[Titan Fic] +++Gamble [Erwin x Levi] Part 4

posted on 07 Jan 2014 16:21 by little-fin in Attack-on-Titan, Fanfiction
 
 
 
 

 

คำเตือน   บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง)  ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้  ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^

 

 

Title : Gamble [Erwin x Levi]

Author : Kukurio

Pairing : เอลวิน x รีไวล์ [Erwin x Levi]

Rate: PG

 

 

Part  4

 

 

                น้ำเสียง และสัมผัสแผ่วที่ลูบผิวกาย

เสียงกระซิบหอบที่ร้อนรน  จับใจความไม่ได้

คำบอกรักทั้งๆ ที่ใจปฏิเสธ

 

ทั้งหมดคือสิ่งที่ตอกย้ำอยู่ในความทรงจำ   แม้จะพยายามลืมมันเพียงใด

ก็ไม่อาจลืมมันได้...

 

 

                ชายหนุ่มผมดำสะดุ้งตื่นก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นมาจากเตียง  ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเย็นที่ไหลโทรม ตามร่างกายเองก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

 

 

 

“อึ่ก”

 

 

 

 

                น้ำเสียงแผ่วลอดกระซิบออกจากริมฝีปากบาง  ดวงตาสีเทาเข้มกระพริบตามองบรรยากาศรอบกายที่มีแต่ความมืด  แสงตะเกียงที่จุดอยู่กลางห้องทำให้เห็นเครื่องเรือนที่วางเป็นระเบียบเรียบร้อย  รีไวล์เอามือกุมขมับตัวเองพลางสบถเบาๆ

 

 

 

“ฝันบ้าๆ อีกแล้ว”

 

 

 

                ความฝันที่ตามมาหลอกหลอนจนถึงตอนนี้   ชายหนุ่มผมดำรู้สึกขยะแขยงตัวเองขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงความทรงจำนั้น  รีไวล์เกลียดตัวเองเหลือเกินที่ยอมให้สัญชาตญาณครอบงำร่างกายและจิตใจ  ปล่อยให้ความต้องการอยู่เหนือความนึกคิด  ชายหนุ่มผมดำลงจากเตียงก่อนจะดึงผ้าคลุมเตียงที่มีคราบสีขาวขุ่นเปรอะเปื้อนโยนใส่ตะกร้า 

 

 

 

                รีไวล์ควักน้ำจากอ่างล้างหน้า  นำผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อกำจัดคราบสกปรกจากเหงื่อรวมถึงเช็ดสิ่งโสมมออกจากร่างกาย  เงาที่สะท้อนบนกระจกตรงหน้าเผยให้เห็นร่างขาวซีด  ตรงซอกคอมีรอยแดงเด่นชัดจนรีไวล์เอามือถูกซอกคออีกครั้งด้วยความรังเกียจ

 

 

 

“บ้าที่สุด!”  รีไวล์กัดฟันแน่น “ทำไมเจ้ารอยบ้านี่ถึงไม่หายซักที!”

 

 

 

รีไวล์เอามือกอดร่างกายตัวเอง  รู้สึกถึงใจตัวเองที่ยังเต้นแรงเพราะความแค้นเคือง   ทั้งๆ ที่เจ้าหมอนั้นไปเมืองหลวงเขาควรจะดีใจสิ  แต่ทำไมต้องคิดถึงหมอนั่น...ยิ่งเห็นรอยแดงนี้ก็ยิ่งทำให้เจ็บปวดใจ

 

 

 

ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ได้ทำให้รีไวล์สับสน   เขามองกระจกตรงหน้าอีกครั้ง...ใบหน้าเย็นชาที่เขาสร้างไว้เริ่มแสดงความอ่อนแอออกมา  สายลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาจนรีไวล์รู้สึกหนาวสั่น

 

 

 

 “ทำไม” เสียงกระซิบเอ่ยขึ้น หยาดน้ำจากปลายผมไหลผ่านแก้มเนียน  “ทำไม...ต้องนึกถึงเรื่องนั้นด้วย”

 

 

 

...ความอัปยศที่เจ้านั้นสร้างไว้...

...ทำไมต้องนึกถึงมันด้วย...ทำไม

 

 

 

“เอลวิน...เพราะแกคนเดียว...”  รีไวล์เอ่ยเสียงแผ่ว  “เพราะแกถึงทำให้ฉันอ่อนแอแบบนี้”

 

 

 

...พระจันทร์เต็มดวงคราวหน้าเขาต้องชนะเอลวิน...

...ต้องฆ่าหมอนั่นให้ได้...

 

 

.............................................................................................................................

 

 

 

ณ เมืองหลวง

 

 

 

                เสียงดนตรีที่ขับกล่อมไปทั่วห้องรับรองนั้นทำให้เอลวินละสายตาจากแก้วไวน์ในมือ  ฟลอร์ใหญ่กลางห้องโถงเริ่มมีคู่ชายหญิงเข้ามาเต้นรำตามจังหวะดนตรีที่บรรเลง  เสียงไวโอลินหวานเสนาะหูเป็นจุดเริ่มต้นก่อนจะบรรเลงตามมาด้วยดนตรีเครื่องสายชนิดอื่น 

 

 

 

                ใบหน้าของคนที่อยู่ในงานเลี้ยงต่างยิ้มแย้มด้วยความสนุกสนาน  เสียงหัวเราะดังของเหล่าขุนนางดังขึ้นเป็นระยะเป็นวิสัยปกติ  ยามเมื่อของมึนเมาเข้าปากต่อให้เป็นผู้ดีขนาดไหนก็ย่อมเผยนิสัยธาตุแท้ออกมา  พวกหมูสกปรก...คำๆ นี้คงเป็นคำนิยามของพวกขุนนางเหล่านี้

 

 

 

                เอลวินหมุนก้านแก้วไวน์ช้าๆ พลางสูบกลิ่นหอมของไวน์ชั้นดีก่อนจะละเลียดดื่ม  อากัปกิริยาที่เขาแสดงออกไปดึงดูดสายตาของสาวๆ ที่เขาร่วมในงาน  ชุดโค้ททหารสีน้ำตาลยาวส่งเสริมผู้สวมใส่จนกลายเป็นดาวเด่นของงาน   แม้งานเลี้ยงนี้จะมีเหล่าทหารมากมายเข้ามาร่วมงานเพราะเป็นงานยิ่งใหญ่ประจำปี  แต่ตราสัญลักษณ์ปีกแห่งเสรีภาพที่ประดับไว้บนเสื้อโค้ทก็ทำให้เหล่าผู้คนสนใจเอลวินอยู่ดี 

 

 

 

                ชายหนุ่มผมทองยิ้มละไมให้กับบรรดาสุภาพสตรีที่แอบมองจนพวกเธอหน้าแดง  มิเกะที่เป็นผู้ติดตามอยู่ห่างๆ  รู้สึกอยากหัวเราะออกมาถ้าไม่ติดว่าเป็นงานเลี้ยง

 

 

 

“สมกับเป็นงานเลี้ยงส่งท้ายประจำปี  คนเยอะอย่างที่คิดจริงๆ “ เอลวินเอ่ยออกมา  ดวงตาสีฟ้าเข้มมองไปยังเหล่าขุนนางเกือบทั่วทั้งเมืองหลวงที่พร้อมใจกันมางานนี้ 

 

 

 

“และนายเองก็ยังเป็นจุดสนใจของงานเหมือนเดิม” มิเกะเอ่ยเสริมให้   เห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นที่จ้องมายังพวกเขา “คงอยากจะเข้ามาคุยใจจะขาด  แต่ยังสงวนท่าทีไว้”

 

 

 

“เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว   คงสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ และดูว่าเราเป็นประโยชน์ต่อพวกนั้นมั้ย” เอลวินเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ถึงหน่วยทหารกองสำรวจจะไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญเท่ากองทหารสารวัตร  แต่...”

 

 

 

“ยังมีคนบางกลุ่มที่ต้องการจะออกไปสู่โลกภายนอก   เพราะฉะนั้นพวกเราถึงมายืนอยู่ตรงนี้ได้”

 

 

 

                เอลวินวางแก้วไวน์คืนให้บริกรที่เดินมาก่อนจะหยิบแก้วแชมเปญขึ้นมา  “ถึงจะมีคนมองว่าการออกไปโลกภายนอกนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ  แต่การที่มนุษยชาติจะมาปิดกั้นตัวเองภายในกำแพงพวกนี้ก็น่าเศร้าเกินไป”

 

“และคนเหล่านี้ยังไม่รู้จักถึงความน่ากลัวของไททัน...”

 

“ถึงภายในกำแพงจะมีความรุ่งเรือง กฎหมาย หรืออุดมการณ์สูงส่งแค่ไหนแต่พอเจอพวกมัน  สิ่งเหล่านี้ก็จะหายไปสิ้น”

 

“ยังคงปากคอเราะร้ายเหมือนเดิมเลยนะเอลวิน” ไนล์ที่เดินมาสมทบข้างๆ และได้ยินสิ่งที่เอลวินกล่าวจึงอดพูดประชดไม่ได้

 

 

 

“นายก็มางานเลี้ยงนี้ด้วยเหมือนกันสินะไนล์?” เอลวินหันไปหาเพื่อนสมัยเรียนทหารด้วยกัน  ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งอันดับต้นๆ ของกองสารวัตรทหาร   แต่ไนล์กลับทำสีหน้าเหมือนกับบอกว่าถามผิดหรือเปล่า

 

 

 

“ฉันน่าจะเป็นฝ่ายถามนายมากกว่า  โผล่หัวออกมาจากปราสาทเก่าๆ ได้ซักที  ปกติไม่โผล่มางานเลี้ยงซักครั้ง”

 

 

 

“พอดีถูกเชิญมาน่ะ” เอลวินเอ่ยอย่างอ่อนใจ พลางส่งสายตาไปยังท่านผู้บัญชาการพิกซิสที่กำลังดื่มแชมเปญกับเจ้าภาพงานเลี้ยงนี้ “ถ้าไม่มา  คงถูกท่าน ผบ. พิกซิสตำหนิได้”

 

 

 

“คีธดันโจวไม่มางานนี้หรือไง  ถึงได้ส่งนายมางานเลี้ยงนี้แทน” ไนล์ถามพลางมองหาผู้บัญชาการสำคัญของทีมสำรวจตอนนี้

 

 

 

“หัวหน้าติดธุระอยู่ที่เขตชิกันน่า  อีกนานกว่าจะกลับ”  เอลวินอ่ยเมื่อนึกถึงหัวหน้าที่ตอนนี้กำลังเตรียมการเพื่อออกสำรวจนอกกำแพงครั้งต่อไป  “ฉันเลยต้องมางานเลี้ยงนี้แทน” 

 

 

 

ไนล์พยักหน้าอย่างเข้าใจ  ช่วงนี้กองทหารทีมสำรวจกำลังทำผลงานดี  คงต้องรีบทำผลงานเพื่อหาเงินสนับสนุนการสำรวจนอกกำแพง

 

 

 

“ผู้สนับสนุนของทีมสำรวจก็มางานนี้ด้วยนี่  นายไปเจอหรือยังล่ะนั้น”

 

 

 

“เรียบร้อยแล้ว” เอลวินบอก  “ดูเหมือนจะมีผู้สนับสนุนมากขึ้น  ถือว่าคุ้มค่ากับการมาครั้งนี้”

 

 

 

สายตาของเอลวินเปลี่ยนเป็นจริงจังก่อนแสยะยิ้มบาง    และดื่มแชมเปญหมดแก้วอย่างพอใจ   ไนล์ที่เห็นรอยยิ้มของเอลวินรู้สึกขนลุกซู่  เหงื่อตกมากขึ้นกว่า   ทั้งๆ ที่อากาศในห้องโถงเย็นสบาย

 

 

 

...ไม่ว่าจะคุยกับเอลวินกี่ครั้ง  ก็คาดเดาความคิดของผู้ชายคนนี้ไม่ได้...

...ตั้งแต่สมัยฝึกทหารด้วยกัน  ทุกคนมักจะหวาดกลัวเจ้าหมอนี่...

 

 

 

ไนล์ยกดื่มไวน์จนหมดแก้ว   ภายใต้สีหน้ายิ้มแย้มของเจ้าเอลวินมันก็เหมือนสิงโตที่คอยโอกาสตะครุบเหยื่อเท่านั้นล่ะ ดีแล้วที่มันไปอยู่กองทหารทีมสำรวจ

 

 

 

แม้ไม่ได้พูดอะไรออกมา  แต่บรรยากาศระหว่างพวกเขาทั้งสามคนก็ดูกดดันจนผู้ร่วมงานหลายคนที่อยู่บริเวณนั้นรู้สึกอึดอัดไปตามๆ กัน   ก่อนจะเดินเลี่ยงไปยังที่อื่น

 

 

 

“แล้วเรื่องที่ฉันฝากนายช่วยเป็นธุระให้เสร็จแล้วหรือยัง?” เอลวินเปลี่ยนเรื่องคุย  เมื่อเห็นว่าพวกบรรดาพวกสอดรู้สอดเห็นไปกันหมดแล้ว

 

 

 

“...มันใช่เวลาคุยเรื่องนี้หรือไง” ไนล์บอกพลางกวาดตาไปรอบๆ เพราะกลัวคนอื่นได้ยินเรื่องนี้  “นี่มันงานเลี้ยงนะเฟ้ย  ฉันคงไม่พกงานมาทำหรอก”

 

 

 

“นานๆ ฉันมาเมืองหลวงซักครั้ง  ก็ใจร้อนเป็นธรรมดา” เอลวินว่า “งานหลักของกองสารวัตรทหาร คือ  จับกุมและกักขังนักโทษการเมืองไม่ใช่หรือไง?”

 

 

 

“...แต่ฉันยังไม่เห็นข่าวของ”ขุนนาง” คนนั้นเลย”

 

 

 

“คนที่นายเข้าไปยุ่งมันไม่ใช่ขุนนางกระจอกนะเอลวิน   ขนาดนายเองที่มีหลักฐานอยู่ในมือเจ้านั้นยังไม่กลัวนายเลย”  ไนล์หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเห