[Titan Fic] +++Gamble [Erwin x Levi] Part 4

posted on 07 Jan 2014 16:21 by little-fin in Attack-on-Titan, Fanfiction
 
 
 
 

 

คำเตือน   บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง)  ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้  ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^

 

 

Title : Gamble [Erwin x Levi]

Author : Kukurio

Pairing : เอลวิน x รีไวล์ [Erwin x Levi]

Rate: PG

 

 

Part  4

 

 

                น้ำเสียง และสัมผัสแผ่วที่ลูบผิวกาย

เสียงกระซิบหอบที่ร้อนรน  จับใจความไม่ได้

คำบอกรักทั้งๆ ที่ใจปฏิเสธ

 

ทั้งหมดคือสิ่งที่ตอกย้ำอยู่ในความทรงจำ   แม้จะพยายามลืมมันเพียงใด

ก็ไม่อาจลืมมันได้...

 

 

                ชายหนุ่มผมดำสะดุ้งตื่นก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นมาจากเตียง  ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเย็นที่ไหลโทรม ตามร่างกายเองก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

 

 

 

“อึ่ก”

 

 

 

 

                น้ำเสียงแผ่วลอดกระซิบออกจากริมฝีปากบาง  ดวงตาสีเทาเข้มกระพริบตามองบรรยากาศรอบกายที่มีแต่ความมืด  แสงตะเกียงที่จุดอยู่กลางห้องทำให้เห็นเครื่องเรือนที่วางเป็นระเบียบเรียบร้อย  รีไวล์เอามือกุมขมับตัวเองพลางสบถเบาๆ

 

 

 

“ฝันบ้าๆ อีกแล้ว”

 

 

 

                ความฝันที่ตามมาหลอกหลอนจนถึงตอนนี้   ชายหนุ่มผมดำรู้สึกขยะแขยงตัวเองขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงความทรงจำนั้น  รีไวล์เกลียดตัวเองเหลือเกินที่ยอมให้สัญชาตญาณครอบงำร่างกายและจิตใจ  ปล่อยให้ความต้องการอยู่เหนือความนึกคิด  ชายหนุ่มผมดำลงจากเตียงก่อนจะดึงผ้าคลุมเตียงที่มีคราบสีขาวขุ่นเปรอะเปื้อนโยนใส่ตะกร้า 

 

 

 

                รีไวล์ควักน้ำจากอ่างล้างหน้า  นำผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อกำจัดคราบสกปรกจากเหงื่อรวมถึงเช็ดสิ่งโสมมออกจากร่างกาย  เงาที่สะท้อนบนกระจกตรงหน้าเผยให้เห็นร่างขาวซีด  ตรงซอกคอมีรอยแดงเด่นชัดจนรีไวล์เอามือถูกซอกคออีกครั้งด้วยความรังเกียจ

 

 

 

“บ้าที่สุด!”  รีไวล์กัดฟันแน่น “ทำไมเจ้ารอยบ้านี่ถึงไม่หายซักที!”

 

 

 

รีไวล์เอามือกอดร่างกายตัวเอง  รู้สึกถึงใจตัวเองที่ยังเต้นแรงเพราะความแค้นเคือง   ทั้งๆ ที่เจ้าหมอนั้นไปเมืองหลวงเขาควรจะดีใจสิ  แต่ทำไมต้องคิดถึงหมอนั่น...ยิ่งเห็นรอยแดงนี้ก็ยิ่งทำให้เจ็บปวดใจ

 

 

 

ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ได้ทำให้รีไวล์สับสน   เขามองกระจกตรงหน้าอีกครั้ง...ใบหน้าเย็นชาที่เขาสร้างไว้เริ่มแสดงความอ่อนแอออกมา  สายลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาจนรีไวล์รู้สึกหนาวสั่น

 

 

 

 “ทำไม” เสียงกระซิบเอ่ยขึ้น หยาดน้ำจากปลายผมไหลผ่านแก้มเนียน  “ทำไม...ต้องนึกถึงเรื่องนั้นด้วย”

 

 

 

...ความอัปยศที่เจ้านั้นสร้างไว้...

...ทำไมต้องนึกถึงมันด้วย...ทำไม

 

 

 

“เอลวิน...เพราะแกคนเดียว...”  รีไวล์เอ่ยเสียงแผ่ว  “เพราะแกถึงทำให้ฉันอ่อนแอแบบนี้”

 

 

 

...พระจันทร์เต็มดวงคราวหน้าเขาต้องชนะเอลวิน...

...ต้องฆ่าหมอนั่นให้ได้...

 

 

.............................................................................................................................

 

 

 

ณ เมืองหลวง

 

 

 

                เสียงดนตรีที่ขับกล่อมไปทั่วห้องรับรองนั้นทำให้เอลวินละสายตาจากแก้วไวน์ในมือ  ฟลอร์ใหญ่กลางห้องโถงเริ่มมีคู่ชายหญิงเข้ามาเต้นรำตามจังหวะดนตรีที่บรรเลง  เสียงไวโอลินหวานเสนาะหูเป็นจุดเริ่มต้นก่อนจะบรรเลงตามมาด้วยดนตรีเครื่องสายชนิดอื่น 

 

 

 

                ใบหน้าของคนที่อยู่ในงานเลี้ยงต่างยิ้มแย้มด้วยความสนุกสนาน  เสียงหัวเราะดังของเหล่าขุนนางดังขึ้นเป็นระยะเป็นวิสัยปกติ  ยามเมื่อของมึนเมาเข้าปากต่อให้เป็นผู้ดีขนาดไหนก็ย่อมเผยนิสัยธาตุแท้ออกมา  พวกหมูสกปรก...คำๆ นี้คงเป็นคำนิยามของพวกขุนนางเหล่านี้

 

 

 

                เอลวินหมุนก้านแก้วไวน์ช้าๆ พลางสูบกลิ่นหอมของไวน์ชั้นดีก่อนจะละเลียดดื่ม  อากัปกิริยาที่เขาแสดงออกไปดึงดูดสายตาของสาวๆ ที่เขาร่วมในงาน  ชุดโค้ททหารสีน้ำตาลยาวส่งเสริมผู้สวมใส่จนกลายเป็นดาวเด่นของงาน   แม้งานเลี้ยงนี้จะมีเหล่าทหารมากมายเข้ามาร่วมงานเพราะเป็นงานยิ่งใหญ่ประจำปี  แต่ตราสัญลักษณ์ปีกแห่งเสรีภาพที่ประดับไว้บนเสื้อโค้ทก็ทำให้เหล่าผู้คนสนใจเอลวินอยู่ดี 

 

 

 

                ชายหนุ่มผมทองยิ้มละไมให้กับบรรดาสุภาพสตรีที่แอบมองจนพวกเธอหน้าแดง  มิเกะที่เป็นผู้ติดตามอยู่ห่างๆ  รู้สึกอยากหัวเราะออกมาถ้าไม่ติดว่าเป็นงานเลี้ยง

 

 

 

“สมกับเป็นงานเลี้ยงส่งท้ายประจำปี  คนเยอะอย่างที่คิดจริงๆ “ เอลวินเอ่ยออกมา  ดวงตาสีฟ้าเข้มมองไปยังเหล่าขุนนางเกือบทั่วทั้งเมืองหลวงที่พร้อมใจกันมางานนี้ 

 

 

 

“และนายเองก็ยังเป็นจุดสนใจของงานเหมือนเดิม” มิเกะเอ่ยเสริมให้   เห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นที่จ้องมายังพวกเขา “คงอยากจะเข้ามาคุยใจจะขาด  แต่ยังสงวนท่าทีไว้”

 

 

 

“เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว   คงสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ และดูว่าเราเป็นประโยชน์ต่อพวกนั้นมั้ย” เอลวินเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ถึงหน่วยทหารกองสำรวจจะไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญเท่ากองทหารสารวัตร  แต่...”

 

 

 

“ยังมีคนบางกลุ่มที่ต้องการจะออกไปสู่โลกภายนอก   เพราะฉะนั้นพวกเราถึงมายืนอยู่ตรงนี้ได้”

 

 

 

                เอลวินวางแก้วไวน์คืนให้บริกรที่เดินมาก่อนจะหยิบแก้วแชมเปญขึ้นมา  “ถึงจะมีคนมองว่าการออกไปโลกภายนอกนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ  แต่การที่มนุษยชาติจะมาปิดกั้นตัวเองภายในกำแพงพวกนี้ก็น่าเศร้าเกินไป”

 

“และคนเหล่านี้ยังไม่รู้จักถึงความน่ากลัวของไททัน...”

 

“ถึงภายในกำแพงจะมีความรุ่งเรือง กฎหมาย หรืออุดมการณ์สูงส่งแค่ไหนแต่พอเจอพวกมัน  สิ่งเหล่านี้ก็จะหายไปสิ้น”

 

“ยังคงปากคอเราะร้ายเหมือนเดิมเลยนะเอลวิน” ไนล์ที่เดินมาสมทบข้างๆ และได้ยินสิ่งที่เอลวินกล่าวจึงอดพูดประชดไม่ได้

 

 

 

“นายก็มางานเลี้ยงนี้ด้วยเหมือนกันสินะไนล์?” เอลวินหันไปหาเพื่อนสมัยเรียนทหารด้วยกัน  ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งอันดับต้นๆ ของกองสารวัตรทหาร   แต่ไนล์กลับทำสีหน้าเหมือนกับบอกว่าถามผิดหรือเปล่า

 

 

 

“ฉันน่าจะเป็นฝ่ายถามนายมากกว่า  โผล่หัวออกมาจากปราสาทเก่าๆ ได้ซักที  ปกติไม่โผล่มางานเลี้ยงซักครั้ง”

 

 

 

“พอดีถูกเชิญมาน่ะ” เอลวินเอ่ยอย่างอ่อนใจ พลางส่งสายตาไปยังท่านผู้บัญชาการพิกซิสที่กำลังดื่มแชมเปญกับเจ้าภาพงานเลี้ยงนี้ “ถ้าไม่มา  คงถูกท่าน ผบ. พิกซิสตำหนิได้”

 

 

 

“คีธดันโจวไม่มางานนี้หรือไง  ถึงได้ส่งนายมางานเลี้ยงนี้แทน” ไนล์ถามพลางมองหาผู้บัญชาการสำคัญของทีมสำรวจตอนนี้

 

 

 

“หัวหน้าติดธุระอยู่ที่เขตชิกันน่า  อีกนานกว่าจะกลับ”  เอลวินอ่ยเมื่อนึกถึงหัวหน้าที่ตอนนี้กำลังเตรียมการเพื่อออกสำรวจนอกกำแพงครั้งต่อไป  “ฉันเลยต้องมางานเลี้ยงนี้แทน” 

 

 

 

ไนล์พยักหน้าอย่างเข้าใจ  ช่วงนี้กองทหารทีมสำรวจกำลังทำผลงานดี  คงต้องรีบทำผลงานเพื่อหาเงินสนับสนุนการสำรวจนอกกำแพง

 

 

 

“ผู้สนับสนุนของทีมสำรวจก็มางานนี้ด้วยนี่  นายไปเจอหรือยังล่ะนั้น”

 

 

 

“เรียบร้อยแล้ว” เอลวินบอก  “ดูเหมือนจะมีผู้สนับสนุนมากขึ้น  ถือว่าคุ้มค่ากับการมาครั้งนี้”

 

 

 

สายตาของเอลวินเปลี่ยนเป็นจริงจังก่อนแสยะยิ้มบาง    และดื่มแชมเปญหมดแก้วอย่างพอใจ   ไนล์ที่เห็นรอยยิ้มของเอลวินรู้สึกขนลุกซู่  เหงื่อตกมากขึ้นกว่า   ทั้งๆ ที่อากาศในห้องโถงเย็นสบาย

 

 

 

...ไม่ว่าจะคุยกับเอลวินกี่ครั้ง  ก็คาดเดาความคิดของผู้ชายคนนี้ไม่ได้...

...ตั้งแต่สมัยฝึกทหารด้วยกัน  ทุกคนมักจะหวาดกลัวเจ้าหมอนี่...

 

 

 

ไนล์ยกดื่มไวน์จนหมดแก้ว   ภายใต้สีหน้ายิ้มแย้มของเจ้าเอลวินมันก็เหมือนสิงโตที่คอยโอกาสตะครุบเหยื่อเท่านั้นล่ะ ดีแล้วที่มันไปอยู่กองทหารทีมสำรวจ

 

 

 

แม้ไม่ได้พูดอะไรออกมา  แต่บรรยากาศระหว่างพวกเขาทั้งสามคนก็ดูกดดันจนผู้ร่วมงานหลายคนที่อยู่บริเวณนั้นรู้สึกอึดอัดไปตามๆ กัน   ก่อนจะเดินเลี่ยงไปยังที่อื่น

 

 

 

“แล้วเรื่องที่ฉันฝากนายช่วยเป็นธุระให้เสร็จแล้วหรือยัง?” เอลวินเปลี่ยนเรื่องคุย  เมื่อเห็นว่าพวกบรรดาพวกสอดรู้สอดเห็นไปกันหมดแล้ว

 

 

 

“...มันใช่เวลาคุยเรื่องนี้หรือไง” ไนล์บอกพลางกวาดตาไปรอบๆ เพราะกลัวคนอื่นได้ยินเรื่องนี้  “นี่มันงานเลี้ยงนะเฟ้ย  ฉันคงไม่พกงานมาทำหรอก”

 

 

 

“นานๆ ฉันมาเมืองหลวงซักครั้ง  ก็ใจร้อนเป็นธรรมดา” เอลวินว่า “งานหลักของกองสารวัตรทหาร คือ  จับกุมและกักขังนักโทษการเมืองไม่ใช่หรือไง?”

 

 

 

“...แต่ฉันยังไม่เห็นข่าวของ”ขุนนาง” คนนั้นเลย”

 

 

 

“คนที่นายเข้าไปยุ่งมันไม่ใช่ขุนนางกระจอกนะเอลวิน   ขนาดนายเองที่มีหลักฐานอยู่ในมือเจ้านั้นยังไม่กลัวนายเลย”  ไนล์หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อ  อธิบายสีหน้าเครียด  “ฉันเองก็ทำอะไรลำบาก ในกองสารวัตรทหารก็มีคนเป็นพวกกับเจ้านั่นเยอะเหมือนกัน”

 

 

 

“สรุป  นายเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้สินะ” เอลวินสรุปให้  ชายหนุ่มเองก็คิดอยู่แล้วว่าเรื่องที่เขาไหว้วานกับไนล์คงไม่มีความคืบหน้า

 

 

“เอลวินฉันขอเตือนนายในฐานะเพื่อนร่วมงาน  เลิกยุ่งกับขุนนางคนนั้นซะ...ถ้านายอยากมีชีวิตอย่างสงบๆ”

 

 

เอลวินปลายสายตามองไนล์ก่อนจะยิ้มบาง  พลางมองแก้วแชมเปญเปล่าของตนเอง... “ถ้าฉันคิดจะเลิกจริงๆ คงจะเอาหลักฐานชิ้นนั้นเผาไฟไปนานแล้ว  หรือไม่ก็ทิ้งมันนอกกำแพงนั่น”

 

 

“...มีใครหลายคนที่เดือดร้อนเพราะความโลภของขุนนางคนนั้น  ...แค่ให้เข้าคุกถือว่าปรานีแล้ว”

 

 

“เอลวิน...นายคิดจะทำอะไร”  ไนล์ถาม  ไม่ไว้ใจคนตรงหน้าจนเกิดความระแวง “ถ้าสิ่งที่นายทำผิดกฎหมาย  ฉันเองก็ต้องทำตามหน้าทื่จับนายเข้าคุกเหมือนกัน”

 

 

เสียงดนตรีในงานเริ่มเข้าสู่ท่วงทำนองใหม่  จากวอลซ์จังหวะช้าๆ เป็นเพลงที่เร็วขึ้น   เอลวินมองไนล์ที่เหงื่อตกจนสภาพดูไม่ได้  ทหารที่สังกัดกองสารวัตรทหารส่วนมากมักถือศักดิ์ศรีกับอำนาจจนกลายเป็นคนโง่เขลา  แต่ไนล์ยังเป็นคนเหมือนเดิม  ซึ่งหาได้ยากในกองสารวัตรทหาร

 

 

“ฉันไม่ทำอะไรหรอก” เอลวินบอก “ไม่ต้องห่วงว่าฉันจะทำอะไรแปลกๆ  ...คงไม่มีคดีลึกลับอย่างพวกฆ่าคนในห้องปิดตายหรือโดนยาพิษปริศนาหรอก”

 

 

ชายหนุ่มผมทองวางมือบนไหล่ของไนล์  จนชายหนุ่มผมดำสะดุ้งเฮือก  เสียงกระซิบเบาๆ ที่ได้ยินกันแค่สองคนเอ่ยขึ้น “ฉันจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น  แต่ฉันจะคอยติดตามคดีเจ้าขุนนางคนนั่นเรื่อยๆ”

 

 

มือแกร่งคลายออกจากตัวของไนล์ที่ตอนนี้เริ่มแข็งเป็นหิน  “ฝากด้วยนะ...ไนล์”

 

 

คำพูดส่งท้ายที่กล่าวเป็นเชิงข่มขู่ทำให้ไนล์แทบหยุดหายใจ  ถ้าไม่ติดว่ายังอยู่ในงานเลี้ยงป่านนี้อาจจะนั่งเข่าอ่อนอยู่กับพื้น  มิเกะลอบมองไนล์ก่อนจะแสยะยิ้ม  รู้สึกสนุกราวกับได้ดูละครฉากหนึ่งระหว่างพ่อค้าหน้าเลือดกับชาวนาผู้โง่เขลา

 

 

ใครที่ได้คุยกับเอลวินมักจะรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าอยู่ทุกครั้ง  นับว่าเป็นความสามารถอย่างหนึ่งที่เจ้าตัวอาจจะไม่เคยรู้  แต่คนรอบข้างต่างรู้ความน่ากลัวนี้เป็นอย่างดี

 

 

“เอาล่ะ  ท่าทางงานเลี้ยงคงไม่จบง่ายๆ สินะ” เอลวินเอ่ยขึ้น  เมื่อเห็นขุนนางผู้เป็นเจ้าของงานเริ่มเดินมาที่กลางห้องโถง  เสียงปรบมือชื่นชมกับคำสรรเสริญดังขึ้นไม่ขาดสายชวนให้ตัวเขารู้สึกเบื่อหน่าย

 

 

...งานเลี้ยงที่ผลาญภาษีของประชนอย่างไร้ประโยชน์...

...สนองความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุดของเหล่าชนชั้นสูง...

 

 

มิเกะที่เห็นอากัปกิริยาของเอลวินจึงเอ่ยดักขึ้น “นายกำลังคิดหาวิธีหนีออกจากงานเลี้ยงสินะ”

 

 

“เปล่า...กำลังคิดว่าจะหาคำพูดอะไรที่น่าจะเหมาะสมกับงานนี้   ผู้สนับสนุนหน่วยสำรวจคนสำคัญต้องพูดให้ดีๆ จริงมั้ย?”

 

 

“หืม?” มิเกะส่งเสียงแปลกใจ

 

 

เอลวินรับแชมเปญแก้วใหม่จากบริกร  ก่อนจะเดินตรงไปหาเจ้าภาพด้วยท่าทางสง่างามจนหลายคนถึงกับเหลียวมอง 

 

 

มิเกะมองเอลวินที่กำลังแย้มรอยยิ้มทางการค้าได้ราวกับนักแสดงมืออาชีพ  สีหน้า  ท่าทาง แม้กระทั่งดวงตายังแสดงถึงความยินดีที่ได้รับเชิญมางานนี้  ความอ่อนน้อม ถ่อมตนของเอลวินทำให้ทุกคนอดชื่นชมไม่ได้

 

 

“หน้ากากที่นายสร้างไว้ยังคงไร้ที่ติเหมือนเดิม” มิเกะอดรู้สึกยกย่องไม่ได้  ทำงานด้วยกันมานานย่อมมองอีกฝ่ายออกอยู่แล้วว่าทำไปเพื่อผลประโยชน์   “แต่สักวันหน้ากากที่นายสร้างขึ้นจะทำให้นายเสียใจเข้าสักวัน”

 

 

มิเกะที่เห็นบริกรเดินมายกมือห้ามให้หยุด  และหยิบถาดเครื่องดื่มมา

 

 

"ฉันขอทั้งหมดเลยแล้วกัน  ได้มั้ย?" มิเกะพูดขึ้น ด้วยเพราะร่างกายสูงใหญ่จนต้องเงยหน้ามองบริกรหนุ่มจึงไม่กล้าขัดใจ  และพยักหน้ารับสีหน้าซีด

 

 

"ระหว่างรอเอลวินคุยงานไปหาที่เงียบๆ ดื่มกันมั้ยไนล์"

 

 

"ฉันไม่ว่าง...ฮะ เฮ้ย"

 

 

ยังไม่ทันที่ไนล์จะตอบรับหรือปฏิเสธ  มือใหญ่ของผู้ชายร่างยักษ์ก็จับตัวไนล์และลากไปยังบริเวณที่คนไม่พลุกพล่านนัก  เอลวินที่เห็นเพื่อนร่วมงานทั้งสองเดินไปนั้นก็อดยิ้มบางไม่ได้  ดูท่าทางมิเกะเองคงจะเบื่อเหมือนกันเลยชวนไนล์ไปดื่มด้วย

 

 

...เสร็จจากการคุยงานครั้งนี้  เขาต้องหาเวลาพักผ่อนบ้าง..

 

 

ใบหน้าของเอลวินยังคงแต้มรอยยิ้มบางไว้  ดวงตาสีฟ้าใสมองตรงไปยังหญิงสูงศักดิ์ผมดำที่ส่งรอยยิ้มอ่อนหวานให้  จากบทสนทนาทำให้ทราบว่า ดรุณีแรกแย้มคนนี้คือบุตรสาวของท่านขุนนางที่พามาเปิดตัวในงานเลี้ยงแห่งนี้  สีผมดำดุจกาน้ำนั้นทำให้เขานึกถึงใครบ้างคนที่อยู่ไกลออกไป

 

 

...ป่านนี้นายจะยังคิดถึงฉันหรือเปล่ารีไวล์...

...ไม่สิ...หายโกรธเรื่องรอยจูบหรือยัง...

 

 

เอลวินนึกขันในใจ  พลางตีสีหน้าทางการค้าอย่างแนบเนียน  มือที่ถือแชมเปญไว้ชูขึ้นเพื่อแสดงความยินดีกับขุนนางที่อยู่ตรงหน้า

 

 

"ขอแสดงความยินดี  ขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือกองทหารทีมสำรวจมาโดยตลอด..."

 

 

คำพูดที่เตรียมไว้ในใจเอ่ยออกไปไม่ติดขัด  การวางท่าอย่างสง่างามกับกิริยาที่แสดงออกไป  เรียกสายตาคนในงานให้หันกลับมามอง  ใบหน้าชื่นชมกับท่าทีที่เป็นมิตรทำให้ผู้คนลดความระแวงลง

 

 

...ต้องกอบโกยผลประโยชน์จากคนตรงหน้าเท่าที่จะทำได้...

...นี้แหละคือโลกของขุนนาง...

 

...รีไวล์ถ้านายมาเห็นฉันตอนนี้คงเกลียดเข้าไปใหญ่สินะ...

 

……………………………………………………………………………….

 

 

สายลมเย็นที่พัดผ่านตอนเช้าทำให้ทหารหลายคนกุมแขนตัวเองเพราะความหนาว   ใบไม้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีสดใสเพื่อเข้าสู่ฤดูกาลต่อไป  ปราสาทกองบัญชาการกองทหารทีมสำรวจต่างเต็มไปด้วยทหารที่ถืออุปกรณ์ทำความสะอาดและเตรียมตัวแยกย้ายเพื่อประจำตำแหน่งจุดที่ตัวเองต้องทำความสะอาด    ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของของรีไวล์ที่เป็นคนออกคำสั่ง   แม้จะมีหลายกระแสเสียงไม่ค่อยพอใจแต่ก็ก็ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

 

 

“นะ หนาวชะมัด...ยะ อยากนอนซุกใต้ผ้าห่มจัง” ฮันซี่ที่เอามือกอดตัวเองก่อนจะเดินไปหารีไวล์ที่ทำหน้าบึ้งคิ้วขมวดตั้งแต่เช้า

 

 

เมื่อสังเกตเพื่อนร่วมงานชัดๆ ก็พบว่าใต้ตาของรีไวล์นั้นดำคล้ำราวกับอดหลับอดนอน  รวมถึงผ้าพันคอที่พันทับหลายชั้นจนเกือบไม่เห็นริมฝีปาก  ไม่สบายหรือยังไงกันนะ?

 

 

“รีไวล์นายป่วยหรือเปล่าเนี่ย...สีหน้าไม่ค่อยดีเลย” ฮันซี่เอ่ยทัก “ถ้ารู้สึกว่าไม่สบายก็พักผ่อนก่อนก็ได้  เดี๋ยวหน้าที่ดูแลทำความสะอาดฉันจะดูแลให้”

 

 

“ฉันไม่เป็นอะไร” รีไวล์ตอบเสียงหวนพลางขยับผ้าพันคอให้กระชับขึ้น “แค่หวัดธรรมดา  ไม่กี่วันก็หาย”

 

 

“หวัดธรรมดาก็ดูถูกไม่ได้หรอกนะ  ยิ่งช่วงนี้อากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงเข้าสู่หน้าหนาวแล้วต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้มากๆ  และแผลที่ข้อมือของนายให้แพทย์ทหารดูแล้วหรือยัง?”

 

 

“ดูแล้ว”

 

 

“แล้วหมอบอกว่ายังไงบ้าง? “ หญิงสาวถามต่อ  สำหรับเพื่อนทหารคนนี้เธอต้องพูดจ้ำจี้จ้ำไชตลอดเวลา  กระตุ้นให้เอ่ยความรู้สึกออกมา “ตอนนี้เอลวินก็ไม่อยู่  นายไม่ต้องแสดงความเข้มแข็งตลอดเวลาหรอก...ถ้าเอลวินมาเมื่อไหร่ค่อยทำก็ได้”

 

 

รีไวล์ส่งสายเชือดเฉือนไปยังหญิงสาวข้างตัวทันที  จนเธอหัวเราะร่าออกมา “แหม...แค่พูดถึงเอลวินนิดหน่อย  ไม่เห็นต้องโกรธเลยรีไวล์ ฮะๆ”

 

 

“ฉันไม่ใช่คนอ่อนแอ  ไม่ต้องให้ผู้หญิงอย่างเธอมาสั่งสอน” รีไวล์เอ่ยเสียงเย็น “แค่แผลเล็กๆ ไม่ทำให้ฉันตายหรอก”

 

 

“ก็ฉันเป็นห่วงนี่นาก็แผลมันดูลึกพอสมควร ฉันกลัวว่าการออกสำรวจนอกกำแพงครั้งหน้าจะมีปัญหา” อันซี่ว่าพลางถอนหายใจยาว  และนึกถึงหัวหน้าของตนเองที่ตอนนี้ยังทำธุระอยู่ในเขตชิกันน่า

 

 

“ถึงจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ส่งผลในอนาคตได้  เฮ้อ...ดันโจวเมื่อไหร่จะกลับมาซักทีนะ  อยากจะออกนอกกำแพงใจจะขาด  แค่คิดถึงไททันพวกนั้นก็ทำให้ฉันตื่นเต้นแล้ว”

 

 

“มีแต่เธอที่ตื่นเต้นคนเดียวยัยแว่น” รีไวล์บอกหน้าตาย

 

 

“ไม่ใช่ฉันคนเดียวซักหน่อยทุกคนเองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน” ฮันซี่เถียงพลางดูเหล่าทหารที่กำลังทำความสะอาดอย่างแข็งขัน  “เจ้าพวกนั้นซ้อมแปรกระบวนทัพตั้งหลายเดือนจนพร้อมเต็มที่แล้ว  เหลือแค่ออกนอกกำแพงเพื่อเผชิญหน้าพวกมันเท่านั้น”

 

 

“ความจริงต้องขอบใจนายเหมือนกันนะรีไวล์ ที่ออกคำสั่งให้เจ้าพวกนั้นทำความสะอาดศูนย์บัญชาการ”

 

 

หญิงสาวแย้มรอยยิ้มกว้าง  พลางกำลังเลือกอุปกรณ์ทำความสะอาดเพื่อจะช่วยเหล่าลูกน้อง  “ถ้าปล่อยให้เจ้าพวกนั้นฝึกซ้อมแปรกระบวนทัพหรืออยู่เฉยๆ  สงสัยคงจะเครียดไม่เป็นอันทำอะไร”

 

 

ชายหนุ่มผมดำขมวดคิ้วมากกว่าเดิม  และหันไปหาหญิงสาวที่กำลังหยิบไม้กวาดปัดหยากไย่ และคำนวนความสูง “เอ  ไททันขนาดสองเมตรคงประมาณเท่านี้สินะ  แหม...พอเปรียบเทียบใกล้ๆ ก็ไม่สูงเท่าไหร่  ถ้าจะจับไททันความสูงขนาดนี้ใช้ทหารสองสามคนก็พอ”

 

 

“สิ่งที่ฉันทำไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าพวกนั้น”  รีไวล์บอก “พวกมันขี้เกียจไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยเลยซักนิด”

 

 

“ใกล้สำรวจนอกกำแพงก็เป็นแบบนี้แหละ  ใครจะมีเวลาว่างทำความสะอาดล่ะ” ฮันซี่บอกแทนทหารคนอื่นๆ  ก่อนจะยืดอกบอกอย่างมั่นใจ “ก่อนนายมาเข้าทีมสำรวจมีเห็ดขึ้นกำแพงด้วยนะ”

 

 

“...”

 

 

“เอ  อะไรอีกนะ  ใช่ๆ เมื่อก่อนห้องของนายมีนกมาทำรังเต็มไปหมด จนเอลวินสั่งลูกน้องมาทำความสะอาดเนี่ยแหละนายถึงย้ายเข้าไปอยู่ได้”

 

 

“...”

 

 

“เอลวินใส่ใจนายมากเลยนะ  วันหลังก็ทำตัวดีๆ พูดดีๆ กับเอลวินด้วย โอ้ย!” ฮันซี่ร้องขึ้นที่จู่ๆ รีไวล์ก็เอามือดึงผมหางม้าของเธอจนร่วงติดมือ

 

 

“เลิกพูดมาก  ไปทำความสะอาดได้แล้ว” รีไวล์สั่งหญิงสาวก่อนที่จะพูดพล่ามมากกว่านี้  ก่อนจะกวาดตาไปรอบๆ และพบว่าบริเวณหน้าต่างห้องของผู้บังคับหมู่เอลวินยังไม่มีใครทำความสะอาด  เมื่อมองไปยังทหารคนอื่นๆ ก็กำลังยุ่งกับการขัดคราบเชื้อราบนกำแพงปราสาท

 

 

“ต้องออกคำสั่งทุกอย่างเลยสินะเจ้าพวกนั้น”

 

 

“อ้อ...ห้องเอลวินใช่มั้ย  ฉันบอกทุกคนเองล่ะว่าไม่ต้องไปยุ่ง” ฮันซี่เอ่ยแทรกขึ้น “ห้องของเอลวินมีเอกสารสำคัญเยอะ  อย่าให้ใครไปยุ่งดีกว่า”

 

 

“อย่างงั้นเหรอ”

 

 

“แต่ถ้านายไปทำความสะอาด  เอลวินคงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง” ฮันซี่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันทุกซี่ จนชายหนุ่มผมดำรู้สึกคิ้วกระตุก “ฉันไปก่อนล่ะ”

 

 

ฮันซี่ขยิบตาให้พลางถือไม้กวาดหยากไย่เข้าไปในปราสาท  “ออลโอ้ เพทราอยู่ไหนนะ  มาช่วยฉันที่ห้องทดลองหน่อย....”

 

 

เมื่อเห็นหญิงสาวจอมจุ้นบ้าไททันจากไป  รีไวล์ก็ลอบถอนหายใจยาว  เวลาคุยกับฮันซี่เขารู้สึกเหมือนจะถูกดูดพลังชีวิตราวกับสู้ไททันมาทั้งวัน

 

 

ชายหนุ่มมดำมองหน้าต่างห้องของเอลวินอย่างชั่งใจ  หน้าต่างบานอื่นนั้นใสสะอาดแล้วเหลือเพียงแต่ห้องของเอลวินเท่านั้น...

 

 

“ให้ตายสิ...”

 

 

รีไวล์สบถ  และเดินตรงเข้าไปในปราสาทเพื่อทำความสะอาดห้องของผู้บังคับหมู่เอลวิน  ชายหนุ่มผมดำนำกุญแจห้องที่เอลวินมอบให้และไขประตูเข้าไปในห้อง

 

 

ห้องทำงานของเอลวินยังคงจัดเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนตัวเจ้าของ   เอกสารบนโต๊ะทำงานจัดวางเป็นระเบียบ รวมถึงชั้นหนังสือมากมายที่จัดเป็นหมวดหมู่เรียบร้อย  เหลือเพียงหน้าต่างห้องเท่านั้นที่ไม่มีใครทำความสะอาด

 

 

ชายหนุ่มผมดำนำผ้าขี้ริ้วสะอาดที่ซักน้ำมาอย่างดีก่อนจะลงมือจัดการเพื่อเช็ดกระจกบานนั้น  ...พลันเขาก็เหลือบเห็นข้อความบางอย่างบนกระจกบานนั้น   ราวกับมีใครนึกสนุกวาดเล่นไว้

 

“...แล้วฉันจะรีบกลับมา

ทำความสะอาดให้สนุกนะ..รีไวล์”

 

ข้อความสั้นๆ  แต่ทำให้รีไวล์นิ่งอึ้งไป  ชายหนุ่มผมดำเผลอสัมผัสตัวอักษรอย่างลืมตัวก่อนกัดริมฝีปากแน่น   นำผ้าขี้ริ้วเช็ดคราบฝุ่นบนแผ่นกระจกจนสะอาดใสวาววับ   ภายในใจของชายหนุ่มผมดำเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดยากที่จะเอ่ยได้

 

 

...ความรู้สึกที่ทั้งโกรธและไม่พอใจ  กับหัวใจที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ...

 

 

“ไอ้เวรนั้น  ชอบยั่วโมโหชาวบ้านแบบนี้หรือไง”

 

 

รีไวล์นำผ้าขี้ริ้วเก็บใส่ถังตามเดิม  มือสัมผัสที่คอตัวเองที่ยังทิ้งร่องรอยไว้  ดวงตาสีดำเทามองไปรอบๆ ห้องของเอลวินความรู้สึกกังวลที่รบกวนจิตใจมานานทำให้รีไวล์หลับตาลง

 

 

“ทำไม ฉันถึงไม่ฆ่าหมอนั้นตั้งแต่แรก..” รีไวล์บ่นพึมพำ “ทำไมต้องมาทำอะไรพวกนี้ด้วย..”

 

 

ราวกับได้ยินเสียงของสายฝนพัดกระหน่ำเข้ามาในใจ  หยาดฝนเย็นที่ทำให้ตัวเขาราวกับถูกแช่อยู่ในถังน้ำแข็ง  ความเยือกเย็นที่รักษาไว้ตลอดเวลากลับถูกทะลายลงเพราะใครบางคน

 

 

“ถ้าฉันฆ่าไอ้เวรผมทอง  เจ้าพวกนั้นก็คงไม่ตาย  ฟาลัน...อิซาเบล  พวกนายคงไม่ตายเพราะพวกไททันนั่น...”

 

 

พลันประตูห้องทำงานของเอลวินก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น  จนชายหนุ่มผมกำได้สติก่อนจะเอ่ยขึ้น “เข้ามา”

 

 

คนที่เปิดประตูเข้ามาเป็นทหารใหม่สองคนที่เพิ่งกองทหารทีมสำรวจ  ออลโอ้กับเพทรายืนทำความเคารพหัวหน้าก่อนจะรายงาน

 

 

“หัวหน้ารีไวล์คะ  หัวหน้าฮันซี่ให้พวกดิฉันมารายงานว่ามีหัวหน้าหมู่บ้านจะมาขอเข้าพบค่ะ”

 

 

“หัวหน้าหมู่บ้านที่ไหน”

 

 

“คุณฮันซี่บอกว่า เป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆ ศูนย์บัญชาการของพวกเราค่ะ  จะมาขอความช่วยเหลือจากกองทหารทีมสำรวจ”

 

 

เมื่อได้ยินดังนั้นรีไวล์ก็เลิกคิ้วทันที  เรื่องพวกนี้ปกติกองสารวัตรทหารต้องเป็นผู้รับเรื่องเดือดร้อนของชาวบ้านไม่ใช่หน้าที่ของกองทหารทีมสำรวจ  ยัยฮันซี่ไม่รู้จักหน้าที่ของตนเองหรือไง

 

 

“หัวหน้าฮันซี่บอกว่าให้เชิญหัวหน้าเข้าไปคุยที่ห้องประชุมด้วยค่ะ  เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก”

 

 

“ก็ได้ฉันจะลงไป”

 

 

รีไวล์เดินตามทหารใหม่สองคนไปที่ห้องประชุมที่มีฮันซี่นั่งคอยอยู่แล้ว  และมีแขกแปลกหน้าสองสามคนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม  คงเป็นชาวบ้านที่มาขอความช่วยเหลือ

 

 

“รีไวล์มาพอดีเลย  แนะนำให้รู้จักนะคนนี้คือ เกล  ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านที่อยู่รอบบริเวณนี้  ให้ความช่วยเหลือเรื่องการขนส่งเสบียงให้กองทหารทีมสำรวจมาโดยตลอดน่ะ กับเซอเก้ที่เป็นรองผู้ใหญ่บ้าน”

 

 

รีไวล์ผงกศีรษะเป็นเชิงเคารพพอเป็นพิธีก่อนจะนั่งลง  และพยักหน้าให้ฮันซี่เป็นคนพูดเปิดประเด็น

 

 

“หลังจากการพูดคุยถึงเรื่องเดือดร้อนของทั้งสองคน  ฉันเลยตัดสินใจให้เชิญนายเข้ามาร่วมหารือด้วยในฐานะที่รักษาการในตำแหน่งผู้บังคับบัญชากองทหารทีมสำรวจชั่วคราว”

 

 

หญิงสาวพูดเป็นการเป็นงาน  ท่าทางดูน่าเชื่อถือราวกับคนละคนที่คุยหยอกล้อกับเขาเมื่อเช้า

 

 

 “ผู้ใหญ่เกลได้ขอความช่วยเหลือจากเราเนื่องจากตอนนี้ประสบปัญหาจากพวกหมาป่าได้เข้ามาบุกรุกเส้นทางขนส่งเสบียงอาหารของทีมสำรวจ  ซึ่งอาจเป็นปัญหาให้กับพวกเราได้ในอนาคต”

 

 

“หมาป่าสินะ” รีไวล์เข้าใจเรื่องเดือดร้อนคราวนี้ได้อย่างรวดเร็ว  เนื่องจากเข้าใกล้ในฤดูหนาวพวกสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในป่าลึกจะออกมาข้างนอก  เพื่อหาอาหารยังชีพในฤดูหนาว  เป้าหมายสำคัญของหมาป่าพวกนี้คือ เสบียงที่เหล่าชาวบ้านตุนเก็บไว้ในฤดูหนาว  รวมถึงชาวบ้านภายในหมู่บ้านด้วย

 

 

“พวกเขาเลยมาขอให้พวกเราช่วยกำจัดหมาป่าใช่มั้ย” รีไวล์พูดเข้าประเด็น  เพราะเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทีมสำรวจเหมือนกัน  เพราะการขนส่งเสบียงมายังทีมสำรวจต้องผ่านป่าเข้ามาบริเวณศูนย์บัญชาการ

 

 

“ถูกต้องแล้ว  นายมีความคิดเห็นอย่างไงบ้าง” ฮันซี่ถามตรงๆ “ตอนนี้พวกเราต้องการตัดสินใจอย่างเร่งด่วน จะรอให้ดันโจวหรือเอลวินกลับมาคงไม่ทันการณ์”

 

 

รีไวล์มองไปยังชาวบ้านทั้งสองคนที่จ้องพวกเขาอย่างคาดหวัง  ดูท่าทางพวกหมาป่าเหล่านี้คงสร้างความเดือดร้อนมากถึงได้มาที่ศูนย์บัญชาการแบบนี้

 

 

“เรื่องนี้พวกเราต้องมีการประชุมกันก่อนถึงจะมีการตัดสินใจได้ว่าจะให้การช่วยเหลือพวกท่านหรือไม่” รีไวล์เอ่ยอย่างเป็นทางการ “กองทหารทีมสำรวจ มีหน้าที่หลักสำคัญในการสำรวจภายนอกกำแพง  เรื่องพวกนี้ทำไมถึงไม่แจ้งกองสารวัตรทหารให้ความช่วยเหลือ”

ดวงตาสีดำเทามองทั้งคู่อย่างเย็นชา  พลางดื่มน้ำชาที่เพทราเพิ่งรินให้ “พวกเรามีหน้าที่แค่ฆ่าพวกไททันไม่ใช่ฆ่าพวกหมาป่า”

“พวกเราได้แจ้งกองสารวัตรทหารแล้ว  แต่คนพวกนั้นไม่ได้ทำอะไรให้พวกเราเลยซักนิด” ผู้ใหญ่บ้านเกลกล่าว  “ปีที่แล้วพวกเราจึงได้จ้างพวกนายพรานมาฆ่าหมาป่าพวกนั้น  แต่ฤดูนี้เจ้าพวกหมาป่ามาเร็วเกินไป  พวกมันเข้าทำทำร้ายและกินปศุสัตว์ในหมู่บ้านจนเดือดร้อนไปหมด  รวมถึงเส้นทางขนส่งสินค้าด้วย...”

“แล้วยังไง  พอขอความช่วยเหลือจากเจ้าพวกสารวัตรทหารไม่ได้เลยวิ่งมาหากองทหารทีมสำรวจ” รีไวล์เอ่ยตามตรง และพูดเสียงดังชัดเจน “นี่ไม่ใช่เรื่องของพวกเราที่ต้องทำแบบนั้น  ตามระเบียบแล้วต้องมีการประชุม  แต่ตอนนี้ผู้บังคับบัญชาของเราไม่อยู่  คงตัดสินใจอะไรตอนนี้ไม่ได้...หวังว่าพวกท่านจะเข้าใจ”

“เพทราและออลโอ้มานี่” รีไวล์เอ่ยคำสั่ง และหันไปยังชาวบ้านทั้งสองที่มีสีหน้าซีด และยิ่งรีไวล์ทำสายตาดุใส่แล้วก็ยิ่งหวาดกลัว  “รอให้ท่านผู้บังคับบัญชาของพวกเรากลับก่อน  พวกเราถึงจะให้คำตอบได้ว่าจะช่วยเหลือหมู่บ้านของพวกท่านได้หรือไม่  ระหว่างนี้ก็หาทางป้องกันหมู่บ้านด้วยตนเองหรือจะจ้างพวกนายพรานเหมือนที่พวกท่านเคยทำเหมือนเมื่อก่อน”

“แต่เรื่องเสบียงของกองทหารทีมสำรวจ...” ผู้ใหญ่บ้านเกลพยายามยกข้ออ้าง  แต่รีไวล์กลับพูดขัดขึ้นไม่ไว้หน้า

“นั้นเป็นเรื่องที่พวกท่านต้องรับผิดชอบเอง  ตอนนี้ทางกองทหารทีมสำรวจก็มีเรื่องมากมายที่จะต้องทำ  ไม่มีเวลาว่างมากำจัดพวกหมาป่านั่นหรอก”

“ขออภัยที่ต้อนรับพวกท่านทั้งสองไม่เรียบร้อยนัก  เพทรา ออลโอ้ส่งแขกทั้งสองด้วย”

“ค่ะ / ครับ หัวหน้า”

ทหารชายหญิงทั้งสองรับคำสั่งเสียงดัง  ก่อนจะพาผู้ใหญ่บ้านและรองผู้ใหญ่บ้านออกจากห้องประชุมไป  ฮันซี่มองรีไวล์ที่กำลังจิบน้ำชาอย่างไม่ทุกข์ร้อนและยกนิ้วให้อีกฝ่าย

“สมแล้วที่เป็นรีไวล์  ไล่ผู้ใหญ่บ้านอย่างไม่ไว้หน้าเลย”

“ฉันไม่ได้ไล่  แค่พูดไปตามหน้าที่เท่านั้น  ไม่ใช่เรื่องที่กองทหารทีมสำรวจต้องไปทำหน้าที่กำจัดพวกหมาป่า”

รีไวล์อธิบาย  ถึงจะฟังดูใจร้ายสำหรับพวกชาวบ้านแต่ก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้...เพราะคนเหล่านี้เห็นแก่ตัวมากเกินไป  “เจ้าคนพวกนี้คงไม่อยากเสียเงินจ้างนายพรานเลยขอดึงพวกเราไปช่วย”

“เจ้าพวกนั้นก็อ้างเรื่องเสบียงของพวกเรา...เฮ้อ  ฉันไม่รู้ว่าจะพูดประนีประนอมอย่างไงดี” ฮันซี่เอามือทั้งสองเท้าคางพลางถอนหายใจยาว  และหันไปทางชายหนุ่ม “ฉันถึงได้ดึงนายมาช่วยอย่างไงล่ะ   คิดถูกจริงๆ! เจ้าพวกนั้นหน้าซีดกลับไปเลย!”

“ช่วงนี้ฤดูแล้งมาเร็วมาก พวกหมาป่าเลยออกมาทำร้ายปศุสัตว์บ่อยขึ้น” ฮันซี่บ่นก่อนจะหลับตาลง  ทำหน้ามุ่ย  “ถ้าอ้างเหตุผลแบบนั้นถ้าเป็นคนใจอ่อนคงตอบตกลงให้ความช่วยเหลือไปแล้ว...

“แต่ความจริงก็คือ  พวกมนุษย์เข้าไปบุกรุกในป่ามากขึ้น  จนแทบไม่เหลือพื้นที่ป่าให้พวกสัตว์ป่าอาศัยอยู่แล้ว  พวกสัตว์ป่าที่ไม่มีอะไรกินก็เลยออกมาล่าอาหารในเขตพื้นที่มนุษย์  ให้ตายสิ..มนุษย์นี่อยู่ที่ไหนก็ทำให้อะไรเดือดร้อนไปหมด”

“มนุษย์ที่แกพูดถึงอยู่ก็คือพวกเรา ยัยแว่น” รีไวล์กล่าว

แต่ฮันซี่กลับเหยียดยิ้มตอบรับ “ฉันพูดผิดตรงไหนล่ะ  ถ้ามนุษย์ยังอยู่ในกำแพงนี้ตลอดไป...สักวันพื้นที่ป่าเหล่านี้ก็จะหมดไปกลายเป็นที่อยู่อาศัย  หึ...แล้วตอนนั้นเจ้าพวกนั้นก็จะได้รู้สำนึกว่าอยากออกไปนอกกำแพง   บุกเบิกหาทรัพยากรธรรมชาติใหม่ๆ  เพื่อเติมเต็มความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุดของตนเอง  มนุษย์ทุกคนก็เป็นแบบนี้แหละ”

                รีไวล์ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมากกว่าเดิม  จนฮันซี่หัวเราะเบาๆ

“ขืนฉันพูดต่อไปคงทำให้นายหงุดหงิดเปล่าๆ “ หญิงสาวแว่นลุกขึ้นก่อนจะคว้าคุกกี้ในจานบนโต๊ะขึ้นมากินสองสามชิ้น “ฉันกลับไปทำความสะอาดห้องทดลองดีกว่า”

 

ภายในห้องประชุมจึงเหลือเพียงรีไวล์ที่นั่งอยู่เพียงลำพัง  มือที่กำลังถือถ้วยน้ำชากำลังครุ่นคิดอะไรบ้างอย่าง  ไม่ใช่เรื่องที่ฮันซี่พูดถึงสัญชาตญาณของมนุษย์  แต่กลับเป็นเรื่องของหมาป่า...ก่อนรอยยิ้มบางของรีไวล์จะกระตุกขึ้น 

“ป่าพวกนั้นอยู่แถวนี้สินะ...”

...สิ่งที่ต้องทำอย่างเดียว คือ ก้าวต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้..

 

“หมาป่าพวกนั้นคงใช้ประโยชน์ได้”  แผนการบางอย่างผุดขึ้นในใจรีไวล์ก่อนที่จะวางถ้วยชาลง   ดวงตาสีดำเทามองออกไปข้างนอก  หลังจากการสำรวจนอกกำแพงครั้งนี้....ดูเหมือนเขาจะหาสถานที่ต่อสู้ได้แล้ว

 

 

...วันแห่งคำสัญญาครั้งต่อไป..

...จะไม่มีวันพลาดเหมือนครั้งก่อน...รีไวล์ให้คำสัญญากับตัวเอง

...ต่อให้เดิมพันด้วยชีวิตตัวเองก็ตาม....

 

......................................................................................TBC

 

Talk!

 

สวัสดีค่าทุกคน  ในที่สุดก็เข็นตอนใหม่ออกมาจนได้  ฮะๆ ลงช้าไปเกือบสองอาทิตย์... เนื่องจากติดสตั้นกับสปินออฟก็เลยทำให้การเขียนฟิคชะงักด้วย 555

เรื่องราวที่เขียนก่อนหน้านี้ก็มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหานิดหน่อยจากเอลวินดันโจว เป็นผู้บังคับหมู่เอลวิน  ส่วนคีธดันโจวก็กลายเป็นว่าทำธุระอยู่ต่างเมืองไม่ได้อยู่ศูนย์บัญชาการตอนนี้

ส่วนการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ คงไม่มีแล้ว  จะเขียนตามใจคนเขียนแล้วค่ะ 555 เนื่องจากเป็นแฟนฟิคที่เราตั้งใจอยากจะเขียนมากๆ คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงพล็อตที่วางไว้ 

 

สุดท้ายขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่อ่านเรื่องฟิคเรื่องนี้นะคะ  ไว้เอนทรีย์พบกันใหม่ค่ะ ^ ^

 

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet