[Titan Fic] +++Gamble [Erwin x Levi] Part 5

posted on 08 Jan 2014 11:48 by little-fin in Attack-on-Titan, Fanfiction

คำเตือน   บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi  (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง)  ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้   ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^

 

 

Title : Gamble [Erwin x Levi]

Author : Kukurio

Pairing : เอลวิน x รีไวล์ [Erwin x Levi]

Rate: PG

 

 

*หมายเหตุ* มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเอลวิน  จากผู้บัญชาการเอลวิน สมิธ เป็นผู้บังคับหมู่เอลวิน สมิธ

และผู้บังคับบัญชากองทหารทีมสำรวจ คือ คีธ ชาดิส (ครูฝึกของเอเลน  ในปัจจุบัน)

 

 

Part 5

ม้วนเอกสารที่กางอยู่ครงหน้ามีแต่ความว่างเปล่า  คราบเหลืองสกปรกที่เกิดจากน้ำฝนยังทิ้งรอยเป็นด่างดวงชัด  ถึงแม้เวลาจะผ่านพ้นไม่ถึงปี  หลักฐานชิ้นนี้ก็ยังคอยเป็นสิ่งย้ำเตือนความทรงจำเสมอมา

 

 

…ในวันที่ฝนตกหนัก จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง…

…รวมถึงความตายของเจ้าพวกนั้น…

 


รีไวล์เก้บม้วนเอกสารในกล่องไม้ตามเดิม  ข้างในบรรจุมีดสั้นขนาดเล็กวางอยู่เคียงคู่กัน  ห่อผ้าที่เปื้อนคราบเลือดหน้าทำให้รีไวล์เม้มริมฝีปากแน่น  พลางปิดกล่องลงตามเดิม

 

 

…ใกล้ถึงวันครบรอบแล้วสินะ…วันที่เจ้าพวกนั้นจากไป…

 


ชายหนุ่มผมดำลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน  ดวงตาสีเทาเข้มมองไปยังขบวนรถม้าที่เพิ่งกลับจากเมืองหลวง  เห็นชายหนุ่มที่เขาแสนเกลียดชังลงมาจากรถม้า  ใบหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มอ่อนโยนช่างดูสะอิดสะเอียนในสายตาเขา …เขาไม่อยากเจอหน้าเอลวิน…

 

…โดยเฉพาะตอนที่อ่อนแอเช่นนี้…  

    

รีไวล์คิดเพียงเท่านั้น   อาการบาดเจ็บจากคืนแห่งคำสัญญาส่งผลกระทบต่อร่างกายมากกว่าที่คิด   ชายหนุ่มพาตัวเองออกจากห้องทำงานไป  ไม่รับรู้เลยว่าใครคนหนึ่งต้องการพบตัวเขามากขนาดไหน

 

เอลวินที่เพิ่งเดินทางกลับศูนย์บัญชาการกวาดตามองไปรอบๆ  ในหมู่หัวหน้าทหารที่ลงมาต้อนรับไร้วี่แววคนที่เขาคนึงหา  ชายหนุ่มผมดำร่างเล็กที่แสนดื้อดึงแต่เปี่ยมไปด้วยความสามารถ  เอลวินหันไปหาฮันซี่ที่กำลังยืนทำความเคารพตรงหน้า

 

 

“รีไวล์หายไปไหน?”  “น่าจะยู่ห้องทำงานมั้ง  สงสัยคงไม่รู้ว่านายกลับมาแล้ว”  หญิงสาวแว่นตอบกลับ  อดรู้สึกหมั่นไส้เล็กๆ ไม่ได้ “กลับมาถึงศูนย์บัญชาการก็เรียกหารีไวล์เชียวนะ กลัวว่าลูกน้องคนสนิทจะหายตัวไปหรือไง”

 

“ฝ่ายนั้นคงไม่คิดอยากสนิทกับฉันมากหรอก” เอลวินยิ้มบางตอบกลับ “ระหว่างที่พวกฉันไม่อยู่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?”

“ไม่มีหรอก แต่ถ้าอยากรู้ว่าสองสามวันระหว่างที่พวกนายไม่อยู่พวกฉันทำอะไรบ้าง ก็ดูศูนย์บัญชาการซะ!  สะอาดเอี่ยมเงาวับ!   ระวังเดินเข้าไปจะลื่นหัวแตกนะ” ฮันซี่ขยับแว่นก่อนจะชี้นิ้วไปยังเด็กใหม่ที่อยู่ข้างหลัง “เมื่อกี้ออลโอ้เพิ่งหกล้มไปหยกๆ เดี๋ยวหาว่าฉันโม้”

“ฝีมือรีไวล์สินะ” เอลวินหลุดขำ  ไม่รู้ว่าป่านนี้เจ้าตัวจะเจอข้อความที่เขาเขียนไว้ที่ห้องหรือเปล่า

“ถูกต้อง  ไม่มีเหตุการณ์อะไรผิดปกติหรอกถ้าอยากรู้ก็อ่านรายงานประจำวันที่ฉันเขียนก็ ได้” ฮันซี่กล่าวรายงาน ก่อนจะอดบ่นขึ้นมาไม่ได้ “นายก็กลับมาแล้ว  แต่ทางดันโจวนี่เงียบหายไปเลย!  ถึงรู้ว่าต้องไปเตรียมการเพื่อสำรวจนอกกำแพงครั้งต่อไปก็เถอะ”

เอลวินคิดตามคำพูดของหญิงสาว  ตอนนี้ข่าวคราวของดันโจวนั้นเงียบหายไปตั้งแต่เดินทางไปเขตชิกันน่า  จดหมายล่าสุดที่ส่งมาคือกำลังคุยกับท่านเจ้าเมืองอยู่  แต่เขาเองก็ได้รับมือเรื่องนี้ไว้แล้ว

“เอาไว้ฉันจะลองติดต่อกับดันโจวอีกครั้ง ส่วนฮันซี่กำชับพวกทหารใหม่ให้ดี แผนการสำรวจนอกกำแพงครั้งหน้าห้ามมีความผิดพลาด เธอคงเข้าใจนะ”

“รับทราบเอลวิน” หญิงสาวยกมือทุบอกอย่างนอบน้อม

เอลวินหันไปหาทหารคนสนิทข้างตัวทั้งสองคน   พร้อมกับยื่นกระบอกเอกสารให้มิเกะ

“มิเกะนายช่วยเตรียมม้าเร็วพร้อมกับทหารส่งเอกสารนี้ให้ดันโจว  ส่วนนานาบะ เธอช่วยเขียนเอกสารเรื่องรายละเอียดผู้สนับสนุนกองทหารทีมสำรวจในครั้งต่อ ไป  และส่งมาให้ฉันที่ห้องทำงาน”

“ได้ / รับทราบ” ทั้งคู่รับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียงกัน  ก่อนที่ชายหนุ่มผมทองจะพยักหน้า

เอลวินแจกแจงคำสั่งต่อทหารคนต่อไป  ใบหน้าเชื่อมั่นของเหล่าทหารต่อผู้บังคับหมู่เอลวินทำให้หลายคนเชื่อว่าผู้ บังคับบัญชาคนต่อไปของทีมสำรวจคือชายหนุ่มอนาคตไกลคนนี้

เมื่อสั่งการทหารทุกคนเสร็จสิ้น  มิเกะจึงถามขึ้น  “และนายจะทำอะไรต่อไปเอลวิน”   “ก็พักผ่อนอย่างไงล่ะ” เอลวินบอกพร้อมถอดผ้าคลุมออก  เงยหน้าไปยังห้องทำงานของรีไวล์  “และฉันอยากพบใครบ้างคนด้วย…”

เอลวินบอกเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินเข้าประตูศูนย์บัญชาการ  และมุ่งตรงไปยังห้องทำงานของรีไวล์   เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องก็พบเพียงแต่ความว่างเปล่า

“ …ท่าทางคงไม่อยากเจอฉันมากสินะรีไวล์” ชายหนุ่มผมทองหยักยิ้ม   เรื่องนี้พอเดาได้อยู่แล้วว่ารีไวล์คงไม่อยู่รอพบตัวเขา “ไปอยู่ที่ไหนนะ?”

เอลวินเดินออกจากห้องทันที   ถ้าคิดถึงนิสัยของรีไวล์แล้ว…สถานที่ที่รีไวล์น่าจะไปหลบอยู่น่าจะเป็นห้อง เงียบๆ  ไม่มีคนพลุ่กพล่าน  และไม่มีใครเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป  เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ทำให้เขานึกถึงสถานที่แห่งนั้น

ชายหนุ่มก้าวตรงไปยังระเบียงทางเดินที่มุ่งไปสู่ส่วนกลางของปราสาท  เดินผ่านห้องสมุดที่มีเพียงฝ่ายกลยุทธ์ที่ใช้สถานที่แห่งนี้ไว้ค้นคว้าวิธี รับมือและจัดการไททัน  และเดินผ่านห้องผู้บังคับบัญชาการที่ตอนนี้ถูกปิดไว้ชั่วคราวเพราะผู้ บัญชาการปฏิบัติภารกิจข้างนอก  สุดระเบียงทางเดินแห่งนี้ คือ ห้องรับรองแขกกิตติมศักดิ์ ที่ไม่มีใครใช้งาน

เมื่อเปิดประตูห้องรับรองแขก สิ่งที่สัมผัสได้คือสายลมอ่อนที่พัดผ่านเข้ามา  หน้าต่างบานสูงถูกใครบางคนเปิดไว้  แสงแดดอุ่นที่ส่องตรงเข้ามาเผยให้เห็นชุดถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง แต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววของคนที่เขากำลังตามหาอยู่

“ไม่อยู่ห้องนี้อย่างนั้นเหรอ” เอลวินพึมพำ “หรือว่าไปอยู่ห้องผู้บัญชาการ?”

เอลวินวิเคราะห์  แต่คนอย่างรีไวล์คงไม่ไปอยู่ห้องนั้นแน่ๆ  หรือว่าไปอยู่ที่คอกม้า…แต่ที่นั่นก็สกปรกเกินไป  ชายหนุ่มนึกถึงคำพูดของฮันซี่ที่มักบอกว่ารีไวล์คล้ายกระต่ายน้อย  แต่สำหรับตัวของเขาแล้วรีไวล์เหมือนแมวมากกว่า

…แมวที่แสนดื้อดึง เอาแต่ใจ  ยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี ไม่ยอมใคร..

…ที่สำคัญรักสะอาดขนาดนั้น..

“ปกติแมวชอบนอนตรงไหนนะ”

รอยยิ้มบางเหยียดออกมา  ก่อนเดินไปยังโซฟาตัวยาวที่หันหน้าไปทางหน้าต่างที่เปิดกว้าง  และเจอคนที่เขากำลังตามหา  ร่างเล็กของรีไวล์นอนตะแคงอยู่บนโซฟา  ใบหน้าหวานซุกเข้ากับผ้าพันคอหนาที่พันไว้  แสงแดดอุ่นที่ส่องเข้ามาช่างเหมาะกับการนอนกลางวันยิ่งนัก

“เหมือนแมวจริงๆ เลยนะรีไวล์” เอลวินพึมพำ   “แถมยังหลับสนิทไม่สนใจฉันอีก”

เอลวินเอามือเกลี่ยผมดำที่ปรกใบหน้านั้น  สัมผัสแก้มเนียนและลูบไล้ช้าๆ  “ยังไม่ตื่นอีกเหรอรีไวล์…”

…ปกติสัมผัสขนาดนี้ต้องตื่นแล้ว…

“รีไวล์?”

เสียงลมหายใจแผ่วนั้นยังคงดำเนินต่อไป  เอลวินขมวดคิ้วก่อนจะเอานิ้วลูบกลีบปากบางของชายหนุ่มผมดำ  และทาบมือตรงลำคอที่อุ่นผิดปกติ   เขาคุกเข่าก้มใบหน้าแนบหน้าผากนวลของอีกฝ่ายเพื่อวัดอุณหภูมิ

“…”

เอลวินรีบไปที่โต๊ะรับแขกกลางห้อง  ชุดถ้วยชาที่วางไว้มีขวดยาตั้งอยู่หลายขวด  เป็นชุดยาลดไข้รวมถึงยานอนหลับ  “ฮันซี่ไม่เห็นบอกเลยว่านายไม่สบาย”

ชายหนุ่มผมทองลอบถอนหายใจ  ก่อนจะนำผ้าคลุมของตนเองมาห่มร่างของรีไวล์ไว้ก่อนจะโน้มตัวลงจูบริมฝีปาก บาง  “ฉันอุตส่าห์ซื้อของขวัญมาให้นาย  มาหลับแบบนี้ฉันไม่ชอบนะ”

ขวดเจียระไนที่บรรจุน้ำมันหอมระเหยสีใสถูกหยิบออกมาจากอกเสื้อ  แสงแดดที่ต้องขวดใสนั้นสะท้อนแสงระยิบ “ดูเหมือนจะได้ใช้ของขวัญชิ้นนี้แล้วสิ”

……………………………………………………………….

….กลิ่นหอม   ดอกไม้อย่างนั้นเหรอ….

รีไวล์นึกอยู่ในใจ  กลิ่นหอมนุ่มนวลชวนผ่อนคลายราวดอกไม้ป่า…  ชายหนุ่มผมดำค่อยๆ กระพริบตาตื่นขึ้นก่อนจะพบว่าเวลาตอนนี้ล่วงเลยเป็นกลางคืนเสียแล้ว   เขาค่อยๆ ดันตัวลุกขึ้นจากโซฟาและสัมผัสได้ถึงผ้านุ่มลื่นที่หล่นลงพื้น

“ผ้าคลุมทีมสำรวจ?” รีไวล์หยิบผ้าผืนนั้นขึ้นมาดู  จำได้ว่าตอนมาห้องนี้ไม่ได้หยิบผ้าผืนนี้มา  และทำไมถึงมาอยู่ที่นี้ได้?   ชายหนุ่มหันไปมองตะเกียงที่จุดอยู่กลางห้อง ส่องให้เห็นถึงถาดอาหารที่ตั้งไว้

รีไวล์ลุกขึ้นก่อนจะเดินไปยังโต๊ะรับแขก  ซุปไก่ รวมถึงขนมปังอุ่นๆ ถูกจัดวางไว้ทำให้เขาขมวดคิ้วสงสัย   ใครเป็นคนทำเรื่องพวกนี้  ทำไมไม่ปลุกเขาขึ้นมา

ความคิดหลายอย่างผุดขึ้นมานับไม่ถ้วน  คนที่ทำเรื่องพวกนี้คงนี้ไม่พ้นเจ้าบ้านั้น… รีไวล์นึกถึงชายหนุ่มผมทองที่เพิ่งกลับมาจากเมืองหลวง  ป่านนี้คงหัวเราะเยาะเขาอยู่ที่ไหนซักแห่งในปราสาทนี้

“ถูกไอ้เวรนั้นเห็นความอ่อนแอจนได้” รีไวล์กระซิบกำผ้าคลุมแน่น “ผ้าผืนนั้นก็ของมันสินะ”

ชายหนุ่มสะบัดผ้าคลุมนั้นทิ้งอย่างไม่ไยดี พลางเหลือบไปเห็นภาชนะดินเผาที่จุดไฟไว้  กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เขาได้กลิ่นมาจากสิ่งนั้นสินะ

“น้ำมันหอมระเหย  ของฟุ่มเฟือยที่คนชนชั้นสูงชอบใช้  หึ  เจ้านั้นคงมีเวลาว่างมากถึงทำเรื่องไร้สาระ”

แม้จะไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น  แต่รีไวล์ก็ยอมกินอาหารเย็นที่ตั้งไว้รวมถึงกินยารักษาอาการไข้  ตอนนี้จะหยิ่งในศักดิ์ศรีไม่ได้  มีเรื่องอีกมากมายที่ร่างกายนี้ต้องใช้งาน ตราบจนถึงวันสุดท้ายจะมาถึง

…เพื่อชนะคนๆ นั้น…ทำให้ตัวเขาหมดสิ้นพันธะไป…

…ทุกๆ อย่างเขาทำไปเพื่อสองคนนั้น…

กึก..

เสียงๆ หนึ่งรอดออกมาจนรีไวล์หันไปทิศทางของเสียงนั้น  เห็นแสงจากเล็ดลอดจากประตูห้องทำงานของห้องรับรองแขก  ในเวลานี้คนๆ เดียวที่สามารถเดินเข้าออกห้องนี้ได้มีเพียงคนเดียว

เดิมห้องรับรองแขกกิตติมศักดิ์ เคยเป็นห้องของลูกสาวเพียงคนเดียวของเจ้าของปราสาทแห่งนี้ก่อนตระกูลจะล้ม สลายไป  และกลายเป็นศูนย์บัญชาการกองทหารทีมสำรวจปัจจุบัน  เมื่อนับรวมห้องหับในนี้กว้างใหญ่เสียยิ่งกว่าบ้านธรรมดา  และหนึ่งในห้องที่ใหญ่ที่สุดก็คือ ห้องทำงาน

รีไวล์เปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานนั้น   ตู้หนังสือมากมายจัดวางเต็มผนังคล้ายห้องสมุดขนาดใหญ่  บริเวณมุมหนึ่งมีตะเกียงหลายดวงจุดไว้ให้ความสว่างเป็นพิเศษ  เอลวินเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่อ่านก่อนทักขึ้น

“ตื่นแล้วหรือรีไวล์  กินข้าวเย็นหรือยัง?”

“กินแล้วขอบคุณท่านผู้บังคับหมู่ที่อุตส่าห์ลำบากหาข้าวให้ลูกน้องกิน” รีไวล์ประชดคนตรงหน้า

“เรื่องเล็กแค่นี้ไม่ต้องขอบคุณหรอก” เอลวินพลิกหน้าหนังสืออ่านต่อไป ไม่ถือสาคำพูดนั้น “ร่างกายดีขึ้นแล้วสินะ  ถ้านายป่วยหนักฉันคงจะเดือดร้อนมากกว่านี้”

“หึ  ฉันไม่เป็นอะไรก่อนแกตายหรอก”

“พูดแบบนี้อีกแล้ว” เอลวินเอ่ยเสียงเรียบ “ความเคารพหายไปไหนรีไวล์  อย่าให้ฉันต้องทวนซ้ำและสอนมารยาทใหม่”

“ฉันเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว  ไอ้กริยาผู้ดีนั้นเอาไว้ใช้สำหรับคนดีๆ ไม่ใช่คนอย่างแก”

“ฉันไม่ใช่คนดีสินะ  แล้วอันธพาลที่เคยฆ่าคนอย่างนายจะเรียกว่าอะไร…รีไวล์” เอลวินเอ่ยช้าๆ  ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นสบกับนัยน์ตาสีเทาคู่สวยนั้น  “ถ้านายคิดว่าตัวเองเป็นคนดีแบบนั้นแล้วทำให้สบายใจ…ก็คิดไปเถอะ”

“แก!”

“ฉันแค่พูดความจริง  บนโลกใบนี้คนที่ใสสะอาดมันไม่อยู่หรอก” ชายหนุ่มผมทองว่า  “ทุกอย่างเป็นเพียงเกมๆ หนึ่งที่มนุษย์ทุกคนเป็นเพียงแค่ตัวหมากเท่านั้น…เกมที่ไม่วันสิ้นสุด  รวมถึงฉันและนายด้วยรีไวล์”

“เกมส์ของเราสองคน…แต่ฉันจะจบมันให้ได้”

เมื่อเห็นสีหน้าของรีไวล์  เอลวินก็อดไม่ได้ที่จะเหยียดรอยยิ้มบาง  …ท่าทางคงไม่เข้าใจถึงสิ่งที่ฉันต้องการจะพูดสินะ…

….อีกไม่นานเขาจะจับตัวการที่เป็นต้นเหตุแห่งความเกลียดชัง…

….ให้นายสามารถกลับไปที่บ้านเกิดโดยไร้ความแค้น…

ชายหนุ่มผมทองปิดหนังสือลงก่อนจะเสียบมันเข้าไปชั้นตามเดิม  “นายชอบกลิ่นหอมนี้มั้ยรีไวล์?”

จู่ๆ เอลวินก็เปลี่ยนเรื่องพูดจนรีไวล์ขมวดคิ้วมุ่น  ดวงตาสีเทาเข้มแสดงถึงความไม่เข้าใจ  “กลิ่นหอมอ่อนๆ ของต้นสน กับกลิ่นมินต์ที่ผสมกับดอกลาเวนเดอร์และดอกไม้ป่า   ฉันเดาว่านายต้องชอบกลิ่นนี้”

เอลวินเดินไปหารีไวล์  พลางยื่นขวดแก้วเจียระไนให้ “ของขวัญจากเมืองหลวง  รับไปซะสิ”

กลิ่นหอมที่ชวนให้หลงใหลสัมผัสเข้าสู่โสตประสาทของชายหนุ่มร่างเล็ก  กลิ่นเดียวที่จุดไว้ในห้องรับรองแขก

“ฉันไม่ต้องการ” รีไวล์ปัดมือนั้นออก

เอลวินยิ้มบาง  เขารู้อยู่แล้วว่ารีไวล์ไม่รับของขวัญชิ้นนี้แต่เขาเองก็มีวิธีเหมือนกัน

“เวลามีคนให้ของขวัญต้องรับไว้สิรีไวล์  ต่อให้ของชิ้นนั้นนายจะไม่ชอบก็ตาม”

เอลวินรวบเอวคอดของรีไวล์ให้เขามาอยู่ในอ้อมแขน  พลางก้มหน้ากระซิบข้างใบหูร่างเล็ก “ไม่อย่างนั้นคนที่มอบของขวัญให้จะเสียใจจนร้องไห้ก็ได้”

“หึ…ของขวัญไร้ค่าแบบนั้น  รับไปก็ทิ้งขยะอยู่แล้ว” รีไวล์เงยหน้าขึ้นอย่างไม่เกรง  แย้มรอยยิ้มเยาะเย้ย  “รู้แบบนั้นแล้ว  ไม่รับของขวัญคงจะดีกว่าจริงมั้ยท่านผู้บังคับหมู่?”

“อยู่กันสองคนไม่ต้องเอ่ยตำแหน่งของฉันก็ได้พลทหารรีไวล์” เอลวินหยอกล้อ  มือที่รวบเอวบางของรีไวล์ค่อยๆ ล้วงไปยังขอบกางเกงสีขาวแนบเนื้อ  พลางไล้นิ้วลูบสัมผัสแผ่นหลังอย่างเนิ่นนานและเลื่อนขึ้นจนลำคอ  พลางถอดผ้าพันคอผืนหนาจนเห็นรอยแดงจางที่เอลวินได้สร้างไว้

“และนายชอบอะไรล่ะรีไวล์  วันหลังฉันจะได้ซื้อมาให้ใหม่” เอลวินถามพลางฝั่งใบหน้าซุกซอกคอขาวนั้น

“ฉันเกลียดของขวัญของแกทุกชิ้น  และเกลียดแกด้วย”

“พูดแบบนั้นทั้งๆ ที่รู้ว่าฉันชอบนายมากขนาดนี้” เอลวินจูบขบเบาๆ ย้ำตรงรอยแดงเดิมที่สร้างไว้  “ถ้านายเกลียดของขวัญของฉันจริงๆ คงไม่ผิดสินะที่ฉันจะทำแบบนี้”

จุกขวดน้ำมันหอมระเหยถูกชายหนุ่มผมทองเปิดออก  ก่อนที่จะเทลงบริเวณซอกคอขาวที่ไร้สิ่งใดปกปิด  พลางนวดคลึงบนไหปลาร้าช้าๆ  กลิ่นหอมฉุนของดอกไม้อบอวลไปทั่วห้อง  รีไวล์ออกแรงขืนจากอ้อมกอดนั้น   ส่งสายตาเฉือนเชือดไปยังเอลวินที่ยังทำเรื่องบ้าๆ

“เอาไปทิ้งก็เสียดาย  เทลงบนตัวนายคงไม่ว่าสินะ” เอลวินยิ้มกริ่ม  พลางมองสีหน้ารีไวล์ที่เริ่มโมโหขึ้นมา

“เจ้าบ้า!”

รีไวล์สะบัดตัวหลุดออกจากแขนแกร่งก่อนจะเหวี่ยงหมัดใส่หน้าเอลวินตรงๆ  แต่ชายหนุ่มร่างสูงกลับยืนรอรับหมัดนั้นอย่างเต็มใจ  รอยแดงช้ำที่เกิดบนใบหน้าหล่อเหลานั้นทำให้รีไวล์นิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก

เอลวินเอานิ้วปาดริมฝีปากที่มีเลือดไหลซิบออกมา  ถามร่างเล็กที่ยังทำหน้าตกใจ “เป็นอะไรไปรีไวล์  ไม่ชกต่อล่ะ”

“ทำไมแกไม่หลบ”

“คงเพราะอยากเห็นสีหน้าตกใจของนายมั้ง” เอลวินยอมรับพลางชิมเลือดเค็มที่ติดบนนิ้วมือ “แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว”

“แกมันบ้าไปแล้วเอลวิน!”  รีไวล์ด่าคนตรงหน้า  เจ้าหมอนี้นอกจากจะดูถูกแล้วยังเห็นเขาเป็นเพียงของเล่นยามว่างเท่านั้น!

“นั้นสินะ  ฉันคงจะบ้าไปแล้วจริงๆ แต่รีไวล์คนบ้ามักจะทำอะไรไม่คิดถึงผลที่ตามมาหรอกนะ”

เอลวินเอามือลูบหน้าของรีไวล์อย่างอ่อนโยน  สัมผัสเย็นที่แนบมานั้นทำให้รีไวล์จ้องดวงเนตรสีฟ้าไม่กระพริบ  รับรู้ได้ความอ้างว้างก่อนที่หายไปอย่างรวดเร็ว

“อย่าขัดขืนฉันต่อไปเลยรีไวล์”  เอลวินพูดเสียงแผ่ว  ก่อนร่างสูงนั้นจะโน้มใบหน้าลงมาประกบลงบนริมฝีปากบาง   ลิ้นอุ่นสอดเข้าไปในโพรงปากเล็กตวัดเกี่ยวแลกลิ้นของอีกฝ่ายอย่างโหยหา  สัมผัสดุ้นกระพุ้งแก้มร่วมกับลิ้นของร่างเล็กที่ตอบรับอย่างช้าๆ  แลกรสความหอมหวานที่ต่างฝ่ายหลงใหลซึ่งกันและกัน  จูบนั้นดำเนินไปอย่างยาวนานจนรีไวล์รู้สึกราวกับถูกช่วงชิงลมหายใจไปจนสิ้น  ก่อนที่เอลวินจะผละออกมาพลางมองร่างเล็กที่กำลังหอบหายใจถี่  ของเหลวใสที่ไหลออกจากมุมปากนั้นทำให้ใบหน้าหวานนั้นดูเย้ายวนใจจนเขาอดจูบ ซ้ำไม่ได้

“สะ สัญญานั้น…แกคิดจะผิดสัญญาหรือไง” รีไวล์ถาม  ริมฝีปากแดงบวมช้ำเพราะจูบจากคนตรงหน้า  “ถ้าแกทำมันตรงนี้….ฉัน”

คำพูดของรีไวล์ชะงักลงเพราะเอลวินเอานิ้วโป้งปิดปากเขาไว้  “เงียบสิรีไวล์   ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องสัญญาอะไรทั้งนั้น  เป็นความสุขของเราสองคนไม่ใช่เหรอ”

“ความสุขของแกเพียงคนเดียว” รีไวล์เอ่ยขึ้น พลางอ้าปากงับนิ้วของอีกฝ่ายอย่างไม่ยอม “ไม่ใช่ฉัน…”

“อย่างนั้นเหรอ  น่าเสียดายจังเลยนะนึกว่านายจะชอบซะอีก” เอลวินแสร้งทำเป็นถอนใจ  พลางเลื่อนมือลงไปคอขาวที่ยังมีกลิ่นน้ำมันหอมระเหยติดตัวอยู่  กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าช่างเข้ากับความเย้ายวนของร่างเล็กจนอดเสียดายไม่ได้

เอลวินเอามือสวมกอดร่างเล็กหลวมๆ ก่อนซุกหน้าลงบนเรือนผมนุ่ม กลิ่นหอมละมุนนั้นทำให้เขาไม่อยากให้รีไวล์จากไปไหน  เพียงจากไปไม่กี่วันก็ทำให้เขานึกถึงร่างเล็กมากขึ้นกว่าเดิม  เสียงทุ้มกล่าวอย่างเอาแต่ใจ “รีไวล์คืนนี้อยู่กับฉันได้มั้ย?”

“ไม่”

“แค่คืนนี้เท่านั้น”  เอลวินเชยคางของรีไวล์ให้หันมาสบตา   มองดวงเนตรสีเทาเข้มอย่างจริงใจ  “ฉันจะไม่ทำอะไร  ฉันสัญญา”

“หึ สัญญาที่แกหาข้ออ้างเพื่อเอาเปรียบ..ฉันไม่ถือว่ามันสัญญาหรอก”

“โหดร้ายจังเลยนะ”

“หึ…เพราะใครล่ะที่เป็นเริ่มทำสัญญาบ้าๆ นี้” รีไวล์สบตาคู่นั้นอย่างจริงจัง  “ถ้าแกผิดสัญญาฉันก็ไม่คิดจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป”

“นั่นสิ…ที่ฉันทำสัญญาก็เพราะต้องการให้นายอยู่ทีมสำรวจเท่านั้น”  เอลวินหยักยิ้มบาง “และทำให้นายเป็นของฉันให้ได้”

คำพูดตรงๆ ที่เอ่ยออกมาจากปากทำให้รีไวล์เบิกตากว้างอย่างไม่ตั้งใจ  เอลวินเห็นเช่นนั้นก็นึกสนุกช้อนร่างเล็กให้อยู่ในอ้อมกอดของเขา

“แกจะทำบ้าอะไร ปล่อย!”  รีไวล์ดิ้นขัดขืน  ถลึงตาอย่างไม่พอใจ “ไอ้เวรนี้ ปล่อย!”

“อยู่นิ่งๆ สิ  เดี๋ยวก็ตกพื้นหรอก” เอลวินดุพลางอุ้มร่างเล็กไปยังประตูห้องนอนที่เปิดกว้างไว้  และวางลงบนเตียงสี่เสาที่มีผ้าม่านหนาตกแต่ง  ความมืดที่พรางตานั้นทำให้มองสิ่งของรอบตัวได้ยากขึ้น

“เสียดายที่คืนนี้ไม่ใช่คืนพระจันทร์เต็มดวง  ไม่อย่างนั้นพวกเราคงมีความสุขมากกว่านี้”

รีไวล์ไม่สนใจคำพูดเพ้อเจ้อของเอลวิน  ก่อนจะถีบเอลวินไปไกลๆ  แต่คราวนี้ชายหนุ่มผมทองไม่ยืนเป็นเป้านิ่งให้รีไวล์ทำร้ายร่างกายอีกต่อไป  เขาจับขาเรียวของชายหนุ่มผมดำและถอดรองเท้าบูทข้างนั้นออก

“มาถึงห้องนอนก็ใช้ความรุนแรงเลยนะ…”

เอลวินดันไหล่ของรีไวล์ให้นอนบนเตียง  กดอีกฝ่ายจนฟูกหนายวบลงเพราะน้ำหนักของชายหนุ่มสองคน  ความเงียบงันของค่ำคืนทำให้ทั้งคู่ได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน  เสียงของนาฬิกาลูกตุ้มดังเป็นจังหวะคล้ายกับจังหวะเต้นของหัวใจ

..เป็นแบบนี้อีกแล้ว…

รีไวล์จ้องไปที่ใบหน้าหล่อเหลาของเอลวิน  ริมฝีปากบางแสยะยิ้ม “หึ…ไหนบอกว่าจะไม่ทำ  และสิ่งที่แกทำอยู่มันเรียกว่าอะไร”

“พาคนป่วยมาพักผ่อน” เอลวินตอบกลับพลัน “อยู่นิ่งๆ ”

ชายหนุ่มผมทองค่อยๆ ถอดรองเท้าบูทอีกข้างของรีไวล์   ปลดสายรัดหนังที่พันกายออก  เหลือเพียงเสื้อผ้าปกติที่สวมใส่  มือใหญ่ค่อยๆ ปลดกระดุมทีละเม็ดของร่างเล็กที่อยู่เบื้องล่าง  เผยให้เห็นแผ่นอกขาวที่กับยอดอกเต่งชูชัน

กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่ยังกรุ่นกายรีไวล์ทำให้เอลวินยักยิ้มออกมา “ท่าทางคืนนี้พวกเราสองคนคงหลับสบายจริงมั้ย”

“ฉันเกลียดแก…”

“ฉันชอบนาย”

“หยุด…” รีไวล์ร้องออกมา  ริมฝีปากขบเม้มแน่นเมื่อมือใหญ่คู่นั้นกำลังคลึงยอดอกเบาๆ  “ฉะ ฉันไม่อยากได้ยินคำนั้น…”

“ทำไมล่ะ  นายชอบคนพูดตรงๆ ไม่ใช่เหรอ”

“ออกไป” รีไวล์กัดฟันแน่น  แต่อีกฝ่ายยังไม่ยอมรามือจากร่างกายของเขา  ชายหนุ่มตัดสินใจจะตะโกนเสียงดัง “อย่ามายุ่งกับฉัน  ไอ้ฆาตกร!”


เสียงตะโกนนั้นทำให้เอลวินชะงัก   ใบหน้าที่มักสวมหน้ากากไว้แสดงอารมณ์ที่รีไวล์ไม่เคยเห็นมาก่อน   สีหน้าคล้ายผิดหวังระคนโกรธก่อนที่จะหายไปชั่วพริบตา  เอลวินหัวเราะในลำคอเบาๆ ราวกับประชดตัวเอง

“นั้นสินะ รีไวล์ในสายตาของนายคงไม่เห็นอะไรนอกจากความแค้น”

มือใหญ่เลื่อนสัมผัสกรอบหน้าหวานที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ  อารมณ์นึกสนุกอยากแกล้งร่างเล็กหายไปราวกับใครบางคนปิดลง  เอลวินจุมพิตที่ริมฝีปากรีไวล์เบาๆ “ฝันดีนะรีไวล์”

พลันเอลวินก็ลุกขึ้นจากเตียงทันทีทิ้งให้รางเล็กนอนอยู่เพียงลำพัง  เสียงฝีเท้าหนักแน่นกับประตูที่ปิดลงเป็นหลักฐานที่บอกว่าเอลวินได้ออกจาก ห้องนี้ไปแล้ว

….เจ้าหมอนั่นกำลังโกรธอย่างนั้นเหรอ…


รีไวล์ไม่เคยเห็นดวงตาสีฟ้าคู่นั้นอ่อนไหวมาก่อน  ความหวั่นใจที่เกิดขึ้นทำใหชายหนุ่มผมดำยันตัวเองลุกขึ้นจากเตียง   เขาทำให้เอลวินโกรธ…แต่ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกดีใจกับมันเลยซักนิด…

“จำไว้ใครทำให้นายเจ็บแค้น” รีไวล์สบถกับตัวเองเบาๆ “จำไว้  เรามาอยู่ทีมสำรวจเพื่ออะไร”

รีไวล์เอามือกุมอกตัวเอง…นึกขอบคุณคำพูดนั้นที่ทำให้เอลวินออกจากห้องไป  ไม่เช่นนั้นตัวของเขาคงถูกสัญชาตญาณกลืนกินยอมตกเป็นเครื่องระบายอารมณ์ของ หมอนั้น   ดวงตาสีเทาเข้มมองไปยังท้องฟ้าที่อยู่ข้างนอก  เมฆหนาที่ปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้าจนไม่เห็นแสงดาว  แม้แต่ประกายของดาวเหนือก็ยังไม่ปรากฎ

…อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า…จะตัดสินทุกอย่าง…

รีไวล์หลับตาลงก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงอีกครั้ง   สูบดมกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าเย็นก่อนจะดำดิ่งลงสู่ความฝันจนไม่อยากตื่นขึ้นมา เผชิญหน้าความจริง

…ตั้งแต่พบเอลวิน  ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด…

…ตัวเขาอ่อนแอแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่…

.

.

.

.

.

.

.

.

เอลวินกลับมาที่ห้องนอนอีกครั้งก่อนจะนั่งลงบนเตียงข้างร่างเล็กที่กำลัง หลับสนิท   สิ่งที่ชายหนุ่มผมทองถือมาด้วยคือ อ่างน้ำกับผ้าเช็ดตัวสะอาด  เขานำผ้ามาชุบน้ำอุ่นก่อนบิดจนแห้งและนำมาเช็ดตัวของรีไวล์ที่เหงื่อไหลซึม ออกมา  สังเกตจากใบหน้าหวานที่ขมวดคิ้วเครียดคงทรมาณจากพิษไข้ที่เกิดขึ้น

ชายหนุ่มผมทองรู้ดีมาตลอดว่ารีไวล์เกลียดเขา เกลียดจนอยากฆ่าเป็นพันครั้งก็ยังไม่อาจชำระความเกลียดชังที่อยู่ในใจได้   ยาที่รีไวล์กินนั้นไม่ใช่เพียงยาลดไข้แต่มียานอนหลับผสมด้วย  เมื่อสอบถามไปยังห้องพยาบาลจึงรู้ว่าร่างเล็กนั้นมาขอเบิกยานี้เป็นประจำ เนื่องจากนอนไม่หลับ  ยิ่งเห็นสีหน้าอิดโรยเขาถึงเข้าใจว่ารีไวล์คงทรมาณมาก

“ต่อให้ใครบนโลกนี้เรียกว่าฉันเป็นฆาตกร…” เอลวินสัมผัสริมฝีปากบางของรีไวล์ที่เผยอออกมาน้อยๆ  “แต่พอได้ยินจากปากของนายกลับทำให้ฉันโกรธ…ไม่อยากให้พูดออกมา”

“ฉันไม่อยากให้นายเรียกฉันด้วยคำนั้นอีก” …โดยเฉพาะจากปากคนสำคัญแล้ว…เขายิ่งเจ็บปวด

เอลวินนำผ้าห่มมาคลุมตัวของรีไวล์  คืนนี้ยังอีกยาวนานจนกว่าจะเช้า…ปล่อยให้ร่างกายอ่อนล้านั้นพักผ่อนต่อไป

“อืม…”

เสียงละเมอดังลอดออกมาจนเอลวินหันไปมอง  ริมฝีปากเม้มแน่นราวกับทรมาณ “ฝันร้ายอย่างนั้นเหรอ..”

เอลวินเอามือลูบผมสีกาน้ำเพื่อปลอบโยน  พอเห็นแบบนี้เขาคงปล่อยให้คนๆ นี้อยู่คนเดียวไม่ได้

“ถ้าคืนนี้ฉันนอนด้วยคงไม่ว่าอะไรสินะ รีไวล์…”

เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนถึงรุ่งเช้า   แสงแดดอุ่นจัดที่สาดเข้ามาในห้องนอนนั้นทำให้รีไวล์ตื่นขึ้น  เขารู้สึกถึงน้ำหนักตัวของใครที่กำลังโอบกอดเขาอยู่   รวมถึงอุณหภูมิร่างกายที่อุ่นจนร้อน  เมื่อกระพริบตาขึ้นอีกครั้งก็เห็นเส้นผมสีทองเป็นประกายที่ปรกใบหน้าหล่อ เหลาคุ้นเคย

“!!?”

รีไวล์สะดุ้งตื่นทันที  ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ ห้องนอนที่เขาอยู่ยังเป็นห้องรับรองแขกเหมือนเดิม  แต่เจ้าเอลวินมันออกจากห้องไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วทำไมมานอนเตียงเดียวกับเขา

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอรีไวล์” เอลวินลืมตามองคนตรงหน้าก่อนจะยิ้มรับอรุณ

“แกมาอยู่ห้องนี้ได้อย่างไง  ….ก็เมื่อคืนแกออกไปแล้ว”

“ฉันบอกไม่ใช่เหรอว่าคืนนี้ขอนอนด้วย” เอลวินลุกขึ้นพลางเสยผมสีทองที่ยุ่งเหยิง “ลืมไปแล้วหรือไง?”

ดวงตาสีฟ้าที่สบมานั้นมองอย่างสนเท่ห์  เอลวินเห็นสีหน้าตกใจของรีไวล์ก็อดขำไม่ได้ก่อนจะคว้าตัวรีไวล์มากอดไว้ก่อนหอมแก้มฟอดใหญ่

“อรุณสวัสดิ์รีไวล์”

รีไวล์พลักตัวเอลวินไปไกลๆ ก่อนจะรีบลุกออกจากเตียง  ไม่ปลายตามองเอลวินที่กำลังหัวเราะเบาๆ  ชายหนุ่มผมดำอดเคืองตัวเองไม่ได้ที่ปล่อยให้คนๆ นี้เข้ามาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

“บ้าที่สุด!” รีไวล์กระซิบเสียงเย็น

เห็นกิริยาของลุกเดินเร็วของคนป่วยราวกับคนสุขภาพดีนั้นทำให้เอลวินหมดกังวล  ดูท่าทางร่างกายของรีไวล์คงกลับมาเป็นปกติแล้ว

เหมือนเห็นแสงแดดจ้าภายนอกก็อดพึมพำไม่ได้

“เผลอนอนตื่นสายจนได้”

…………………………………………………………………………………….

“แปลกจังนา  ทำไมทั้งนายและเอลวินถึงได้พร้อมใจกับตื่นสายแบบนี้เนี่ย?”

ฮันซี่มองสองหนุ่มที่เพิ่งจะรับประทานข้าวเช้า   โดยเฉพาะรีไวล์ที่สีหน้าย้ำแย่ผิดปกติจนหญิงสาวทักขึ้น “รีไวล์นายไปทะเลาะกับใครมาหรือเปล่า?”

“เปล่า” รีไวล์ตอบทันที

“แต่ว่าขอบตานายคล้ำมาก  หรือเมื่อคืนไม่ได้นอน”

“รีไวล์นอนหลับสนิทเลยฮันซี่” เอลวินเป็นฝ่ายตอบแทนให้  พลางหลิ่วตาไปยังรีไวล์เป็นเชิงล้อเล่น “คงเพราะอาการป่วยมากกว่า  แต่ฉันว่าคงจะหายดีแล้ว”

“อ้าว อย่างนั้นเหรอ  เอลวินนี่รู้ดีจังเลยนา” ฮันซี่ขยับแว่นจนเกิดแสงสะท้อน   เริ่มสอบสวนหัวหน้าตนเอง “พูดเหมือนนายไปนอนเฝ้ารีไวล์อย่างงั้นแหละ”

“จะพูดแบบนั้นก็ได้” เอลวินยอมรับตรงๆ

“เอ๋จริงเหรอ!  ทำไมเวลาฉันป่วยไม่เห็นมีใครมาเฝ้าฉันบางเลยนะ” หญิงสาวพองแก้มงอน “รีไวล์โชคดีจัง”

กึก!


รีไวล์วางถ้วยชาเสียงดัง  ก่อนจะส่งจิตสังหารไปยังเอลวินและฮันซี่ที่ยังคุยเล่นไม่สนใจตัวเขาเลยซัก นิด “พวกแกสองคนถ้ามีเวลาว่างนักก็ไปทำงานได้แล้ว”

“ฮู่ว  โดนรีไวล์ดุอีกแล้ว” ฮันซี่ยิ้มร่าเริง  “นี่ๆ เอลวินเวลารีไวล์หลับนอนละเมอบ้างหรือเปล่า  นอนดิ้นมั้ย?”

“นั้นสินะ  มีละเมอบ้างเหมือนกันส่วนนอนดิ้น” เอลวินเอ่ยค้างไว้เมื่อสัมผัสถึงจิตสังหารที่เข้มข้นขึ้น  เห็นรีไวล์จ้องมาอย่างกินเลือดกินเนื้อ “…ฉันไม่ได้สังเกตน่ะ”

“มนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดก็นอนละเมอเหมือนกันนะ  เป็นข้อมูลที่มีค่าจริงๆ ฮะๆ “ ฮันซี่หัวเราะก่อนจะกินขนมปังเข้าไปคำใหญ่  ส่วนทหารที่ตั้งใจเข้ามาทานอาหารในห้องต่างถอยหลังกรูอย่างรวดเร็วเพราะ บรรยากาศมาคุจากหัวหน้ารีไวล์

“หัวหน้าฮันซี่ครับ  ไม่ทราบว่าเห็นผู้บังคับหมู่…”

โมบลิส เบอร์นาร์ด ลูกน้องคนสนิทของฮันซี่เข้าในห้องอาหาร  บรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันนั้นทำให้ชายหนุ่มผมสั้นเหงื่อตก  ยิ่งเห็นหัวหน้าเอลวินและหัวหน้าฮันซี่ที่กำลังกินอาหารอย่างเป็นปกติแล้วก็ นึกยกย่องในใจ

“ว่าไงโมบลิสคุง  มากินอาหารเช้าเหรอ?”

“ผมทานเรียบร้อยแล้วครับหัวหน้า” ชายหนุ่มทำความเคารพพลางปาดเหงื่อ  และรีบรายงานเรื่องสำคัญให้หัวหน้าทราบ  “เมื่อสักครู่มีม้าเร็วส่งข่าวมาจากเมืองชิกันน่าครับ  มีจดหมายจากดันโจวส่งมาถึงผู้บังคับหมู่เอลวินครับ!”

“ดูท่าทางดันโจวเองก็ส่งข่าวมาทางนี้เหมือนกัน” เอลวินกล่าวขึ้น  “แผนการคงดำเนินตามปกติเหมือนเดิม”

เอลวินเปิดม้วนเอกสารที่ประทับคลั่งสีแดงชาดไว้   เมื่อกวาดตาอ่านเนื้อหาข้างในใบหน้าของเอลวินก็ขมวดคิ้วเครียดอย่างที่ไม่ เคยเป็นมาก่อน   เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนอกเหนือจากแผนการที่วางไว้…ดูท่าทางการสำรวจนอก กำแพงครั้งนี้คงล่าช้ากว่าเดิม

ชายหนุ่มผมทองส่งม้วนเอกสารให้ฮันซี่ที่มองมาอย่างอยากรู้อยากเห็น  ก่อนเธอจะร้องโวยวายออกมา

“เกิดโรคระบาดในเขตชิกันน่า!” ฮันซี่กรีดร้อง “และแบบนี้การสำรวจครั้งต่อไปจะทำอย่างไง!”

“โรคระบาด?” รีไวล์เอ่ยขึ้น

“จดหมายที่ดันโจวส่งมาบอกว่าให้เราชะลอแผนการสำรวจกำแพงครั้งต่อไป  จนกว่าจะรักษาโรคระบาดที่เกิดขึ้นภายในเมืองชิกันน่า” เอลวินดื่มน้ำชาอย่างใจเย็น  “ดันโจวเองก็ติดโรคระบาดด้วย  แผนการสำรวจครั้งนี้จะถูกยืดอย่างไม่มีกำหนด”

เอลวินคิดแผนการบางอย่างเงียบๆ ในใจ  โรคระบาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนมาและมาระบาดในช่วงออกสำรวจนอกกำแพงพอดี   เป็นเหตุบังเอิญที่มีความผิดปกติเกินไป…ดูท่าทางต้องรีบไปสอบสวนให้เร็วที่สุด

“ฮันซี่  รีไวล์เตรียมเก็บของสำหรับเดินทางเดี๋ยวนี้” เอลวินสั่งเสียงเด็ดขาด  และหันไปถามรีไวล์ “รีไวล์อาการป่วยของนายดีขึ้นแล้วหรือยัง  เดินทางไกลได้มั้ย?”

“หึ  คิดจะดูถูกฉันหรือไง  ฉันเดินทางได้” รีไวล์ส่งสายเย็นยะเยือก

“ดี  เก็บของและมาพบกันหน้าศูนย์บัญชาการภายในสามสิบนาที” เอลวินลุกขึ้น และสั่งทหารหนุ่มที่อยู่หน้าห้อง “โมบลิสถ่ายทอดคำสั่งของฉันให้มิเกะเตรียมตัวออกเดินทางภายในสามสิบนาที”

“ครับ ผู้บังคับหมู่!” โมบลิสรับคำสั่งก่อนรีบออกจากห้องไป

“นายคิดว่ามีอะไรผิดปกติสินะเอลวิน” ฮันซี่ถามก่อนยัดขนมปังจนเกือบติดคอ “แค่กๆ และที่ศูนย์บัญชาการให้ใครดูแลล่ะ  ไปกันหมดแบบนี้”

“ฉันจะมอบหมายเรื่องนี้กับคนที่ไว้วางใจได้ไม่ต้องห่วง” เอลวินตอบ  “พวกนายสองคนรีบไปได้”

“รับทราบ / รับทราบเอลวิน”

รีไวล์และฮันซี่รับคำสั่ง  เหลือเพียงเอลวินคนเดียวที่ยังอยู่ในห้องอาหาร  ชายหนุ่มผมทองหยิบแผ่นกระดาษที่ถูกแอบซ่อนไว้ในจดหมายอย่างแนบเนียน  เป็นคำสั่งแต่งตั้งตำแหน่งผู้บัญชาการคนใหม่ถ้าเกิดคีธ  ชาดิสตายไป

“ผมไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นดันโจวตอนนี้หรอกนะครับ” เอลวินพึมพำ     เอกสารแต่งตั้งถูกเผาไหม้จากเปลวเทียนที่ถูกจุดไว้กลางห้อง  ดวงเนตรสีฟ้าจ้องมองกระดาษที่ถูกไฟจุดเผามอดไหม้อย่างช้าๆ

“คุณยังมีความสำคัญสำหรับทีมสำรวจอยู่คีธดันโจว…”

…………………………………………………………………………….TBC

Talk!

สวัสดีค่ะทุกคน  ตอนใหม่มาแล้วค่ะ!

หลังจากดันโจวที่คนเขียนตั้งใจให้หายหน้าไปสักพักจะมีบทบาทแล้ว 555 รู้สึกยิ่งแต่งยิ่งยาว  ยิ่งเครียดด้วย…- -” (ของขวัญของรีไวล์คุ้นๆ มั้ยคะมาจากไหน 555) อะ แฮ่ม  ช่วงนี้ไม่รู้จะเขียนบ่นอะไรดี  อากาศหนาวสุดฟินก็จากเราไปแล้ว  ตอนนี้กลายเป็นฤดูร้อนอีกครั้ง (เอา 16 องศาชั้นคืนมา!)

ตอนนี้ไม่มีอะไรมาก  รีไวล์ดูท่าทางจะใจอ่อนกับเอลวินแล้ว (ใช่เหรอ!)  เหตุการณ์ตอนต่อไปทุกคนจะไปเขตชิกันน่ากันสักที  อยากบอกจังเลยว่าตอนหน้าจะมีบุคคลสำคัญออกฉากด้วย  ฮะๆ

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะเข้ามานะคะ  ไว้เอนทรีย์หน้าพบใหม่นะคะ ^ ^

Comment

Comment:

Tweet