัก  นานแล้วที่ไม่มีใครกล้าพูดกับเขาตั้งแต่อยู่ในหน่วยสำรวจ…อาจจะยกเว้น ฮันซี่ คนหนึ่ง…

 

        ชายหนุ่มผมดำไม่รู้เลยว่าเพราะเหตุใดจึงไม่ใครกล้าเข้ามาพูดคุยหรือกล้าสนิทสนมด้วย และนึกคิดไปว่าเพราะประวัติอันคลุมเครือตัวเขามาจากเมืองใต้ดินก็ได้

 

“หึ…เจ้าพวกนั้นเองไม่กลัวฉันสินะ” รีไวล์เอ่ยกับตัวเอง

 

        แต่ใครจะไปรู้ว่าตัวการที่ทำให้ใครไม่กล้าสนทนากับหัวหน้ารีไวล์   คือ  ผู้บังคับหมู่เอลวินที่นั่งบัญชาบนหอคอย

 

ข่าวลือทั้งมวลมาจากชายหนุ่มผมทองที่เฝ้าดูชายหนุ่มผมดำห่างๆ

 

        เอลวินหยักยิ้มให้ตัวเองเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับไปยังห้องทำงานของตนเองดังเดิม  รู้สึกพึงพอใจที่ได้เห็นรีไวล์อยู่ในอารมณ์อื่นนอกจากสีหน้าตายด้าน

 

“สีหน้าตอนอารมณ์เสียดูอย่างไงก็เหมือนเด็กเอาแต่ใจ”  เอลวินกล่าวกับตัวเอง “แต่ก็นะ…รู้สึกเหมาะกับเจ้าตัวมากกว่าสีหน้าตายด้านนั้น…”

 

“ต้องไปย้ำเจ้าพวกเด็กใหม่แล้วว่า  ห้ามเข้าไปยุ่งกับรีไวล์”

 

“ให้คนๆ นั้น  สนใจฉันเพียงคนเดียว…”

 

        เอลวินนึกถึงเสียงหวานของรีไวล์ที่อ้อนวอนขอให้เขาหยุดในคืนแห่งวันสัญญา  เรียกรอยยิ้มนั้นให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

 

…ดูท่าทางตัวฉันคงตกอยู่ในหลุมลึก…

 

…ที่ฉันเป็นสร้างขึ้นมาซะแล้วสิ…

 

 

 

“มีนายเพียงคนเดียวเท่านั้น  ที่ฉันไม่ยอมยกให้ใคร…แม้กระทั่งความตายเองก็ด้วย…”

 

“ต้องมีชีวิตอยู่กับฉันต่อไปนานๆ นะรีไวล์…”

 

 

 

…………………………………………………………………………………………TBC

 

Talk!

 

 

 

มาแล้วค่ะกับฟิคตอนใหม่รู้สึกว่ายิ่งแต่งก็ยิ่งสั้นลงทุกที แอบคิดเหมือนกันว่าแต่งตอนละหนึ่งหน้าได้หรือเปล่านะ… (โดนคนอ่านประท้วง)  รู้สึกป๋าดาร์กแต่งยากมาก  ยิ่งทำร้ายตัวเล็กแบบนี้รู้สึกว่าป๋านี่แอบโหด  เห็นยิ้มละไมแบบนี้แต่ไม่สามารถคาดเดาความคิดได้เลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่

 

(แต่งไปเดาความคิดป๋าเอลวินไป ฮะๆ)

 

 

 

ได้อ่านแปลไทยสปินออฟตอนที่ 2 แล้ว  ก็รู้สึกติ่งแตกมากกว่าเดิม  สรุปก็คือ  รีไวล์ยอมเข้าหน่วยสำรวจเอง  โดนเอลวินชักชวนก็ยอมเข้าทีมสำรวจเลย  อือหือ…ออฟฟิเชียลสนับสนุนคู่นี้อย่างเป็นทางการแล้วสินะ

 

 

 

แต่พอเห็นสีหน้ารีไวล์ก็คงคิดว่าคงมีแผนการอะไรสักอย่างอยู่ในใจแน่ๆ  คงต้องรอตอนต่อไป (อีกหนึ่งเดือน) ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไง ตอนนี้คุคุริเองก็กำลังลงแดงอยู่นะ 555

 

 

 

ปกติเป็นคนชอบการ์ตูนแนวพวกอบอุ่นหัวใจ  หรือไม่ก็แนวมิตรภาพระหว่างเพื่อน  หลังจากเรื่องรีบอร์นจบก็ไม่ได้ตามการ์ตูนเรื่องไหนต่อเลย   พอมาอ่านเรื่องไททันก็รู้สึกชอบทันที (แม้ว่าตอนนั้นจะกลัวไททันก็ตาม 555)

 

 

 

รู้สึกช่วงทอร์คจะกลายเป็นเรื่องระบายความในใจเสียแล้ว  ขอบคุณนักอ่านทุกท่าน (ที่บังเอิญ) อ่านฟิคนี้นะคะ

 

 

 

ไว้เอนทรีย์หน้าพบกันใหม่ค่ะ ^^

Comment

Comment:

Tweet

มันสครีมมาก อ้ากกกกก
ป๋าเอลวินยันเดเระมากกก ไอ้การหวงอย่างออกหน้าออกตานั่นมันอะไรคะ!
ชอบมากค่ะ ไอ้ประเภทรักต้องฆ่าแบบนี้5555

#2 By PamaiPraewa on 2014-01-07 18:32

มันสครีมมาก อ้ากกกกก
ป๋าเอลวินยันเดเระมากกก ไอ้การหวงอย่างออกหน้าออกตานั่นมันอะไรคะ!
ชอบมากค่ะ ไอ้ประเภทรักต้องฆ่าแบบนี้5555

#1 By PamaiPraewa on 2014-01-07 18:31