[Titan Fic] +++Gamble [Erwin x Levi] Part 3

posted on 07 Jan 2014 16:14 by little-fin in Attack-on-Titan, Fanfiction
 
 

 

คำเตือน   บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง)  ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้  ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^

 

 

Title : Gamble [Erwin x Levi]

Author : Kukurio

Pairing : เอลวิน x รีไวล์ [Erwin x Levi]

Rate: PG

 

 

Part 3 

 

รีไวล์เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารที่อยู่ตรงหน้า  เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มผมดำละงานในมือและมองผู้มาใหม่ที่ตนเองไม่อยากต้อนรับหนัก เอลวินยิ้มให้กับชายหนุ่มผมดำที่ทำเป็นเหมือนมองไม่เห็นและทำงานเอกสารตามเดิม

 

…ยังคงเย็นชากับฉันเหมือนเดิมนะ…

 

เอลวินยิ้มในใจ  ก่อนจะนั่งลงบนโซฟารับแขกที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากโต๊ะทำงาน  พร้อมกับหยิบหนังสือจากในชั้นขึ้นมาอ่าน  มือเร็วพลิกหน้าอย่างผ่านๆ ไม่สนใจ 

 

 

 

“รีไวล์ ฉันอยากดื่มน้ำชา” เอลวินเอ่ยขึ้นพลางปิดหนังสือเสียงดัง  เหยียดตัวเองกับโซฟากว้างด้วยท่าทางสบายๆ 

 

 

 

“ไปชงเองสิ” รีไวล์กล่าว  เก็บอาการไม่พอใจเมื่อเห็นว่ารองเท้าบูทพาดบนโซฟา “ฉันไม่ใช่คนใช้นาย”

 

 

 

“แต่ฉันอยากดื่มชาฝีมือนาย” เอลวินต่อรอง “เรื่องแค่นี้ทำให้หัวหน้าไม่ได้หรือไง”

 

 

 

“คุณหัวหน้าหน่วยสำรวจเดี๋ยวนี้บ้าอำนาจ  จนสั่งให้ลูกน้องทำเรื่องไร้สาระแล้วหรือไง?”

 

 

 

       รีไวล์เอ่ยประชด  “ถ้าว่างนักก็ชงชาเอง  ฉันมีงานมากมายที่ต้องสะสาง  ไม่ว่างเป็นคนใช้ของนาย”

 

 

 

“ฉันเคยพูดหรือไงว่า  นายเป็นคนใช้ฉัน” เอลวินถาม  แสร้งถอนหายใจ  “ถ้าคิดว่าตัวเองต่ำต้อยขนาดนั้น  ฉันก็ไม่รังเกียจที่จะเปลี่ยนตำแหน่งของนายหรอกนะ รีไวล์”

 

 

 

       เอลวินเหยียดรอยยิ้ม  “เป็นคนรับใช้ส่วนตัวของฉัน  ไม่ต้องออกไปสู้รบกับพวกไททัน  แค่คิดว่านายคอยรับใช้ฉันก็สนุกแล้ว”

 

ครืน…

 

เสียงเคลื่อนเก้าอี้ดังขึ้น  รีไวล์ส่งสายตาดุไปยังเอลวินเอ่ยเสียงกระแทกเย็นเฉียบ “แค่ชงชาก็พอแล้วใช่มั้ย”

 

 

 

ร่างเล็กเดินออกจากห้องทำงาน  ไม่ปลายตามองแม้กระทั่งคนที่กึ่งนอนอยู่บนโซฟา  เอลวินรู้ดีว่าคงทำให้รีไวล์โกรธอีกแล้ว  คำพูดหยอกล้อเมื่อครูก็แค่อยากให้รีไวล์สนใจเขาเท่านั้น  พอเห็นสีหน้าง้ำงอไม่พอใจยิ่งทำให้เขาอยากแกล้งคนตรงหน้ามากขึ้นกว่าเดิม

 

 

 

เอลวินกลับมานั่งตัวตรงบนโซฟาตามเดิม  นึกถึงบัตรเชิญที่เขาได้รับจาก ผบ.พิกซิส  งานเลี้ยงที่เหล่าขุนนางจัดขึ้นเพื่อสังสรรกัน   และดูเหมือนจะปฏิเสธไม่ได้เสียด้วย

 

 

ถ้าหากกองทหารทีมสำรวจยังปฏิเสธไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้  เงินสนับสนุนครั้งหน้าคงจะหายไปเกินครึ่ง

รู้แบบนี้แล้ว  คงหลีกเลี่ยงงานเลี้ยงไม่ได้อีกแล้วนะเอลวิน’


ชายชราผู้ดำรงตำแหน่งเหนือกว่ายื่นบัตรเชิญนี้ให้เขา  ธุระสำครั้งที่ผบ.พิกซิสมายังศูนย์บัญชาการหน่วยสำรวจคือเรื่องนี้   และอีกสามวันข้างหน้าก็เป็นวันจัดงานแล้ว

 

 

 

                คีธดันโจวก็ติดธุระอยู่ที่กำแพงชั้นนอกเพื่อเตรียมการสำรวจนอกกำแพงครั้งหน้า  เหลือเพียงเขาที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกองทหารทีมสำรวจชั่วคราว  เสียงของ ผบ.พิกซิสยังดังก้องในความทรงจำ

 

‘…พาลูกน้องของเธอไปด้วยก็ได้นะ  เจ้าพวกนั้นเองก็อยากเห็นมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในงานเลี้ยงเหมือนกัน’

 

“ผมเองก็อยากพาเขาไปเหมือนกันครับท่าน ผบ. แต่ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม” เอลวินพึมพำเบาๆ “รีไวล์ยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้าใครทั้งนั้น”

 

 

 

“ยังไม่ถึงเวลา…”

 

เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น  รีไวล์ถือถาดน้ำชาเข้ามาในห้องก่อนจะกระแทกถาดน้ำชาลงบนโต๊ะอย่างไม่เกรงใจคนตรงหน้า  และดันถ้วยน้ำชาที่รินเสร็จเรียบร้อยแล้วให้คนตรงหน้า

 

 

 

“น้ำชาของแก  รีบๆ ดื่มก็ออกจากห้องฉันได้แล้ว”

 

 

 

“ฉันเพิ่งมาถึงก็ไล่เลยเหรอรีไวล์?” เอลวินเอ่ยถาม พลางรับถ้วยชาที่ควันหอมกรุ่นขึ้นมาดื่ม  รสขมฝาดแต่หอมละมุนทำให้ชายหนุ่มผมทองยิ้มอย่างพอใจ  ถึงรีไวล์จะไม่ชอบใจที่เขาสั่งให้ชงชาให้ แต่ก็ยังชงชาออกมาดีเยี่ยมไร้ที่ติ

 

 

 

“อืม..ฝีมือการชงชาของนาย  คนอื่นสู้ไม่ได้จริงๆ”

 

 

 

“ไม่ต้องมายอฉัน  ออกไปได้แล้ว” รีไวล์ยังเอ่ยปากไล่เอลวินอย่างไม่เกรงใจ  แต่ชายหนุ่มผมทองกลับหัวเราะในลำคอเบาจนเจ้าของขมวดคิ้ว “มีเรื่องอะไรน่าหัวเราะ”

 

 

 

“ทั้งๆ ที่ไม่ชอบหน้าขนาดนี้  ถ้านายคิดจะฆ่าฉันจริงคงวางยาพิษในน้ำชาถ้วยนี้ไปตั้งนานแล้ว” เอลวินสัมผัสถ้วยชาที่ถูกเช็ดทำความสะอาดอย่างดีเช่นเดียวช้อนเงินเงาวับ  “ตอนนี้ความตั้งใจของนายคงจะเปลี่ยนไปแล้วใช่มั้ย”

 

 

 

“หึ ฉันไม่ใช่วิธีสกปรกอย่างการลอบฆ่าหรอก”

 

 

 

“จะบอกว่าชอบการต่อสู้อย่างยุติธรรมทั้งที่ไม่เห็นหนทางชนะ” เอลวินกล่าว “อันธพาลอย่างนายก็มีศักดิ์ศรีให้ถือด้วยสินะ”

 

 

 

“หึ  คนอย่างพวกแก  มีแต่ดูถูกคนชั้นต่ำกว่าแกทั้งนั้นละ”

 

 

 

“มันเป็นเรื่องธรรมดาบนโลกใบนี้ละนะ” เอลวินวางถ้วยน้ำชาลง “หากไร้ซึ่งเงินและอำนาจคงไม่มีทางที่ฉันจะมานั่งอยู่ตรงตำแหน่งนี้ได้หรอก”

 

 

 

ดวงตาสีฟ้ามองไปยังร่างเล็กที่อยู่ไม่ห่าง “…และฉันเองก็คงไม่ได้พบนาย”

 

 

 

“…วันนี้แกพูดพล่ามอะไรแปลกๆ “รีไวล์ถามออกไป  ตั้งแต่เข้ามาในห้องแล้วไม่ได้สั่งงานอะไร  รวมถึงเรียกร้องให้เขาชงชาให้

 

 

….แปลก…

 

 

“อย่างงั้นเหรอ…” เอลวินได้แต่ยิ้มละไม

 

 

 

“แกตั้งใจจะทำอะไรก็พูดออกมา ฉันไม่มีเวลาว่างมาเดาใจแกหรอกนะ”

 

 

 

“ไม่มีทั้งนั้นล่ะ  แค่มาตรวจเยี่ยมว่านายเป็นอย่างไงบ้าง?” ชายหนุ่มผมทองมองกองเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเจ้าตัว “ทั้งๆ ที่แผลก็ยังไม่หาย  ยังฝืนร่างกายอีกนะ”

 

 

 

“เพราะใครกันล่ะที่ทำให้ฉันมีสภาพแบบนี้  ไม่ใช่คนว่างงานอย่างแกที่วันๆ เอาแต่หาเรื่องพูดดูถูกชาวบ้าน”

 

 

 

“ในสายตานาย….ฉันเป็นคนนิสัยแย่สินะ” เอลวินเหยียดยิ้มพลางจับข้อมือของรีไวล์อย่างตั้งใจ  กดเล็บลงบนผ้าพันแผลอย่างช้าๆ  “พูดแบบนี้ฉันเสียใจนะรีไวล์”

 

 

 

เลือดที่ปริออกจากปากแผลค่อยไหลซึมทั่วผ้าพันแผลสีขาวจนกลายเป็นสีแดงคล้ำ   เอลวินยิ่งกดนิ้วแรงเข้าไปอีก “จดจำความเจ็บปวดไว้ให้ดีนะ  รีไวล์…  นายไม่มีสิทธ์ที่จะพูดแบบนี้กับผู้บังคับบัญชาของนาย  …จำไว้”

 

 

 

“โห…ที่แท้ท่านผู้บังหมู่เอลวินอยากมาสั่งสอนลูกน้องนี่เอง” รีไวล์เหยียดยิ้ม   ไม่สนใจแผลที่ข้อมือตัวเองที่ตอนนี้เริ่มปริออกย้อมเป็นสีแดง  “ไม่บอกตั้งแต่แรก  ไม่งั้นฉันจะต้อนรับแกดีกว่านี้!”

 

 

 

รีไวล์สะบัดข้อมือออกจากมือใหญ่คู่นั้นก่อนจะฟาดแข้งใส่หน้าผู้บังคับหมู่อวดดีที่เก่งแต่ปาก   ช่วงพริบตาเดียวก่อนที่อะไรจะเกิดขึ้น  ขาของรีไวล์ก็ถูกเอลวินจับไว้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับตาลปัตรเมื่อเอวินกระชากขาของรีไวล์จนชายหนุ่มเสียการทรงตัวล้มลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง

 

 

 

แกร๊ง!

 


ถ้วยชาและถาดน้ำชาตกลงบนพรมหนาที่ปูไว้   ตัวของรีไวล์นอนพาดอยู่กับโต๊ะในสภาพดูไม่ได้พร้อมกับที่ตัวของเอลวินขึ้นมาคร่อมร่างบางไม่ให้หนีไปไหน

 

 

 

มือทั้งสองข้างรีไวล์ถูกล็อกไว้โดนมือใหญ่ของชายหนุ่มผมทอง  รีไวล์พยายามดิ้นให้หลุดจากการเกาะกุมของเอลวิน  แต่ก็ไร้ประโยชน์เพราะชายตัวใหญ่ตรงหน้าปิดทางหนีทุกทางไว้

 

 

 

“ไม่รู้ว่าจะมีของหวานหลังดื่มชาด้วยนะ”

 

 

 

“ปล่อยนะ เจ้าบ้า!”

 

 

 

“อย่าดิ้นสิ  ถ้าทำตัวเป็นเด็กดีก็จะปล่อยอยู่แล้ว”

 

 

 

“ปล่อย!”

 

 

 

รีไวล์ยิ่งดิ้นแรงขึ้น  ดวงตาสีดำเทาจ้องเขม็งไปที่หน้าของเอลวินที่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ  และได้ยินเสียงกระซิบ “ของหวานมื้อนี้ท่าทางจะหวานขมว่ามั้ย?”

 

 

 

“แกลืมสัญญาแล้วหรือไง!” รีไวล์กระซิบกรอด “ถ้าแกทำมัน ฉันจะถือว่ามันผิดสัญญา!”

 

 

 

“สัญญาว่าที่จะไม่ทำอะไรล่วงเกินนายน่ะเหรอ” เอลวินยังใจเย็นถามออกไป “แต่สิ่งที่ฉันทำอยู่ไม่ได้ล่วงเกินนายซะหน่อยรีไวล์…”

 

 

 

หัวเข่าของเอลวินเสียดสีไปที่จุดอ่อนไหวของรีไวล์ก่อนกระตุ้นอีกฝ่ายอย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอ   พลางรวบข้อมือของรีไวล์ให้เขาหาด้วยกัน  ก่อนละมือข้างที่ว่างเพื่อลูบไล้บนซอกคอขาวที่ตอนนี้เต็มไปเม็ดเหงื่อ “ฉันทำเพื่อป้องกันตัวเองไม่ได้ผิดสัญญาเลยซักนิด”

 

 

 

“…ความจริงนายน่าจะชินได้แล้วนะรีไวล์  เพราะทุกครั้งที่นายแพ้ฉัน…ร่างกายของนายก็ไม่ใช่ของนายอีกต่อไป   นายเองก็รู้สึกดีกับมันเหมือนกันไม่ใช่เหรอ เซ็กส์น่ะ”

 

 

 

“หุบปาก!” รีไวล์พูดเสียงดัง “หุบปากเน่าๆ ของแกได้แล้ว”

 

 

 

“ทำตัวดีๆ สิรีไวล์  ลืมมารยาทที่ฉันสอนไปแล้วหรือไง” เอลวินกัดลงบนซอกคอขาวเบาๆ พลางลากลิ้นวนรอบผิวเนียนนั้นอย่างช้าๆ  เอลวินรู้สึกได้ถึงร่างเล็กภายใต้ที่กระตุกเกร็ง

 

 

 

“ฉันจะฆ่าแก!”

 

 

 

เอลวินถอนริมฝีปากขึ้นมา  มองรอยแดงที่เขาทำไว้อย่างพอใจก่อนจะเลื่อนใบหน้าขึ้นมาสบกับตาของรีไวล์

 

…รอยจูบ คงสร้างรอยไว้ประมาณสองสามวันถึงจะจาง…

…แค่นี้ก็พอแล้ว…

 

 

 

“เหงื่อเต็มไปหมดเลยนะ  กลัวฉันขึ้นมาแล้วหรือไง?”

 

 

 

“ใครกลัวแกกัน…” รีไวล์เหยียดรอยยิ้มแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสื้อ  ทั้งๆที่สภาพร่างกายตอนนี้ของเขาพ่ายแพ้คนตรงหน้าทุกทาง  โดยเฉพาะตอนที่เจ้าหมอนี่พยายามปลุกเร้าเขา 

 

 

 

เอลวินเห็นใบหน้าของรีไวล์เริ่มขึ้นสีชมพูระเรื่อพลางดันหัวเข่าเพื่อกระตุ้นจุดอ่อนไหวให้คนตัวเล็กเริ่มทนไม่ไหว  และโน้มใบหน้าประชิด

 

 

 

“ถ้ากลัวก็หลับตาได้นะรีไวล์” เอลวินกระซิบบอก

 

 

 

“ฉันไม่ได้กลัว อึ่ก..”

 

 

พลันชายหนุ่มผมทองก็โน้มตัวกัดลงบนจมูกรั้นของรีไวล์เบาๆ ก่อนจะถอนใบหน้าออกมา  รอยยิ้มบางเหยียดออกเหมือนเห็นสีหน้าแปลกใจของรีไวล์

 

 

 

“ได้กินของหวานแล้ว.. หวานขมอย่างที่คิดไว้จริงๆ ด้วย” เอลวินว่าพลางหัวเราะ  พลางใช้นิ้วแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ ก่อนลุกขึ้น

 

 

 

“…”

 

 

 

รีไวล์ลุกขึ้นพลางมองเอลวินที่กำลังจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อย เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามของร่างเล็ก  จึงแย้มรอยยิ้มบาง “เสียดายจังนะรีไวล์  ฉันเองก็ไม่อยากฉีกสัญญาที่ไว้กับนายด้วยสิ”

 

 

 

“กว่าจะจับตัวนายได้มันลำบากนะ”

 

 

 

เจ้าบ้า!”

 


เอลวินมองรีไวล์ที่พยายามเอามือถูจมูกอย่างเอาเป็นเอาตายจนหน้าแดงกล่ำไปหมด  รวมถึงเอามือถูกคอตัวเองที่เขาคิสมาร์กไว้  เห็นอากัปกิริยาของรีไวล์ก็ทำให้เอลวินอดไม่ได้ก่อนจะโอบตัวร่างเล็กและจูบลงบนกลีบปากบางที่อ้าออกเพราะความตกใจ

 

 

 

จูบแผ่วๆ ที่เพียงริมฝีปากแตะกันถูกถอนออกในชั่วพริบตา  เอลวินยิ้มให้กับรีไวล์ก่อนจะบอก “ถือว่าเป็นมัดจำสำหรับคืนพระจันทร์เต็มดวงคราวหน้า”

 

 

 

เอลวินเดินออกจากห้องทำงาน  ทิ้งให้รีไวล์นั่งอยู่บนโต๊ะรับรองเพียงลำพัง  รีไวล์เอามือแตะริมฝีปากตัวเอง  ความรู้สึกในใจตอนนี้สับสนผสมกับหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ

 

 

 

…รีไวล์ นายเป็นอะไร  ทำไมถึงไม่ชกเจ้าหมอนั้น…

…ให้ตายสิ  ทำไมหัวใจต้องเต้นแรงแบบนี้ด้วย…

 

 

 

………………………………………………………………………………………………………………….

 

 

รีไวล์มองขบวนรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวออกไปจากปราสาทศูนย์บัญชาการ  พร้อมกับเสียงประตูไม้ที่ปิดลงหลังจากขบวนรถม้าจากไป   ชายหนุ่มผมดำหันไปหาฮันซี่ที่กำลังดื่มชาบนโต๊ะรับรองอย่างสบายใจ  สีหน้าร่าเริงเสียจนเขารู้สึกคิ้วกระตุก

 

 

 

เมื่อนึกถึงคำสั่งของเจ้าหมอนั่น ก็ยิ่งหงุดหงิดใจไม่หาย

 

 

‘…ฉันจะไปเมืองหลวงสองสามวัน  ระหว่างนี้ฉันแต่งตั้งนายกับฮันซี่ปฏิบัติหน้าที่แทนฉันชั่วคราว  ฝากดูแลกองทหารทีมสำรวจด้วย…’

 

 

เรียกพวกเขาสองคนมา  ก่อนจะเดินทางออกไป….เจ้าหมอนี่คิดจะทำอะไรก็ทำได้หรือไง!…

 

 

 

…ยิ่งเรื่องเมื่อเช้า…

 

 

 

รีไวล์เม้มปากแน่น  แค่นึกถึงการกระทำหยอกล้อนั้นยิ่งทำให้รีไวล์แค้นเคืองไม่น้อย …เจ้าหมอนั้น…

 

 

“จ๊ากก ร้อนๆ” เสียงฮันซี่ร้องดังขึ้น  ทำให้รีไวล์หันไปมองฮันซี่ที่กำลังกินพายแอปเปิ้ลร้อนๆ  จนปากพอง  ชายหนุ่มผมดำจึงส่งเสียงร้องเหอะออกมาเบาๆ

 

 

 

“รีไวล์ เมื่อกี้นายหัวเราะฉันใช่มั้ย!” ฮันซี่ที่ดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่พลางค้อนชายหนุ่มตัวเล็ก  และเอานิ้วชี้หน้าเขา “ทำไมไม่บอกก่อนล่ะว่าขนมมันยังร้อนอยู่”

 

 

 

“เธอกินมันเอง  ฉันไม่เกี่ยว” รีไวล์เอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ได้ขอร้องให้เธอกินขนมพวกนั้นด้วย”

 

 

 

“บู่ ก็ได้ครั้งนี้ฉันผิดเอง” ฮันซี่พองลมแก้มอย่างงอนๆ  “ฉันจะมาขอปรึกษานายหน่อยว่า…คือว่านายช่วยฉัน”

 

 

 

“ไม่ได้”

 

 

 

“อะไรกัน! ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ” ฮันซี่โวยวาย “นายรู้เหรอว่าฉันขออะไรนาย!”

 

 

 

“ขอให้จับไททันอีกน่ะสิ” รีไวล์บอกหน้าตาย “ระหว่างที่หมอนั้นไม่อยู่ฉันไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว”

 

 

 

ฮันซี่ทำหน้าหมดอาลัยตายยากทันที ดวงตาที่เป็นประกายเมื่อครู่ดับลงราวกับดวงดาวอับแสง  เอ่ยอย่างน้อยใจ “อุตส่าห์คิดว่าเอลวินไม่อยู่แล้ว  ฉันจะชวนนายไปจับไททันนอกกำแพงนั่นซักหน่อย…”

 

 

 

“ใครไปกับเธอก็บ้าแล้ว” รีไวล์เดินมายังโต๊ะรับแชกตรงข้ามฮันซี่ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานโต๊ะทำงาน “หัดทำงานอย่างอื่นบ้าง ไม่ใช่บ้าไททันอย่างเดียว”

 

 

 

“งานเอกสารฉันก็ทำนะ  รายงานฉันก็ละเอียดไร้ที่ติจนเอลวินชมเลยนะ” ฮันซี่เอ่ยยกยอตัวเองก่อนจะทำหน้ามุ่ยต่อเมื่อนึกถึงหัวหน้ากองทหารทีมสำรวจที่ไปดูแลเตรียมความพร้อมที่กำแพงชั้นนอก “คีธดันโจวก็เหมือนกัน  งานของฉันคือวิจัยเรื่องไททันนะ  ถ้าไม่จับไททันมาศึกษางานของฉันก็ไม่คืบหน้าน่ะสิ!   แถมไม่พาฉันไปด้วยมันน่าน้อยใจมั้ยล่ะ!”

 

 

 

“งั้นเชิญเธอไปจับไททันคนเดียวแล้วกัน”

 

 

 

“…จริงเหรอ!”

 

 

 

ฮันซี่ทำท่าทางดีใจ ก่อนจะขมวดคิ้วและถอนหายใจยาว “แต่ไม่ได้สิ เอลวินฝากให้ฉันดูแลนายนี่นา  ถ้าเอลวินกลับมาคงได้ดุฉันยกใหญ่แน่ๆ”

 

 

 

“หมอนั่นสั่งว่าอะไรนะ” รีไวล์ได้ยินไม่ถนัดหู  จนฮันซี่ทำหน้าเหลอหลาไม่เข้าใจ

 

 

 

“อ้าว ก็เอลวินสั่งให้ดูแลทหารหน่วยสำรวจไม่ใช่เหรอ  ถ้าฉันทิ้งนายไปจับไททันรีไวล์คงเหงาแย่เลย”

 

 

 

รีไวล์ที่ได้ฟังคำพูดของหญิงสาวรู้สึกอยากจับดาบฟันคอคนตรงหน้าสิ้นเรื่องสิ้นราว  คิดอะไรออกมาเห็นว่าเขาเป็นพวกกระต่ายที่อยู่ตัวเดียวแล้วเหงาตายหรือไง

 

 

 

“ก็คนที่รีไวล์คุยด้วยมีแค่ฉันกับเอลวินเองนะ  ส่วนคนที่ไม่กลัวนาย…นานาบะกับมิเกะก็เดินทางไปกับเอลวินด้วย  ถ้าฉันไปอีกคน…”

 

 

 

ฮันซี่นึกถึงกระต่ายดำตัวน้อยๆ ที่ในกรงขังอันโดดเดี่ยว  นั่งกินแครอทในมุมมืด  แค่คิดก็น่าสงสารเกินไปแล้ว!

 

 

 

“เลิกคิดอะไรบ้าๆ ได้แล้ว  ฉันดูแลตัวเองได้” รีไวล์ไม่อยากเถียงกับฮันซี่อีกต่อไป และโบกมือไล่หญิงสาวบ้าไททัน “ออกจากห้องฉันได้แล้ว จะทำงาน”

 

 

 

“ให้ฉันช่วยนายมั้ย พอดีกำลังว่างๆ อยู่เลย” ฮันซี่ยิ้มเผล่ …สรุปยัยนี่ว่างงานเลยมาก่อกวนเขาสินะ..

 

 

 

หญิงสาวลุกขึ้นก่อนเดินไปหยิบเอกสารบนโต๊ะทำงานของรีไวล์ และหอบกลับมาที่โต๊ะรับรองแขก  ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นหนาไล่อ่านเอกสารอย่างรวดเร็ว  มือที่ถือปากกาขนนกวงข้อผิดพลาดบนเอกสารอย่างเคยชินและแก้ไขให้ถูกต้อง

 

 

 

“ฉันจะช่วยนายเรื่องเอกสารงบประมาณแล้วกัน  งานพวกนี้นายคงไม่ถนัดสักเท่าไหร่สินะ”  เมื่อมองจากกองเอกสารอื่นๆ ที่พร่องไปเยอะแล้ว  เหลือเพียงเอกสารงบประมาณที่ยังค้างคาไว้

 

 

 

“..จะทำอะไรก็เชิญ” รีไวล์ไม่เอ่ยห้ามอะไร ขอเพียงยัยนี้อยู่ในห้องเงียบๆ  เขาก็ไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว

 

 

 

“ทีแบบนี้ไม่ไล่นะ…” ฮันซี่ยิ้มบาง  ก่อนจะนึกอะไรบ้างอย่างได้ “จะว่าไปช่วงนี้ทหารใหม่เข้ามาหน่วยสำรวจเยอะเลย  มีเด็กใหม่สองคนสนใจอยากเข้าสมัครอยู่หน่วยนายด้วยนะ  ฮะๆ ไม่กลัวข่าวลืออันธพาลนิสัยเสีย”

 

 

 

รีไวล์เลิกคิ้ว  ปกติหน่วยทหารที่เขาสังกัดเป็นพวกทหารเก่าๆ ที่มีประสบการณ์ด้านการสู้รบไททัน  ไม่ได้สนิทคุยกันนอกจากเรื่องงาน  ส่วนเด็กใหม่ต่างก็กลัวเขาจนไม่กล้าเข้าหน่วย

 

 

 

“ใครอยากสมัครมาอยู่หน่วยฉัน?” เอ่ยถามเพราะสนใจ  ที่มีเด็กใหม่สนใจอยากอยู่หน่วยของเขา

 

 

 

“เอ…รู้สึกจะชื่อเพทรา กับออลโอ้นะ” ฮันซี่ทำท่านึก “สองคนนี้กระตือรือร้นอยากอยู่หน่วยนายมากเลยนะ  โดยเฉพาะเพทรา”

 

 

 

“เด็กสองคนนั้น…” รีไวล์นึกถึงทหารใหม่สองคนที่เจอตรงระเบียงทางเดินเมื่อหลายวันก่อน  รอยยิ้มที่ยากจะเห็นแย้มออกมา “หึ  ท่าทางคงเป็นพวกอวดดีไม่กลัวอะไรเลยสินะ”

 

 

 

“ปากเสียอีกแล้วนะรีไวล์  แบบนี้ไงถึงไม่ใครกล้าคุยด้วย” ฮันซี่ว่าพลางส่ายหน้า “เด็กพวกนั้นคงเห็นนายเป็นวีรบุรุษพิชิตไททันตามข่าวที่ป่าวประกาศออกไปล่ะนะ  เป็นเด็กน้อยจริงๆ”

 

 

 

“มีคนอยู่ในหน่วยเพิ่มขึ้นก็ดี แทนคนก่อนที่เสียชีวิตไป”

 

 

 

ฮันซี่เห็นสีหน้ารีไวล์แสดงถึงความดีใจแวบหนี่งก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว  เธอถอนหายใจอีกครั้ง..ความจริงรีไวล์เองก็มีนิสัยเหมือนคนธรรมดาทั่วไปสินะ …แต่ว่า 

 

 

 

“…ตอนแรกฉันเองก็จะมาปรึกษานายเหมือนกันว่าจะรับสองคนนี้ไว้มั้ย  แต่เอลวินตัดสินใจไปแล้วล่ะไม่ให้เข้าหน่วย  เห็นว่ายังอ่อนประสบการณ์เรื่องการต่อสู้เลยปฏิเสธไป”

 

 

 

“เจ้าหมอนั้นมีสิทธิ์มายุ่งอะไรด้วย” รีไวล์เอ่ยอย่างไม่พอใจ “ฉันจะรับใครเข้าหน่วย  เจ้าหมอนั้นไม่มีสิทธิ์มาตัดสินใจ”

 

 

 

 “เฮ้อ…ก็จริงนะอุตส่าห์ดีใจที่นายจะมีลูกน้องใหม่ๆ เข้ามา  แต่เอลวินดันห้ามซะงั้น  สงสัยคงกลัวนายลำบากที่จะฝึกเด็กใหม่” ฮันซี่ยักไหล่  ความจริงเธอเองก็พอทราบอยู่เหมือนกันว่าเอลวินมักจะเข้มงวดกับรีไวล์ผิดปกติ  และดูเหมือนจะกีดกันทุกคนไม่ให้ใครเข้าใกล้รีไวล์

 

 

 

….ระหว่างเอลวินกับรีไวล์มีอะไรกันนะ…

 

 

 

ฮันซี่ถอนหายใจยาว  คิดไปก็หนักสมองเปล่าๆ เธอเห็นรีไวล์ที่ได้แต่นั่งทำงานเงียบๆ  จึงกลับมาเช็คดูเอกสารต่อ

 

 

 

“บางครั้งฉันเองก็คิดว่าเอลวินกดดันนายมากเกินไปนะรีไวล์” ฮันซี่เอ่ยขึ้นมาลอยๆ  “ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างนายสองคน  แต่ถ้ามันเป็นแบบนี้เรื่อยๆ คนที่ลำบากที่สุดก็คือพวกนายสองคนนะ”

 

 

 

“…ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องมากังวลหรอก…” รีไวล์เอ่ยขึ้น “ถ้าขืนพูดมากอีกฉันจะโยนเธอออกนอกห้อง”

 

 

 

“บู่วววววว ถ้าไม่เห็นว่านายกำลังลำบาก  ฉันไม่มาหานายหรอก เชอะ” ฮันซี่สะบัดหน้า ก่อนจะยิ้มเผล่ “แล้วกำหนดการพรุ่งนี้เอาอย่างไง  จะฝึกซ้อมลาดตระเวนเหมือนเดิมมั้ย?”

 

 

 

“ไม่ต้อง  ฉันคิดเอาไว้แล้ว”

 

 

 

“หืม ทำอะไร?”

 

 

 

“ทำความสะอาดปราสาท”

 

 

 

“หะ!!?”

 

 

 

“ทำความสะอาดปราสาท  ไปบอกเจ้าพวกทหารขี้เกียจด้วยให้เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดให้พร้อม” รีไวล์เอ่ยเสียงเรียบไม่สนใจฮันซี่ที่อ้าปากค้าง 

 

 

 

“ฉันเห็นมานานแล้วนะว่าตรงกำแพงรอบๆ มีเชื้อราเกาะอยู่   หน้าต่างก็ไม่ใสอย่างที่ควร สนามหญ้าหน้าปราสาทหญ้ารกไม่มีใครดูแล  ท่าทางฉันคงเข้มงวดเรื่องพวกนี้อ่อนไปสินะ”

 

 

 

“ระ รีไวล์  พะ พวกเราเพิ่งทำความสะอาดเมื่ออาทิตย์ก่อนเองนะ!”

 

 

 

“ยังไม่พอ…ทุกวันต่อจากนี้ทหารทุกคนต้องทำความสะอาดปราสาททุกเช้า  และฉันจะตรวจงานเองด้วย” รีไวล์ทำหน้าตาย  ไม่รู้ว่าคำสั่งที่เอ่ยไปร้ายแรงต่อทหารระดับล่างขนาดไหน…

 

 

 

“ปราสาททั้งหลังนะรีไวล์! ทำทุกวันมีหวังได้เหนื่อยตายละสิ”

 

 

 

“ถ่ายทอดคำสั่งไปบอกทุกคนด้วยฮันซี่”

 

 

 

“เอลวิน!  นายกลับมาตอนนี้ได้มั้ย อ๊ากกกกก”

 

 

 

ฮันซี่ทิ้งเอกสารในมือก่อนจะวิ่งออกนอกห้องไป  ส่วนรีไวล์ก็ยิ้มอย่างพอใจที่กำจัดอุปสรรคที่ขัดขวางการทำงานไปได้

 

 

 

ชายหนุ่มผมดำวางงานในมือ  ก่อนจะนึกในใจ…ดีเหมือนกันที่เจ้าเอลวินไม่อยู่รกสายตาของเขา  เพียงแค่เห็นหน้าเจ้าหมอนั้นก็พาลรู้สึกหงุดหงิด 

 

 

 

เขาสัมผัสที่ลำคอของตนเองที่เอลวินสร้างรอยไว้  เจ้าเอลวินคงรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไม่อยู่ถึงได้สร้างรอยบ้าๆ นี่ไว้  ป่านนี้เจ้าหมอนั้นคงหัวเราะเยาะเขาในใจ

 

 

 

“ไปงานเลี้ยงที่เมืองหลวง  หึ…พวกชนชั้นสูงวันๆ ไม่มีอะไรทำสินะ” รีไวล์เอ่ยประชดก่อนจะทำงานเอกสารที่เอลวินโยนให้เพราะต้องเดินทางไปเมืองหลวง

 

 

 

รีไวล์วางปากกาขนนกลงบนโต๊ะ  พลางมองฟ้าสดใสอีกครั้ง  ฝูงนกกาน้ำสีดำกระพือปีกบินผ่านไปสู่ท้องฟ้ากว้างใหญ่ที่ไร้กำแพงปิดกั้น

 

 

 

…อดีตบางอย่างผุดขึ้นในใจ…

…วันนั้น  เจ้าพวกนั้นก็เคยพูดว่าอยากออกไปข้างนอก…

…สู่อิสระภาพที่ไม่มีกำแพงปิดกั้น…

…ทั้งที่ความจริงแล้วไม่หนทางไหนจะออกไปได้…ไม่มีเลย…

 

 

 

“เฮอะ มาคิดอดีตบ้าๆ อะไรตอนนี้” รีไวล์เอ่ยขึ้น เพื่อนพ้องสำคัญที่ตายเพราะน้ำมือใครบางคน  นานแค่ไหนที่เขาพยายามชนะเอลวินแต่ไม่สำเร็จ “ไปคิดถึงเจ้าพวกนั้นทำไม….”

 

 

……………………………………………………………………………………..

 

“เอลวินนายกำลังคิดอะไรอยู่?”

 

 

 

มิเกะเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นหัวหน้าของตนเองกำลังเหยียดยิ้มบางราวกับคิดเรื่องรื่นรมย์อะไรบ้างอย่าง “เดินทางไปเมืองหลวงครั้งนี้มีอะไรสำคัญหรือไง”

 

 

 

“เปล่าหรอก  แค่คิดว่าตอนนี้รีไวล์กำลังทำอะไรอยู่น่ะ” เอลวินพูดออกมา “ป่านนี้คงเกณฑ์ทหารมาทำความสะอาดปราสาทแน่ๆ”

 

 

 

“ดูเหมือนนายจะรู้สึกสนุกนะเอลวิน” มิเกะเอ่ยขึ้นมาตรงๆ  เพราะเป็นเพื่อนร่วมงานที่อยู่ด้วยกันมานาน  พอจะเดานิสัยของอีกฝ่ายออก

 

 

 

…โดยเฉพาะนิสัยที่มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่วางไว้…

 

 

 

“รีไวล์น่ะ เป็นพวกรักความสะอาด  นึกถึงวันแรกที่ได้เจอกันเขาเองเกลียดฉันมากเลยนะ  ตอนเอาหน้ากดลงบนน้ำครำ   ฉันยังจำใบหน้าเกลียดชังได้ดีเลย”

 

 

 

“ไม่น่าเชื่อนะว่าอันธพาลข้างถนนจะมีนิสัยรักความสะอาดแบบนี้  ฉันเองยังแปลกใจเลย  แถมนิสัยเถรตรงรักความยุติธรรม  เป็นคนน่าสนใจจริงๆ “

 

 

 

“…ทำไมนายถึงไม่พารีไวล์มาด้วย?”

 

 

 

“ถามอะไรแปลกๆ อีกแล้วมิเกะ  ถ้าพารีไวล์ไปด้วยใครจะดูแลกองทหารที่ศูนย์บัญชาการ” เอลวินบอกพลางประสานมือวางบนตัก

 

 

 

เสียงล้อรถม้ายังเหยียบบดไปบนเส้นทางที่มุ่งตรงเมืองหลวง  ทิวทัศน์ข้างทางเปลี่ยนจากป่ารกเป็นหมู่บ้านที่เริ่มปรากฏชัดขึ้น  เห็นชาวบ้านกำลังออกมาดูขบวนรถม้าด้วยความสนใจ

 

 

…ถ้ารีไวล์เคยเป็นชาวบ้านธรรมดามาก่อน…

…เขาอาจจะพารีไวล์มาที่เมืองหลวงอีกครั้ง….

…เป็นแค่คนธรรมดา  ไม่ใช่อันธพาลที่เต็มไปด้วยความแค้น…

 

 

 

“และฉันจะไม่พารีไวล์มาเมืองหลวงอีกครั้ง  จนกว่าเขาจะเลิกแค้น….ที่นี่มีความหลังมากเกินไป” เอลวินกล่าวขึ้น  

 

 

เมืองใต้ดิน  ความทรงจำฝั่งใจ   และความตาย..

 


 

“ต้องให้รีไวล์พร้อมมากกว่านี้ถึงพามาที่เมืองหลวงได้”

 

 

มิเกะพยักหน้ารับ  เกือบลืมไปแล้วว่าที่เมืองหลวงมีอะไร  “…เหตุการณ์ในวันนั้นผ่านมาถึงปีหรือยัง  เรื่องที่นายทำให้รีไวล์แค้นจนอยากฆ่านายให้ตายน่ะ”

 

 

“อีกสองเดือนจะครบปี  เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ”

 

 

เอลวินนิ่งเงียบไปซักพักใหญ่จนมิเกะไม่ถามอะไรต่อ  ราวกับบรรยากาศอึดอัดบางอย่างแทรกตัวเข้ามาในรถม้า  คนทีรู้เหตุการณ์ในวันนั้นมีเพียงเอลวิน  รีไวล์ และมิเกะที่ทราบถึงเรื่องนั้น

 

 

“การเดิมพันด้วยชีวิต  ให้ความแค้นเคืองเข้าครอบงำจิตใจ  ฉันคงเป็นคนบ้าสินะที่คิดเรื่องพรรค์นี้ออกมา”

 

 

เอลวินเอ่ยพึมพำกับตัวเอง  ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยนั้น มิเกะเริ่มคาดเดาไม่ถูกแล้วว่าเอลวินกำลังคิดอะไรต่อจากนี้

 

 

ชายหนุ่มผมทองหยักยิ้มกับตัวเอง  พลางมองฟ้าไกลที่คนร่างเล็กใฝ่หาอิสรภาพมาโดยตลอด

 

 

“เพื่อให้รีไวล์อยู่กับฉันตลอดไป…คงต้องทำแบบนี้ต่อไปเท่านั้น”

 

 

 

………………………………………………………………………………………………………TBC

 

 

Talk!

 

สวัสดีค่ะทุกคน  ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี  เผยปมบางอย่างในอดีตออกมานิดหน่อย (พอเดาได้มั้ยคะ 555)  ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นนะ  ไปๆ มาๆ มันจะเข้าทำธรรมเนียมเดิมกลายเป็นหลายตอนจบอีกแล้ว

 

ช่วงนี้สปีดการอัพจะเป็นอาทิตย์ละหนึ่งตอน  เนื่องจากคนเขียนเองมีสปีดการอัพอย่างเต่าคลานแล้ว  ยังคิดจะเชียนฟิคเรื่องใหม่อีก (แต่อย่าเพิ่งดีกว่า 555)  แต่คงต้องเขียนเรื่องนี้ให้จบก่อนไม่งั้นอาจดองยาวลงไหแน่ๆ (เคยเขียนฟิครีบอร์นสามปีจบมาแล้ว  คิดดูสิค้างอยู่ในไหดองขนาดไหน 555)

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่เข้ามาอ่านฟิคนี้นะคะ  ไว้เอนทรีย์หน้าพบกันใหม่ค่ะ ^ ^

 

 

Comment

Comment:

Tweet