[Titan Fic] +++Gamble [Erwin x Levi] Part 6

posted on 25 Jan 2014 23:55 by little-fin in Attack-on-Titan, Fanfiction

 

สวัสดีค่ะทุกคน

 

ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรนอกจากคำว่า  ขออภัยนะคะที่ลงตอนนี้ช้าไปหน่อย (ไม่หน่อยแล้วมั้งเกือบเดือน...)

 

เนื่องจากติดงานราษฎร์ บวกงานหลวง  เรียกได้ว่างานสุ่มเข้ามาทุกทางจริงๆ  ไหนจะโดนหนุ่มอังกฤษล่อลวงอีก  พ่อหนุ่มเชอร์ล็อคร้ายกาจมากสามารถดึงเราไปติดซีรีย์อีกครั้ง 555

 

(ตอนนี้คงกลับมาปั่นฟิคเหมือนเดิมเพราะ เชอร์ล็อค ซี่ซั่น 3 จบแล้ว ^ ^)

 

 

 

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านสำหรับการติดตามนะคะ เชิญอ่านตอนต่อไปได้เลยค่ะ

 

 

 

 

 

คำเตือน บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง) ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้ ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^

 

 

 

 

Title : Gamble [Erwin x Levi]

Author : Kukurio

Pairing : เอลวิน x รีไวล์ [Erwin x Levi]

Rate: PG

 

 

 

Part 6

 

 

 

 

...อนาคตข้างหนัา ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...

....หนทางที่เลือกนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือมั้ย...

...เพียงแต่มันเป็นหนทางเดียวที่ทำให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า...

...เพื่อให้คนที่มีชีวิตอยู่ระลึกถึงคนตายได้เท่านั้น...

 

ณ เขตชิกันน่า

 

 

รีไวล์บังคับม้าของตนให้มันเดินช้าๆ ตามท้องถนนภายในเมือง  ดวงตาสีเทาเข้มมองไปยังผู้บังคับหมู่เอลวินที่ยังอารมณ์เยือกเย็นได้เมื่อเห็นสภาพรกร้างไร้ผู้คน ตลาดสองข้างทางตามปกติที่มีพ่อค้ามาขายสินค้าเต็มสองข้างทางว่างเปล่า   บ้านเรือนประชาชนต่างปิดประตูหน้าต่างมิดชิด  รีไวลอบสังเกตเห็นสายตาหลายคู่ที่แอบมองพวกเขาจากอาคารสูง 

 

 

เสียงพึมพำก่นด่าดังลอยมาเข้าหู  ส่วนมากเป็นความไม่พอใจที่เหล่าทหารทีมสำรวจมาในเมือง

 

 

"เกิดโรคระบาดขนาดนี้ ทีมสำรวจยังมาที่นี่อีก.."

"เงินภาษีของพวกเราทำไมต้องให้พวกทหารพวกนี้ด้วย...ยารักษาของพวกเรา"

"หมอล่ะ หมออยู่ไหน..."

 

 

 

                ทหารกองรักษาการณ์ที่รับหน้าที่อาสานำทหารทีมสำรวจเข้ามาในเมืองพูดขึ้น

 

 

"ตอนนี้ภายในเมืองเป็นแบบนี้กันหมดละ  พวกชาวบ้านต่างเก็บตัวอยู่ในที่พักเพราะกลัวโรคระบาด"

 

 

"ไม่มีหน่วยงานมาดูเรื่องนี้เลยเหรอ  ปล่อยให้ระบาดขนาดนี้ได้ยังไง?" ฮันซี่กล่าว  หญิงสาวกวาดตาไปรอบเมืองที่ร้างผู้คน  บรรยากาศราวกับถูกแช่แข็งด้วยอารมณ์หวาดกลัวของเหล่าชาวบ้าน

 

 

"พวกเราไปได้แจ้งไปยังท่านเจ้าเมืองแล้ว  กำลังรอความช่วยเหลือจากเมืองหลวง" ทหารคนนั้นกล่าว "แต่โรคระบาดแพร่กระจายเร็วมาก  ตอนนี้เท่าที่ทำได้คือให้ชาวบ้านดูแลรักษาตัวเองไปก่อน"

 

 

"หึ  ฟังดูแล้ว เหมือนจะโยนหน้าที่ให้คนอื่นรับผิดชอบเลยนะ" ฮันซี่พูด  ก่อนจะฉีกยิ้มหวานให้ทหารรักษาการณ์คนนั้น  "ทั้งๆ ที่งานเหล่านี้ต้องให้เจ้าเมืองเป็นคนจัดการสิ  รวมถึงทหารเมืองนี้ด้วย..."

 

 

                ทหารรักษาการณ์รู้สึกหน้าชาขึ้นมากระทันหันก่อนบังคับม้าออกห่างหญิงสาว กัดฟันกรอดไม่พอใจ

 

 

"นี่เป็นเรื่องของพวกเรา ทหารทีมสำรวจไม่ต้องมายุ่ง!"

 

 

"หว่า...อะไรกันแค่พูดความจริงเข้าหน่อยทำเป็นไม่พอใจ" ฮันซี่อดบ่นไม่ได้ก่อนจะชักบังเหียนม้าไปหารีไวล์หาแนวร่วมสนับสนุน "นายก็คิดเหมืนฉันใช่มั้ยรีไวล์  ถ้าจัดการเรื่องสาธารณสุขดีๆ โรคระบาดไม่เกิดขึ้นหรอก"

 

 

"หุบปากได้แล้วยัยแว่น" รีไวล์เอ่ยขัดขึ้น  ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมสีเขียวส่งสายตาดุหญิงสาว "อยู่เงียบๆ จนกว่าจะถึงศูนย์บัญชาการทหารที่นี่"

 

 

"ให้ตายสิ  นายไม่มีอารมณ์ขันกันเสียเลย" หญิงสาวแว่นเดาะลิ้นไม่พอใจ  พลางกระทุ้งสีข้างม้าของตนไปหาเอลวินที่นำหน้าขบวนอยู่

 

 

"ดูเหมือนจะเกิดโรคระบาดตามที่ผบ.คีธเขียนจดหมายบอกจริงๆ  นายจะทำอะไรต่อไปเอลวิน?" ฮันซี่ถามหยั่งเชิงอีกครั้ง  เพราะนับตั้งแต่ออกจากศูนย์บัญชาการหลัก  เอลวินก็ไม่ได้บอกเป้าหมายชัดเจนว่าจะทำอะไรต่อไป

 

 

เอลวินตอบหญิงสาว  "เรื่องนี้ไว้คุยกันทีหลัง  ต้องพบท่านผบ.ก่อน"

 

 

 

"พวกนายสองคนนัดกันพูดหรือเปล่านี่!" ฮันซี่ถอนหายใจยาว พลางมองเอลวินกับรีไวล์สลับกัน "ก็ได้!รอจนกว่าพบท่านผบ."

 

 

                ขบวนกองทหารทีมสำรวจมุ่งตรงสู่อาคารกลางในเมือง หอคอยสูงที่ปรากฎเด่นชัด  รวมถึงทหารมากมายที่วางเวรยาม สถานที่แห่งนี้ คือ ศูนย์บัญชาการทหารของเมืองนี้

 

 

 

                เมื่อมาถึงประตูหน้าอาคาร  พวกเขาก็พบกับหนึ่งในทหารทีมสำรวจที่ยืนรอต้อนรับ  เอิร์ด ยืนทำความเคารพผู้บังคับหมู่เอลวินพร้อมทำหน้าที่นำทางเข้าไปในศูนย์บัญชาการ

 

 

                เอลวินถามทหารตรงหน้าที่ยังทำความเคารพอยู่ "นายคือทหารส่งข่าวที่ฉันให้มาเมืองนี้ใช่มั้ย"

 

 

"ครับ" เอิร์ดพยักหน้า "คุณมิเกะสั่งให้ผมนำจดหมายของผู้บังคับหมู่มาให้ดันโจวที่เขตชิกันน่าครับ"

 

 

"จากสายตาของนายประเมินสถานการ์ณตอนนี้เลวร้ายแบบไหน"

 

 

"คะ ครับ?" เอิร์ดทำหน้างง เมื่อถูกคำถามจู่โจมไม่ทันได้ตั้งตัว  และรายงานอย่างระมัดระวัง "เอ่อ  เกิดโรคระบาดแพร่กระจายในวงกว้างโดยเฉพาะในตัวเมือง  แม้แต่พวกทหารระดับสูงเองก็ติดโรคระบาดนี้เหมือนกัน"

 

 

"ท่านผบ.คีธก็ติดโรคนี้ด้วยสินะ"

 

 

"ครับ ผู้บังคับหมู่" เอิร์ดเอ่ยเสียงแผ่ว  "ตอนนี้ท่าน ผบ.กำลังพักรักษาอาการอยู่ครับ  เดี๋ยวผมจะพาไปพบท่านนะครับ"

 

 

"รบกวนด้วย"

 

 

                เอิร์ด นำทหารทีมสำรวจทั้งหมดมายังตึกปีกตะวันตกที่เป็นเขตรักษาผู้ป่วย  ทุกคนสวมผ้าปิดจมูกเพื่อป้องกันเชื้อโรค จากการสังเกตด้วยสายตาผู้ป่วยที่มารักษาตัวที่นี่มีแต่คนชนชั้นสูงและมีฐานะ  และมีคนรับใช้มาคอยดูแลไม่ห่าง    เอลวินลอบมองคนเหล่านั้น...เห็นความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้น

 

 

...ดูท่าทางโรคระบาดครั้งนี้คงไม่เกิดจากภัยธรรมชาติ...

 

 

                ชายหนุ่มผมทองกลับความสงสัยไว้ในใจ  เมื่อมาถึงห้องพักของท่านผู้บัญชาคีธทุกคนก็พบว่าภายในห้องนั้นนอกจากท่านผู้บัญชาการแล้วยังมีคนแปลกหน้าอยู่ด้วยอีกคน

 

 

"จากการตรวจแล้ว  ยาเพนนิซิลินที่ผมฉีดให้เมื่อวันก่อนออกฤทธิ์ได้ผล ระหว่างนี้ต้องรักษาตัวซักพักจนกว่าจะหายดีนะครับ" ชายหนุ่มวัยกลางคนพูดขึ้นพลางเก็บอุปกรณ์ใส่กระเป๋า  เมื่อเห็นกลุ่มคนที่เข้ามาในห้องจึงก้มเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย

 

 

"สวัสดีครับท่านผบ."  เอลวินกล่าวขึ้นพลางทำความเคารพผู้บัญชาการตรงหน้า  ดูจากสีหน้าของท่านผู้บัญชาการที่ดูสุขภาพดีแล้วจึงคลายกังวัลไปเปราะหนึ่ง  เนื่องจากจดหมายแต่งตั้งให้เขาเป็นผู้บังคับบัญชาการกองทหารทีมสำรวจจึงทำให้รีบรุดเดินทางมายังเมืองนี้

 

 

"เอลวินเองเหรอ" คีธหันไปยังคนที่มาใหม่ และกลุ่มทหารที่ยืนอยู่รอตรงประตู  "รวมถึงพวกนายด้วย  ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้?"

 

 

ทหารทุกคนทำความเคารพชายวัยกลางคนตรงหน้า  เอลวินเป็นคนพูดขึ้นก่อน

 

 

"ท่านผบ. ส่งจดหมายแจ้งที่เมืองนี้เกิดโรคระบาด จึงมาตรวจสอบ...รวมถึงอยากได้ยินคำสั่งของท่านด้วยตนเอง เนื่องจากเอกสารบางแผ่นอาจมีความผิดพลาดได้"

 

 

                ชายหนุ่มผมทองกล่าวถึงจดหมายที่ผู้บัญชาการส่งมาให้  คีธได้ยินเช่นนั้นจึงถอดหายใจออกมา   เพราะดูเหมือนคำสั่งแต่งตั้งชายหนุ่มตรงหน้าคงจะถูกปฏิเสธเสียแล้ว  "คำสั่งของฉันไม่มีข้อผิดพลาดเอลวิน สำหรับนายแล้วสิ่งที่ฉันทำอาจจะส่งผลดีต่อนายด้วยซ้ำ"

 

 

"สำหรับผมแล้ว  มันไม่ก่อเกิดผลดีเลยครับท่านผบ.  ทั้งต่อผมเองหรือทีมสำรวจ" เอลวินบอก“ผมยังขาดความสามารถและประสบการณ์สำหรับคำสั่งนี้”

 

 

                เอลวินจ้องใบหน้าของท่านผบ.ที่ในระยะหลังแสดงอาการเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด และสืบเนื่องจากอาการป่วยจึงได้ออกคำสั่งแต่งตั้งเขาเป็นผู้บัญชาการกองทีมสำรวจคนต่อไป

 

 

                ...เพราะยังไม่ถึงเวลาที่เขาต้องขึ้นมาถึงตำแหน่งนั้น..

                ...ตำแหน่งที่จะเป็นผู้ชี้นำความอยู่รอดของมนุษยชาติ...

                ...ตัวของเขายังไม่มีอำนาจพอสำหรับตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร...

 

 

 

                ชายหนุ่มผมทองหันไปยังชายผมดำยาวอีกคนที่อยู่ในห้อง  รูปร่างลักษณะการแต่งกายคล้ายกับคนชนชั้นสูง  กิริริยาท่าทางที่เป็นมิตรบ่งบอกถึงคนๆ นี้ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี   ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาๆ เอลวินถามขึ้น

 

 

"คนๆ นี้คือ...?"

 

 

"คนนี้คือคุณหมอคริชา เยเกอร์ เป็นหมอประจำเมืองนี้  และเป็นคนรักษาอาการป่วยให้ฉัน"

 

 

                ชายหนุ่มผมดำผงกหัวก่อนจะขยับแว่น  แนะนำตัวเองด้วยเสียงสุภาพ  "ผมเป็นหมอประจำเมืองนี้  ถ้าต้องการความช่วยเหลืออะไรก็ติดต่อผมได้ ผมขอตัวไปดูคนไข้คนอื่นๆ ต่อนะครับ"

 

 

                ทุกคนหลีกทางให้คุณหมอเยเกอร์ออกจากห้องไป   คีธเมื่อเห็นว่าภายในห้องเหลือเพียงทหารคนสนิทจึงหยิบเอกสารจากโต๊ะข้างเตียงยื่นให้เอลวิน

 

 

"นี่คือเอกสารเตรียมการสำรวจครั้งหน้า" คีธกล่าว "เราจะเลื่อนการสำรวจออกไปอีกสองเดือน หรือจนกว่าโรคระบาดในเมืองนี้จะหายหมดสิ้น"

 

 

"ครับท่านผบ." เอลวินรับเอกสารมา "ไม่ทราบท่าน ผบ.ได้ทำการสอบสวนโรคระบาดครั้งนี้หรือเปล่าครับ"

 

 

                คำพูดที่เอ่ยขึ้นเหมือนเป็นคาดคั้นอะไรบ้างอย่าง ซึ่งคีธที่อยู่กับลูกน้องคนนี้มานานเข้าใจดีว่าเอลวินต้องสิ่งใด "นายคงคิดสินะว่าเรื่องครั้งนี้มีอะไรผิดปกติ"

 

 

"ครับท่าน  ผมเองคิดว่ามีบางสิ่งผิดปกติ  โรคระบาดที่เกิดขึ้นมีเพียงเมืองนี้แห่งเดียวและภายในรัศมีรอบด้านไม่มีชาวบ้านที่ป่วยเพราะโรคระบาด"

 

 

"เป็นเรื่องแปลกมากจนผมคิดว่าต้องเบื้องหลังการเกิดโรคระบาดครั้งนี้"

 

 

                เอลวินพูดอย่างชัดเจน  เหล่าทหารที่ติดตามเอลวินมาด้วยมองผู้บัญชาการทหารกับผู้บังคับหมู่ที่คุยกัน ในแววตาของเอลวินนั้นแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและจริงจัง  คีธเงียบไปซักพักก่อนจะตัดสินใจพูดขึ้น 

 

 

"เรื่องในครั้งนี้ถ้าให้ทหารทีมสำรวจไปเกี่ยวข้อง คงมีหลายฝ่ายไม่พอใจนัก เอลวิน..การสำรวจครั้งนี้สำคัญก็จริง แต่นึกถึงผลในอนาคตข้างหน้าด้วย"

 

 

"ท่านผบ.ครับ  ถ้าเราเป็นฝ่ายถูกจู่โจมสิ่งที่พวกเราสมควรทำคือการโต้ตอบกลับไป"

 

 

                เอลวินพูดเสียงเรียบ ยังไม่ละลดความพยายามที่จะกล่อมชายสูงวัยตรงหน้า  "ผมคงทนอยู่เฉยๆ ให้ทีมสำรวจเสียเปรียบไม่ได้ ผมขออนุญาตให้ท่านออกคำสั่งให้พวกผมสอบสวนเรื่องโรคระบาดครั้งนี้ด้วยครับ"

 

 

                คีธ ชาดิสมองชายหนุ่มผมทองตรงหน้า  นับตั้งแต่พบชายหนุ่มคนนี้  เขาก็รู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่มาพร้อมกับปณิธานที่ช่วยเหลือมนุษยชาติ  จนบ้างครั้งก็อดนึกไม่ได้ว่าตนเองเป็นเพียงเบี้ยเล็กๆ ที่ชายหนุ่มหวังใช้ประโยชน์สู่ตำแหน่งสูงสุด  มีหลายแผนการที่เอลวินเป็นคนคิดค้นขึ้น  และใช้ได้จริงในสนามรบข้างนอก

 

 

                ....ปัญหาในครั้งนี้ ถ้ามอบหมายให้ชายหนุ่มเป็นคนจัดการคงจะไว้วางใจได้

 

 

"ฉันอนุญาตให้นายสืบสวนการเกิดโรคระบาดครั้งนี้" คีธออกคำสั่งอนุญาต

 

 

"ขอบคุณครับท่าน" เอลวินเอามือทุบอกรับคำสั่ง  พลางออกคำสั่งไปยังทหารคนสนิท

 

 

"มิเกะ ฮันซี่พวกนายสองคนไปสอบสวนเรื่องโรคระบาดจากสมาคมพ่อค้าในเมือง ตรวจสอบการเข้า-ออกของสินค้า และสืบหาคนที่ตายเพราะโรคระบาดคนแรก และหาสาเหตุการติดโรคมา"

 

 

"เอิร์ด  เตรียมม้าเร็วให้พร้อมฉันจะส่งจดหมายด่วนให้ศูนย์บัญชาการ"

 

 

                เอลวินแจกแจงคำสั่งอย่างรวดเร็ว  ก่อนที่ทหารทั้งหมดจะแยกย้ายออกไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย  ในห้องจึงเหลือเพียงคีธ เอลวิน และรีไวล์

 

 

 

"เฮ้ย แล้วจะให้ฉันทำอะไร?" รีไวล์พูดขึ้น  คิ้วเรียวขมวดมุ่นเพราะทุกคนต่างได้รับคำสั่งออกไปทำงานหมดแล้ว

 

 

"นายอยู่ที่นี่เป็นผู้ติดตามของฉัน" เอลวินพูดขึ้น  ไม่สนใจสีหน้าบึ้งตึงของอีกฝ่าย  "ท่านผบ.พอจะมีเบาะแสเรื่องระบาดครั้งนี้มั้ยครับ"

 

 

"ถ้าจะถามเรื่องระบาดครั้งนี้ คุณหมอเยเกอร์น่าจะรู้ดีที่สุด" คีธกล่าว  "เขาเป็นคนแรกที่รู้วิธีรักษาโรคระบาดครั้งนี้ และรักษาชีวิตของทุกคน  จำนวนคนตายในเมืองจึงไม่ได้เพิ่มขึ้น  ถ้าฉันไม่ได้หมอเยเกอร์ช่วยคงไม่ได้คุยกับนายตอนนี้"

 

 

"ผมดีใจมากครับที่ท่านยังมีชีวิตอยู่" เอลวินบอกอย่างจริงจัง   "ตอนที่รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการจากท่าน  ผมเป็นกังวลมากทีเดียว"

 

 

"อะไรนะ" รีไวล์เอ่ยขึ้น  ก่อนจะมองเอลวินตาเขียว "ทำไมแกไม่พูดเรื่องนี้กับทุกคน"

 

 

"เพราะกลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่จึงไม่พูด" เอลวินขยับยิ้มให้รีไวล์ "กลัวว่าพวกนายจะตกใจ"

 

 

"ใครจะไปตกใจเรื่องนี้กัน หึ...อย่างแกเป็นผู้บัญชาการคงมีทหารตายหลายร้อยคน" รีไวล์เอ่ยไม่ไว้หน้า  คนอย่างหมอนี่เป็นได้แค่ฆาตกรเท่านั้น ไม่สนใจชีวิตของคนอื่นนอกจากเป้าหมายตนเอง

 

 

"พวกนายสองคนนี้สนิทกันจริงๆ นะ" คีธกล่าว "จากตอนแรกที่แทบไม่มองหน้าด้วยซ้ำ"

 

 

"ป่วยจนเพี้ยนหรือไงตาแก่" รีไวล์พูดเสียงเย็น  ปลายตามองชายกลางคนผมเกือบล้านที่พูดเรื่องเป็นไปไม่ได้ "ฉันกับไอ้หมอนี่ไม่อยากทำงานร่วมกันด้วยซ้ำ"

 

 

                คีธมองลูกน้องทั้งสองคนของตัวเอง  แม้เขาจะไว้ใจเอลวินที่ให้อันตพาลอย่างรีไวล์เข้ามาอยู่กองทหารทีมสำรวจ  แต่นิสัยที่ต่อต้านเอลวินก็ทำให้ตัวเขาอดระแวงไม่ได้ว่าคนๆ นี้อยู่ทีมสำรวจต่อเพื่ออะไร

 

 

 

...เพราะเพื่อนพ้องของอันตพาลคนนี้ตายหมดแล้ว...

 

 

 

                การเป็นทหารทีมสำรวจมีความเสี่ยงที่ตายทุกครั้งตอนออกนอกกำแพง  ถ้าหากเป็นคนรักชีวิตคงไม่เลือกเดินในเส้นทางนี้คงมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นจึงตอบได้

 

 

"เอลวิน นี่คือที่อยู่ของคุณหมอเยเกอร์" คีธส่งกระดาษที่เขียนที่อยู่ของหมอเยเกอร์ไปให้ "อาจจะพบเบาะแสของโรคระบาดครั้งนี้"

 

 

                เอลวินรับกระดาษเก็บไว้  เมื่อเห็นความตั้งใจของชายหนุ่มที่จะสืบสวนเรื่องโรคระบาดถึงที่สุด คีธจึงเอ่ยถามขึ้น    เพราะตัวเขาเองก็ยังไม่มั่นใจในสถานการณ์นี้นัก  "งานที่ในครั้งนี้ถ้ารู้ว่าคนๆ นั้นมีส่วนเกี่ยวข้อง  นายจะทำอะไรต่อไปเอลวิน?”

 

 

                ชายหนุ่มผมทองเยียดยิ้มบาง  ก่อนจะมองไปยังรีไวล์ที่ขมวดคิ้วไม่เข้าใจ “ผมอาจจะต้องลงมือเอง  คงไม่รอให้กฎหมายเป็นคนจัดการ”

 

 

“นายเป็นพวกชอบหาเรื่องใส่ตัวสินะ” คีธกล่าว  หมอนี่...ยังเป็นคนหนุ่มที่เลือดร้อนไม่เปลี่ยนเลยซักนิด  “ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว  สิ่งที่นายทำก็เพื่อมนุษยชาติต่อให้งานนั้นจะสกปรกแค่ไหน...”

 

 

“สิ่งที่ผมทำก็เพื่อให้ทีมสำรวจคงอยู่ต่อไป  ท่านผบ.ก็ทราบ”

 

 

“งั้นก็ดี  ความตั้งใจของนายคงไม่ทำให้ฉันผิดหวังนะ”

 

 

"ครับท่าน"เอลวินเอ่ยความตั้งใจเพื่อจะช่วยมนุษยชาติและคืนพื้นที่จากไททันยังอยู่ในปณิธานของเขาเสมอมา  “พวกผมจะสืบหาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด”

 

 

..........................................................................................................................................................

  

 

              ตึกรามบ้านช่องที่สร้างลดหลั่นตามเนินสูงนั้นปรากฎอยู่ในสายตา  เอลวินสังเกตรอบๆ บริเวณบ้านเรือนที่อยู่แถวรอบนอกตัวเมือง  ถึงจะเกิดโรคระบาดแพร่กระจายไปทั่วแต่ก็ยังมีชาวบ้านออกมาทำกิจวัตรประจำวันเป็นปกติ    เด็กๆ ยังวิ่งเล่นไปมาไม่ถูกกักบริเวณในบ้าน  ผิดกับตลาดภายในตัวเมืองที่เงียบเหงา

  

 

              เอลวินสอบถามชาวบ้านที่แถวนั้นและทราบว่า  บ้านของคุณหมอเยเกอร์ตั้งอยู่บริเวณเนินสูงแห่งนี้  การจะสอบสวนเรื่องโรคระบาด  เบาะแสสำคัญคือคุณหมอคนนี้

 

 

...เพียงแต่ว่าเขาจะให้ความร่วมมือหรือไม่...

 

 

                ชายหนุ่มผมทองเดินผ่านกลุ่มชาวบ้านที่ตั้งวงซุบซิบนินทาพวกเขาทั้งสองคน   สายตาแวดระแวงของกลุ่มชาวบ้านจับจ้องไปยังทหารแปลกหน้าที่เข้ามาในบริเวณนี้  เพียงแต่เฝ้ามองไม่กล้าเข้ามายุ่งหรือสอบถาม

 

 

“ชาวบ้านพวกนี้ไม่เคยเห็นทหารหรือไง”

 

 

                รีไวล์บ่นพึมพำ  นอกจากต้องมาติดตามคนที่ไม่ชอบขี้หน้าแล้วต้องตกเป็นเป้าสายตาของพวกชาวบ้านอีก  เจ้าหมอนี่ไม่คิดบ้างเหรอว่าชาวบ้านเหล่านี้เกลียดทีมสำรวจขนาดไหน

 

 

“นั้นสินะ  เพราะทหารคงไม่ค่อยมาตรวจตราที่นี่เท่าไหร่” เอลวินให้คำตอบ  ดวงตาสีฟ้าคมมองรีไวล์ “ไม่แปลกที่คนเหล่านี้  ถึงไม่ติดโรคระบาด”

 

 

“แกหมายความว่าอย่างไง?”

 

 

“นายก็เห็นชัดไม่ใช่เหรอรีไวล์  ผู้ป่วยที่ติดโรคระบาด” เอลวินอธิบายสั้นๆ  “ส่วนมากเป็นคนที่มีฐานะ  รวมถึงทหารระดับสูง  ไม่มีการแพร่กระจายของโรคออกไปสู่ภายนอก  จำกัดอยู่ในวงแคบๆ  พวกเราถึงต้องมาตรวจสอบถึงที่นี้...และไม่ผิดจากที่คิดจริงๆ “

 

 

                ...โรคที่ติดต่อเพียงชนชั้นสูงและทหาร  ต้องมีคนวางแผนให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น...

                ...มีคนไม่ต้องการให้กองทหารทีมสำรวจออกปฏิบัติการนอกกำแพง...

 

 

“ถ้าแกอยากจะพูดอะไรก็พูดออกมาตรงๆ  ฉันขี้เกียจแปลคำพูดของแก” รีไวล์พูดตอกกลับ  “และนายอยากจะทำอะไรต่อ  คงไม่แค่มาคุยกับหมอเยเกอร์หรอกนะ”

 

 

                รีไวล์ปลายตามองไปยังกลุ่มชาวบ้านที่แอบสะกดรอยยตามพวกเขา   ถึงคนกลุ่มนั้นยังไม่เริ่มทำอะไร...แต่ก็ทำให้เขารู้สึกขัดหูขัดตาไปหมด

 

 

“ดูท่าทางนายจะเบื่อแล้วสินะ” เอลวินเองก็เห็นคนกลุ่มนั้นเช่นกัน  แต่เลือกที่จะไม่สนใจมากกว่า  ชายหนุ่มผมทองพลางคลี่ยิ้มบาง “หรือว่านายเขินที่เราสองคนมาเดินเล่นกันแบบนี้”

 

 

“ฉันมาทำงานไม่ได้มาเดินเล่นกับแก” รีไวล์เอ่ยเสียงเย็น “ถ้าแกอยากหาเรื่องทะเลาะฉันก็ไม่ขัดข้อง เอลวิน”

 

 

                คำขู่ที่มาพร้อมกับบรรยากาศมาคุทำให้เอลวินนึกขำในใจ   

 

 

“อย่าเพิ่งโกรธสิรีไวล์  แค่นี้ก็โกรธแล้วเหรอ” เอลวินว่าพลางมองไปยังกลุ่มชาวบ้านที่ยังลอบสังเกตพวกเขาอยู่    มือแกร่งสัมผัสไปที่ใบหน้าของรีไวล์ “เวลานายโกรธมักทำให้ฉันอารมณ์ดีนะ”

 

 

“เพราะแกเป็นคนโรคจิตต่างหาก  เจ้าบ้า...” รีไวล์ขมวดคิ้วมุ่น  ริมฝีปากบางเม้มแน่น “เลิกทำตัวบ้าๆ ได้แล้ว”

 

 

“เราไปคุยกันที่อื่นมั้ย  ท่าทางเราสองคนจะทำให้คนแถวนี้สนใจแล้วสิ” เอลวินยังคงพูดหยอกล้อต่อ  เลื่อนมือมาจับเอวบางของอีกฝ่ายและกระซิบบอก “มาทางนี้ดีกว่ารีไวล์...”

 

 

                ยังไม่ทันที่รีไวล์จะเอ่ยกล่าวอะไรเอลวินก็ดึงตัวรีไวล์เข้าไปในซอกตึกแคบ   พลางเอามือกดร่างบางเข้ากับกำแพงอาคารสีด่างดวง    ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มผมทองที่ทาบทับชายร่างเล็กนั้นอาจทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิดได้   เงาดำที่พาดผ่านเสี้ยวหน้าของทั้งคู่ราวกับบ่งบอกความปรารถนาในใจตัวเอง

 

 

“แกคิดจะเล่นเกมอะไรอีก?” รีไวล์ถามขึ้น จ้องดวงคมสีฟ้าที่กำลังฉายแววสนุกบ้างอย่าง  รอยยิ้มของคนเจ้าเล่ห์หยักยิ้มเป็นเชิงตอบรับ

 

 

“แล้วนายจะเล่นเกมนี้มั้ยรีไวล์” 

 

 

                ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนรีไวล์สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ  “หึ  รางวัลคืออะไร?  ให้ฉันเชือดคอแกเล่นหรือไง?”

 

 

“ยังโหดร้ายไม่เปลี่ยนเลยนะ  เป็นอาหารมื้อเย็นคงจะดีกว่า”

 

 

“หึ...เพิ่งรู้ว่าแกขออะไรง่ายๆ เป็นด้วย”

 

 

“ฉันเป็นคนง่ายๆ อยู่แล้วถ้านายรู้จักดีพอ” เอลวินกระซิบแผ่วข้างหู  “ใครจัดการพวกนั้นได้เยอะที่สุด  เป็นฝ่ายชนะ”

 

 

                เสียงฝีเท้าของชายหลายคนเข้ามาใกล้   รีไวล์ปลายตามองไปยังกลุ่มชาวบ้านหลายนายที่ถืออาวุธครบมือ  วิ่งเข้ามาในตรอกที่พวกเขาหลบซ่อนอยู่

 

 

“คำตอบล่ะ?”

 

 

“ตกลง” รีไวล์ตอบสั้นๆ 

 

 

“ดีมาก”

 

 

                เอลวินผละตัวเองออกมาก่อนจะเผชิญหน้ากับกลุ่มชาวบ้าน   พลางพับแขนเสื้อด้วยท่าทางสบายๆ  ราวกับสิ่งที่ทำเป็นเพียงการวอร์มร่างกายยามเช้า  เช่นเดียวกับรีไวล์ที่จัดผ้าพันคอของตัวเองในเรียบร้อย  ไม่ตระหนักถึงอันตรายที่เกิดขึ้น

 

 

“เฮ้ย! พวกแกคิดจะมาเดินกร่างแถวนี้  ไม่เจียมตัวเลยวะ” หนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นชี้อาวุธใส่หน้าชายหนุ่มทั้งคู่ “เงินที่พวกแกโยนให้ไททันเอามาแบ่งบ้างสิเฟ้ย!”

 

 

“ไอ้พวกทหารโสโครก”

 

 

 

“แกมันพวกตัวซวย  ลูกชายฉันตายเพราะพวกแก”

 

 

                รีไวล์เอ่ยเสียงเรียบ   ไร้ความรู้สึกกับคำพูดเดิมๆ ที่ได้ยินบ่อยจนเอียน  “ก็แค่พวกนักเลงธรรมดา  คิดว่าจะทำอะไรพวกฉันได้เหรอ”

 

 

“อย่าทำให้ถึงตาย  นั้นคือ กฎ” เอลวินพูดดักทางรีไวล์ที่กำลังล้วงบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อ “ฉันมีเรื่องต้องสอบถามคนเหล่านี้”

 

 

“เรื่องมากจริง” รีไวล์สบถออกมาเบาๆ

 

 

“คิดว่าพวกข้าจะกลัวพวกแกหรือไง!”

 

 

                หนึ่งในอันตพาลเหล่านั้นใช้มีดพุ่งเข้าใส่รีไวล์ทันที   เพียงพริบตารีไวล์เบี่ยงหลบอาวุธดังกล่าวก่อนจะใช้มือเข้าล็อกอีกฝ่ายจนแขนหัก  พร้อมกันนั้นกลุ่มอันตพาลก็เข้าตะลุมบอนเล่นงานสองทหารหนุ่มทันที

 

 

                เอลวินเองก็รับมือคนเหล่านั้นอย่างง่ายดาย  การต่อสู้ไร้แบบแผนเน้นจำนวนคนมากกว่า  ดูท่าทางคงจะเป็นเพียงลิ่วล้อที่ถูกสั่งให้มาจัดการพวกเขา  ชายหนุ่มผมทองใช้ศอกกันอาวุธที่ฟาดเข้ามาพลางใช้มืออีกข้างคว้าอันตพาลที่เสียท่าเป็นโล่ป้องกันตัวจากมีดที่พุ่งเข้ามา

 

 

                เลือดสีแดงสดพุ่งออกจากตัวอันพาลผู้โชคร้าย  เอลวินโยนร่างนั้นทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ  ดวงตาสีฟ้าคมพิจารณากลุ่มคนเหล่านั้นและสังเกตเห็นชายหนุ่มผมเงินคนหนึ่งที่แอบลอบสังเกตข้างนอก

 

 

“ตัวการอยู่นั้นสินะ...” เอลวินหักกระดูกแขนของเด็กหนุ่มคนหนึ่งจนกรีดร้องออกมา

 

 

                ชายหนุ่มผมทองเดินอย่างหนักแน่น  ไม่สนใจอันตพาลคนอื่นนอกจากเป้าหมายตรงหน้า  เขาเห็นชายคนนั้นถือปืนอยู่  และกำลังเล็งตรงมาทางนี้

 

 

                พลันเอลวินตัดสินวิ่งทันทีก่อนชายหนุ่มคนนั้นจะลั่นไกยิงปืนออกมา  เสียงปืนดังลั่นขึ้นพร้อมกับชายหนุ่มผมเงินคนนั้นวิ่งหนีไป

 

 

                เลือดสีแดงไหลซึมออกมาจากแขนซ้ายของเอลวิน รีไวล์ที่ยินเสียงปืนจึงหันไปมองพบว่าเอลวินกำลังกุมแขนซ้ายที่มีเลือดไหลซิบออกมา  ช่วงจังหวะนั้นรีไวล์ชะงักการต่อสู้จนเกือบอีกฝ่ายทำร้าย  โชคดีที่สัญชาตญาณในกายบอกให้เขาสนใจคู่ต่อสู้ตรงหน้าและป้องกันได้ทัน

 

 

“เหลืออีกสามคน”

 

 

                รีไวล์พูดขึ้น  แต่อันตพาลที่เหลือเลิกสนใจชายหนุ่มร่างเล็กก่อนจะพุ่งไปยังเอลวินที่บาดเจ็บ   แต่ในชั่วพริบตาเอลวินใช้โอกาสที่ทั้งสามคนพุ่งเข้ามานำผ้าคลุมของตัวเองสะบัดใส่อีกฝ่ายจนเสียจังหวะ  พลางวาดขาเตะอันตพาลเหล่านั้นจนล้มกองกับพื้น

 

 

“พวกแก!!”

 

 

                หนึ่งในนั้นตะโกนอย่างเจ็บแค้น  “พวกแก..ลูกพี่จะต้องมา อึ่ก”

 

 

“เมื่อกี้นายพูดว่าอะไร  ฉันได้ยินไม่ค่อยถนัด”

 

 

                เอลวินกระชากผมของอันตพาลคนนั้นให้เงยหน้าขึ้นมา  ในมือถือกระบอกปืนที่เก็บซ่อนไว้แต่ไม่ได้นำออกมาใช้ตอนต่อสู้

 

 

                กริ๊ก..

 

 

                เสียงขึ้นนกไกปืนดังขึ้น   เอลวินหยิบปืนสั้นของตัวเองจ่อไปที่หัวอันตพาลคนหนึ่งที่น่าจะรู้เรื่องนี้

 

 

“ตอบมาใครเป็นคนใช้พวกแก”  เอลวินถามเสียงเย็น  “ใครตอบมา...แค่ฉันขยับนิ้วคงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”

 

 

                รีไวล์จ้องไปยังเอลวินที่เริ่มทำตัวไม่สมเป็นทหาร   นิสัยที่แท้จริงของคนๆ นี้ไม่ต่างอะไรกับนักเลงข้างถนน   ต่อให้ใช้วิธีสกปรกแค่ไหนก็ยอมเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

 

 

“ไม่มี! ไม่มีใครทั้งนั้น!”

 

 

“อืม...แค่นี้คงไม่พอสินะ”

 

 

                ชายหนุ่มผมทองใช้สันปืนฟาดเข้าที่หน้าอันตพาลคนนั้นจนเลือดกลบปาก   พลางแนบปากกระบอกปืนบนขมับชายผู้โชคร้ายคนนั้น

 

 

“หนึ่ง  สอง ...ถ้าฉันนับถึงสาม  คงรู้สินะว่าจะเกิดอะไร?  ตอบมา! ใครเป็นจ้างพวกนาย”

 

 

“พวกกองทหารสารวัตรจ้างพวกเรามา!”

 

 

“ชื่อล่ะ”

 

 

“ไม่รู้!  เจ้าพวกนั้นสั่งให้พวกเราฆ่าแกเท่านั้น”

           

 

     รีไวล์ส่งเสียงในลำคอเบาๆ  พลางลอบสังเกตหน้าของเอลวินที่ไม่มีอาการแปลกใจเท่าไหร่   เหตุการณ์ในตอนนี้ช่างซ้อนทับบางอย่างในอดีตจนรีไวล์อดยิ้มเยาะตัวเองไม่ได้...

 

 

“อย่างนั้นเหรอ  ขอบคุณสำหรับข้อมูล”

 

 

                เอลวินใช้ด้ามปืนทุบไปที่หลังคอชายคนนั้นจนสลบไป   ก่อนจะหันไปหารีไวล์ที่กำลังกระทืบอันตพาลที่พึ่งฟื้นให้หลับต่อ   “พวกเราออกไปจากที่นี้ก่อน   เสียงปืนคงทำให้พวกชาวบ้านมาแห่มาที่นี่”

 

 

                ชายหนุ่มทั้งสองคนเดินหลบเลี่ยงไปยังตรอกที่อยู่ข้างหน้า   ผ่านกลุ่มชาวบ้านที่วิ่งสวนมาเพราะได้ยินเสียงปืน   โดยไม่มีใครรับรู้ว่าสองคนนี้คือต้นเหตุของความวุ่นวายที่เกิดขึ้น

 

 

                สำหรับเอลวินแล้วเหตุการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งปกติที่เขาเจอในเมืองหลวงอยู่เป็นประจำ  แต่ไม่นึกว่าจะมาเจอในเมืองชายขอบกำแพงเช่นนี้

 

 

“ดูท่าทางการตัดสินครั้งนี้จะไม่มีใครชนะ” เอลวินเอ่ยขึ้นเมื่อทั้งคู่ห่างจากที่เกิดเหตุแล้ว “เจ็ดคนเท่ากัน  แอบเสียดายอยู่เหมือนกัน”

 

 

“เสมอแบบนี้  ไม่น่าแข่งกับแกเลย”  รีไวล์มองค้อน  “ถ้าไอ้สามตัวนั้นไม่พุ่งไปหาแก  ฉันคงจะชนะไปแล้ว”

 

 

                เอลวินได้แต่ยิ้มบาง  เห็นแววตารั้นของอีกฝ่ายที่เหมือนเด็กเอาแต่ใจจึงอดพูดไม่ได้ “แปลว่านายอยากกินข้าวเย็นกับฉันใช่มั้ยรีไวล์  เพิ่งรู้นะว่านายชอบฉันถึงขนาดนี้”

 

 

“....ถ้าสมองแกมีปัญหา  ใช้ฉันเชือดทิ้งเลยเอามั้ย” รีไวล์เอ่ยเสียงเย็น  “ตัวการก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร  ยังทำเป็นใจเย็นอยู่ได้”

 

 

“ไม่หรอกรีไวล์  แค่นี้ก็รู้แล้วว่าใครเป็นคนทำ“...ศัตรูของฉันมีเพียงไม่กี่คน  แถมเป็นศัตรูคนสำคัญด้วย”

 

 

                ชายหนุ่มผมทองสัมผัสแขนซ้ายของตัวเองที่ถูกกระสุนเฉียดจนเป็นแผลแต่ไม่ถึงขั้นร้ายแรง   เอลวินมองรีไวล์ด้วยแววตาเป็นห่วง “นายเองก็ต้องระวังตัวให้ดีเหมือนกัน”

 

 

“ใครอยากจะฆ่าฉัน ...”

 

 

“คนรอบข้างของฉันมักตกอยู่ในอันตรายเสมอ” เอลวินว่าพลางกดเส้นเลือดของตัวเองไม่ให้เลือดไหลออกมากกว่านี้ “ตลอดเวลาที่นายอยู่กับฉัน  ก็เกิดเหตุการณ์นี้ตลอดไม่ใช่เหรอรีไวล์”

 

 

                ชายหนุ่มผมทองพูดอย่างจริงจัง   ไม่ใช่เพียงครั้งนี้แต่วันต่อๆ ไป  เหตุการณ์คงร้ายแรงมากขึ้นกว่านี้ไม่จบเพียงแค่สั่งคนมาฆ่าตนเอง  แต่คนรอบข้างต้องมาบาดเจ็บด้วย

 

 

...โดยเฉพาะชายหนุ่มร่างเล็กที่อยู่เคียงข้างเขาตอนนี้..

...มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่สร้างบาดแผลให้อีกฝ่ายได้...

 

 

“ฉันคงไม่โง่ให้ใครมาฆ่าหรอก... “        รีไวล์เอ่ยขึ้น  “จนกว่าวันที่ฉันจะฆ่าแกสำเร็จ  ฉันไม่ยอมตายก่อนแกหรอก”

 

 

                ในวันที่เขาได้ฆ่าเอลวิน  สมิธจะเป็นวันที่เขาได้นอนหลับสนิท  ฝันร้ายที่ตามมาหลอกหลอนจะได้จบสิ้นลงซักที  ขอแค่ได้ฆ่าชายตรงหน้าตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตต่อไปเพื่ออะไร

 

 

“คำพูดนี้ฉันจะจดจำไว้แล้วกัน”  เอลวินกล่าวพลางมองพระอาทิตย์ที่เริ่มคล้อยต่ำลงมา  ฝูงนกต่างโผบินเพื่อกลับสู่รังของมัน   

 

 

...ฉันเองก็จะรอจนกว่าคำสัญญาจะสิ้นสุดเหมือนกันรีไวล์...

 

 

                ชายหนุ่มผมทองเอ่ยขึ้น เมื่อสังเกตมุมของพระอาทิตย์พวกเขาคงมีต้องรีบธุระให้เร็วกว่านี้ “รีบไปหาหมอเยเกอร์เถอะ  ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน”

 

...........................................................................................................................................................

 

 

“มิคาสะ  มิคาสะ...ตื่นได้แล้ว  ทำไมนอนตรงนี้?”

 

 

                เด็กชายผมสีน้ำตาลเข้มโบกมือหน้าเด็กหญิงตรงหน้าที่ดวงตาเหม่อลอย  ดวงเนตรสีดำสวยเงยหน้ามองเอเลนที่ยืนอยู่ตรงหน้า    สายลมเย็นของฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านจนเด็กสาวรู้สึกหนาวสั่น 

 

 

“เอเลนอย่างนั้นเหรอ?” มิคาสะถามขึ้น  น้ำเสียงยังงัวเงียอยู่

 

 

“ใช่  ทำไมเธอมานอนตรงหน้าบ้านล่ะ  ในบ้านอุ่นกว่าตั้งเยอะ”

 

 

“ไม่รู้สิ  แค่ฉันรู้สึกว่าต้องมานอนหน้าบ้านไม่ให้ใครเข้าบ้านหลังนี้เด็ดขาด...” มิคาสะพูดอย่างจริงจัง  เพราะสัญชาตญาณบอกเธอว่าจะมีบางสิ่งมาพรากเอเลนไปจากตัวเธอ

 

 

                พลันเด็กสาวก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที  คิ้วเรียวขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นทหารหนุ่มสองคนกำลังเดินเข้ามา

 

 

“เจ้าเตี้ยนั่น...” ใช่แล้วสิ่งที่รบกวนใจของเธอมาตลอด  ชายผมดำที่จะมาพรากตัวเอเลนของเธอไป

 

 

“พวกเธอสองคน  บ้านหลังนี้ของคุณหมอเยเกอร์ใช่มั้ย” เสียงทุ้มเป็นมิตรจากชายหนุ่มผมทองทำให้เอเลนหันไปมอง   ก่อนที่ดวงเนตรสีมรกตจะเบิกกว้างเพราะความตื่นเต้น

 

 

“ทหารทีมสำรวจนี่นา!”

 

 

“...” มิคาสะไม่พูดอะไรแต่เกาะแขนเอเลนแน่น จนเด็กชายโวยวาย

 

 

“มิคาสะเป็นอะไรของเธอน่ะ  จู่ๆ ก็มาจับแขนฉัน”

 

 

“คุณน้าเคยบอกว่า  ห้ามคุยกับคนแปลกหน้าเข้าไปในบ้านเถอะเอเลน”

 

 

                เด็กหญิงผมดำลากเด็กชายเข้าบ้านทันที  และไม่วายส่งสายตาโกรธให้กับชายหนุ่มผมดำที่อยู่ข้างหลังผู้ชายตัวสูง  จนเอลวินเอ่ยขึ้น

 

 

“นายรู้จักเด็กคนนี้เหรอ?”

 

 

“เปล่าไม่รู้จัก” รีไวล์พูดขึ้นพลางขมวดคิ้ว  เด็กผู้หญิงคนนี้ทำไมจ้องเขาแปลกๆ  “เจ้าหนู พวกแกอยู่บ้านหลังนี้ใช่มั้ย  ไปตามหมอเยเกอร์”

 

 

ปัง!

 

 

                ประตูไม้หน้าบ้านแทบจะถูกเหวี่ยงปิดทันทีหลังจากรีไวล์พูดจบ  พร้อมกับเสียงล็อกกลอนประตู   เมื่อหันไปมองหน้าต่างก็เห็นว่าเด็กหญิงคนนั้นรูดผ้าม่านปิดมิดชิดราวกับกลัวใครเข้าไปในบ้าน 

 

 

                เอลวินและรีไวล์ได้ยินเสียงความวุ่นวายภายในบ้านดังลอดประตูออกมา  พร้อมกับเสียงร้องลั่นของเด็กชาย

 

 

“มิคาสะเธอหยิบมีดมาทำไม!”

 

 

“ตายแล้วมิคาสะ  เอามีดนั้นคืนป้ามานะ”

 

 

“มันอันตรายนะมิคาสะ...วางมีดลง” คุณหมอเยเกอร์ร้องขึ้น

 

 

 “หนูทำเพื่อปกป้องเอเลน   คุณลุงกับคุณป้าอย่าให้ใครเข้ามานะมีคนแปลกหน้าจะลักพาตัวเอเลนไปคะ” เสียงหวานใสตะโกนลั่น  พร้อมกับร้องขู่ออกมา “หนูไม่ไว้ใจเจ้าเตี้ยนั้น  อย่าให้เจ้าเตี้ยเข้ามานะ!”

 

 

                เอลวินหันไปมองรีไวล์ที่ตอนนี้ขมวดคิ้วเครียด  เพิ่งเห็นรีไวล์มีสีหน้ามึนงงและอึ้งขนาดนี้ 

 

 

“ดูท่าทางเด็กคนนั้นจะเกลียดนายนะรีไวล์” เอลวินสันนิษฐานออกมา

 

 

“ฉันเห็นแล้ว”

 

 

“วันหลังนายต้องหัดยิ้มมากนี้หน่อยนะรีไวล์” เอลวินเอ่ยล้อเลียน “เด็กๆ เลยกลัวนาย”

 

 

“ยัยเด็กนั้นพูดคำว่าเตี้ยกี่ครั้ง...” รีไวล์สงบสติอารมณ์ของตัวเองไว้  ท่องในใจว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กอยู่ “แล้วที่นี้จะทำอย่างไงต่อ  ถูกยัยเด็กนั้นไล่ไม่ให้เข้าบ้าน”

 

 

“นั้นสินะ...” เอลวินยิ้มกว้าง “แต่สำหรับฉันคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง  เพราะเด็กคนนั้นไม่ชอบนายคนเดียว  คงให้ฉันเข้าบ้านได้”

 

 

                รีไวล์ถลึงตาใส่อีกฝ่ายที่เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสนุก  ที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าที่เด็กนั้นคิดว่าเขาเป็นโจรลักพาตัว!

 

 

“รีไวล์นายรออยู่หน้าบ้านแล้วกัน  ฉันจะสอบถามหมอเยเกอร์เอง”

 

 

“รับทราบ” รีไวล์ตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินไปยังบ้านหลังหนึ่งที่ไม่ห่างจากบ้านหมอเยเกอร์  

 

 

                เมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงของรีไวล์ก็ทำให้เอลวินหลุดขำออกมา  ท่าทางรีไวล์คงเจอคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกันแล้ว  แถมอีกฝ่ายก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อีก

 

 

...................................................................................................................TBC


 

 

 Talk!

 

สำหรับตอนนี้ตัวละครสำคัญที่แอบใบ้เมื่อตอนที่แล้วปรากฎตัวขึ้นแล้วค่ะ  ไม่ใช่ท่านผบ.คีธ ประการใด แต่เป็นหนูน้อยเอเลนกับมิคาสะค่ะ (อยากเขียนทั้งคู่มาก  วัยโชตะน่าฟัดดีจัง  แฮร่)

 

 

เนื้อเรื่องยังคงดำเนินเรื่อยๆ ต่อไป  มีการสืบสวนมาเกี่ยวข้องด้วย (สาบานได้ว่าไม่ได้ติดมาจากเชอร์ล็อคนะ!)  

 

ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่แวะเวียนมาบล็อกนี้นะคะ  ไว้เอนทรีย์หน้าพบกันใหม่ค่ะ

 

 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

มิคาสะใจร้ายจังเลยค่ะ ถถถถถ

#7 By Chutinun A. on 2014-02-03 16:29

ตอนที่6มาเเล้วววว ขอบคุณมากๆๆๆนะคะ สงสารรีไวล์จังเลย มาถึงก็โดนมิคาสะเกลียดเลย เเถมโดนเรียกว่าเตี้ยอีก อยากจะบอกว่ารีไวล์ไม่ได้เตี้ยสักหน่อย แค่เป็นผช.ร่างเล็กตะหาก 555555
มาต่อไวๆน้าาา สู้ๆๆๆๆ

#6 By Akiko (223.204.247.10|223.204.247.10) on 2014-01-27 20:17

@praewasri  สองคนนี้ชอบแข่งกันค่ะ 555 มีตัวละครเพิ่มขึ้นมาสร้างสีสันให้กับเรื่อง ยังแอบคิดเลยว่าฟิคดราม่ามันเริ่มตลกแล้ว ฮา
ขอบคุณสำหรับการติดตามค่า 

#5 By Kukuri~~~ on 2014-01-27 10:59

เอิ่ม...แข่งกันล้มคนเนี่ย=[]=สมเป็นเนื้อคู่แห่งทีมสำรวจจริงๆค่ะ!
ตื่นเต้ลลลลล พ่อเอเลนมีบทกะเค้าด้วย (ปกติไม่เคยเห็น) มิคาสะตลกอ่ะ555 ไม่ยอมให้รีไวเข้าบ้านซะงั้น
รออ่านต่อค่าาาา เดาว่าในอนาคตต้องมีเรื่องดราม่าเกิดขึ้น(รึเปล่า?) ติดตามๆ~!

#2 By PamaiPraewa on 2014-01-26 18:51

เอิ่ม...แข่งกันล้มคนเนี่ย=[]=สมเป็นเนื้อคู่แห่งทีมสำรวจจริงๆค่ะ!
ตื่นเต้ลลลลล พ่อเอเลนมีบทกะเค้าด้วย (ปกติไม่เคยเห็น) มิคาสะตลกอ่ะ555 ไม่ยอมให้รีไวเข้าบ้านซะงั้น
รออ่านต่อค่าาาา เดาว่าในอนาคตต้องมีเรื่องดราม่าเกิดขึ้น(รึเปล่า?) ติดตามๆ~!

#1 By PamaiPraewa on 2014-01-26 18:50