[Titan Fic] +++Gamble [Erwin x Levi] Part 7

posted on 01 Feb 2014 22:05 by little-fin in Attack-on-Titan, Fanfiction

สวัสดีค่าทุกคน

 

 

 

กลายเป็นบล็อกอัพฟิคไปแล้วตอนนี้ ฮา  รู้สึกว่าเอนทรีย์ที่เคยเวิ่นๆ เมื่อก่อนจะหายไปหมดเลย   = =''

ตั้งแต่เอ็กซ์ทีนเปลี่ยนเซฟเวอร์ใหม่รู้สึกว่าเข้าบล็อกได้เร็วขึ้น  (ขอบคุณทีมงานทุกคนนะคะ)

 

 

 

 

 

คำเตือน บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง) ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้ ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^

 

 

 

 

Title : Gamble [Erwin x Levi]

Author : Kukurio

Pairing : เอลวิน x รีไวล์ [Erwin x Levi]

Rate: PG

 

 

 

Part 7

 

 

 

เขตชิกันน่า

 

 

เมืองหน้าด่านสำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้สุดของวอลมาเรีย  เนื่องจากเป็นเมืองหน้าด่านเพื่อไว้หลอกล่อความสนใจไททันจึงทำให้เมืองหน้าด่านเหล่านี้นี้มีสิทธิพิเศษทางด้านเศรษฐกิจหลายอย่าง เพื่อดึงดูดให้ชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัย

 

                รีไวล์มองบ้านเรือนน้อยใหญ่ที่ปลูกแทรกติดกัน บ้างบ้านเริ่มจุดเตาผิงเพื่อให้ความอบอุ่นแก่คนภายในบ้าน  ควันสีเทาล่อยเอื่อยเฉื่อยสู่ท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีแดงเข้ม พระอาทิตย์กลมโตค่อยๆ ดับแสงลงจนความมืดแผ่กระจายไปทั่ว  พร้อมกับอากาศเย็นที่แทรกถึงอณูผิวกายจนหนาวสั่น 

 

 

                ดวงตาสีเทาเข้มของชายหนุ่มร่างเล็กมองบริเวณโดยรอบ  คนจุดโคมไฟเริ่มจ่อตะเกียงตามท้องถนนเช่นเดียวบ้านหลังเล็กที่อยู่ตรงหน้าที่เริ่มจุดตะเกียงให้ความสว่าง   เงาวูบไหวจากหน้าต่างห้องรับแขกฉายเห็นชายหนุ่มร่างสูงนั่งคุยกับชายเจ้าของบ้านด้วยท่าทางเคร่งเครียด    การสอบสวนเรื่องโรคระบาดกินระยะเวลานานจนรีไวล์เริ่มรู้สึกเบื่อ

 

 

...เจ้าเอลวินคุยอะไรกันกับหมอเยเกอร์...

 

 

                คำถามดังกล่าวนึกขึ้นมาในใจ   ถึงจะสอบสวนเรื่องโรคระบาดก็ไม่เห็นจะเกิดประโยชน์อะไร สิ่งที่สูญเสียไปก็ไม่ได้กลับคืนมา...  รีไวล์เอามือกอดอกพลางพิงบ้านที่อยู่แถวๆ นั้น   กระชับเสื้อคลุมของตัวเองให้มิดชิดกว่าเดิม  ทั้งๆ ยังไม่ถึงฤดูใบไม้ร่วงแต่อากาศก็ยังหนาวเหน็บจนมือรู้สึกชาไปหมด 

 

 

                เมื่อเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน  ดวงดาวนับล้านเปล่งประกายแสงระยิบระยับ  ทิวทัศน์ดังกล่าวทำให้รีไวล์นึกถึงอดีตที่ไม่น่าจนจำนัก  พลันหางตาก็เหลือบไปเห็นเด็กชายผมทองที่ยืนหลบมุมตรงมุมอาคาร  มือเล็กคู่นั้นกอดห่อผ้าสีขาว   ดูจากแววตาไม่มั่นใจที่สลับมองตัวเขาและบ้านหมอเยเกอร์  ..เจ้าเด็กนี่คงมาหาหมอเยเกอร์...

 

 

“เฮ้ย เจ้าเด็กหัวเห็ดที่อยู่ตรงนั้น...” รีไวล์ส่งเสียงเรียก “ถ้ามีธุระกับคนในบ้านหลังนี้ก็ออกมา...”

 

 

“!!?”

 

 

                เด็กชายผมทองทำสีหน้าตื่นตะหนกทันที   มือที่กอดห่อผ้าสีขาวนั้นยิ่งกอดแน่นกว่าเดิม  ทำสีหน้าลังเลว่าจะออกจากที่ซ่อนนี้ดีหรือไม่

 

 

“คุณเป็นทหารทีมสำรวจ...” เด็กชายผมทองรวบรวมความกล้าถาม “เป็นทหารทีมสำรวจจริงๆ ใช่มั้ยครับ?”

 

 

“ใช่” รีไวล์เลิกคิ้ว “ถ้ายังคุยอยู่ตรงนั้น  จะให้ลากออกมามั้ย?”

 

 

“ผะ ผม...” เด็กชายผมทองเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก “คะ คือผม”

 

 

                พลันเสียงเปิดประตูบ้านก็ดังขึ้น  เสียงโต้เถียงของเด็กชายและเด็กหญิงดังขึ้น  ก่อนที่เด็กชายผมสีน้ำตาลเข้มจะหยิบเสื้อกันหนาวมาใส่

 

 

“เดี๋ยวฉันจะไปดูอาร์มินหน่อย  ทำไมป่านนี้ยังไม่มาอีก” เอเลนสะบัดมือออกจากเด็กหญิงผมดำที่แสดงสีหน้าเป็นห่วง “สงสัยมีเรื่องกับเจ้าพวกนั้นอีกแน่ๆ เลย”

 

 

“มันเย็นแล้วนะเอเลน  คุณป้าก็เคยบอกแล้วว่าห้ามออกไปไหนตอนกลางคืน” มิคาสะเอ่ย  ใบหน้าหวานน่ารักเม้มปากแน่น  เปลี่ยนมาจับเสื้อหนาวเอเลนแทน “อาร์มินอาจจะเปลี่ยนใจไม่มาที่บ้านแล้ว”

 

 

“อาร์มินไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย  อีกอย่างตอนนี้ปู่ชองอาร์มินก็ไม่อยู่บ้านเดียวเขาไม่กล้านอนคนเดียวหรอก” เอเลนเอ่ยอย่างมั่นใจ  “อย่ามาห้ามฉันนะมิคาสะ!”

 

 

“เอเลน...” มิคาสะยิ่งเม้มปากแน่นเข้าไปอีก “ถ้านายไปตามหาอาร์มินฉันก็จะไปหาด้วย”

 

 

“หา...เธอจะไปทำไม  อยู่บ้านน่ะดีแล้วเดี๋ยวแม่ก็มาดุฉันอีกหรอกที่พาเธอออกไปไหนตอนกลางคืน”

 

 

“เอเลนไปคนเดียวมันอันตราย  ฉันจะได้ปกป้องเอเลนระหว่างตามหาอาร์มิน”

 

 

“...ฉันไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่ต้องให้เธอมาปกป้องหรอกนะมิคาสะ!” เอเลนร้องโวยวาย พยายามแกะมือของมิคาสะออก “กลับเข้าบ้านไปได้แล้ว!   “

 

 

“ไม่”

 

 

                มิคาสะยังดื้อรั้นต่อไป  ไม่ยอมให้เอเลนออกไปตามหาอาร์มิน  ความเอาแต่ใจเด็กๆ แต่เด็กหญิงก็รู้ดีว่าสิ่งที่ทำลงไปก็เพื่อตัวเอเลนเอง  สิ่งสำคัญในชีวิตที่ไม่อาจหาใครแทนได้

 

 

                มือเล็กกระชับผ้าพันคอสีแดงแน่น  อากาศหนาวแบบนี้ถ้าเอเลนออกไปคงไม่สบาย  อาจจะติดโรคระบาด  และนอนป่วยอยู่ที่บ้านไม่มีความสุข “จะออกไปข้างนอกต้องใส่เสื้อผ้าหนาๆ  ด้วย”

 

 

“เธอไม่ใช่แม่ฉันนะมิคาสะ...”

 

 

“อะ เอ่อ....ทั้งสองคนไม่ต้องทะเลาะกันหรอก” เด็กชายผมทองเอ่ยขึ้นและเดินออกมาจากซอกอาคาร “ผมมาถึงแล้ว...”

 

 

“อาร์มิน!”

 

 

                รีไวล์มองเด็กชายหญิงทั้งสามที่กำลังคุยกัน  ที่แท้ก็เจ้าเด็กหัวเห็ดเป็นเพื่อนลูกชายหมอเยเกอร์  ก่อนที่คิ้วเรียวจะขมวดแน่นเมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาไม่พอใจของเด็กหญิงผมดำอีกครั้ง  แต่คราวนี้ไม่มีเสียงร้องโวยวายเหมือนตอนเจอกันครั้งแรก

 

 

“...”

 

 

...ยัยเด็กนี้จะไม่ชอบอะไรเขานักหนากัน...รีไวล์คิดในใจ

 

 

                อาร์มินหันไปหาเพื่อนทั้งสองคน  ก่อนจะป้องปากกระซิบถาม  ดวงตาสีฟ้ากลมโตประกายสงสัย

 

 

“ทหารคนนั้นมายืนหน้าบ้านนายทำไมเอเลน?” อาร์มินถามเสียงแผ่ว  ที่เด็กชายยืนแอบหลบตรงซอกกำแพงเพราะไม่กล้าออกไปเผชิญหน้าทหารผมดำคนนั้น

 

 

“พวกเขามาคุยธุระกับพ่อน่ะ” เอเลนตอบข้อสงสัย  ก่อนจะเลื่อนสายตาไปเจอกับหอบผ้าสีขาวในมือเพื่อนตัวเล็ก “นายเอาอะไรมาด้วยน่ะ?”

 

 

“อ้อ นี่เหรอ...” อาร์มินแย้มรอยยิ้มกว้างก่อนจะบรรจงแกะห่อผ้าอย่างระวัง  ภายในห่อผ้ามีฟูกผ้านวมผืนหนึ่ง....กับหนังสือปกแข็งหนา  เด็กชายผมบลอนด์ทองอวดหนังสือของให้เพื่อนทั้งสองดู “คุณปู่ให้หนังสือเล่มนี้กับฉันมา  พวกนายสองคนต้องชอบแน่ๆ เลย!”

 

 

                เด็กชายผมบลอนด์ทองเอ่ยอย่างตื่นเต้น  ผิดกับสีหน้าเพื่อนทั้งสองที่ไม่สนใจหนังสืออาร์มินซักนิด  แต่ทำหน้าปุเลี่ยนเมื่อเห็นผ้านวมลายลูกเจี๊ยบของอาร์มิน...ยังไม่ทิ้งอีกเหรอ ฟูกเน่าผืนนั้น!

 

 

“อาร์มินนายยังใช้ฟูกผืนนี้อีกเหรอ...” เอเลนถาม  สีหน้าหวาดๆ กับฟูกผ้านวมลายหน้าแมวสีเหลืองอ๋อย  ใช้มากี่ปีแล้วล่ะนั่น

 

 

                มิคาสะพยักหน้าเห็นด้วย ตั้งแต่จำความได้เด็กหญิงก็เห็นอาร์มินใช้ฟูกผืนนี้มาตลอด  จนลายแมวแปลงสภาพเป็นจุดเหลืองๆ...?

 

 

“ทั้งสองคนพูดอะไรแบบนั้นนะ พวกนายไม่รู้หรอกฟูกผืนนี้มันอุ่นขนาดไหน  ต่อให้ลมเหนือพัดมามันก็อุ่นนะ!” อาร์มินรีบหาข้อแก้ตัว  ใบหน้าขึ้นสีชมพูจางๆ เพราะเขิน “มันอุ่นจริงๆ นะ”

 

 

                ไม่ว่าเปล่าเด็กชายก็คลี่ฟูกออกและดึงเพื่อนทั้งสองให้เข้ามาอยู่ในฟูกด้วยกัน  ทั้งเอเลนและมิคาสะจ้องหน้าเพื่อนตัวเล็กที่ยังเขินหน้าแดงก่อนจะถอนหายใจและขยับเบียดเข้ามา

 

 

“มันก็อุ่นล่ะนะ” เอเลนพูดพลางเสมองไปทางอื่น  ยอมรับว่าฟูกผืนนี้มันอุ่นจริงๆ อย่างที่อ