[Titan Fic] +++Gamble [Erwin x Levi] Part 7

posted on 01 Feb 2014 22:05 by little-fin in Attack-on-Titan, Fanfiction

สวัสดีค่าทุกคน

 

 

 

กลายเป็นบล็อกอัพฟิคไปแล้วตอนนี้ ฮา  รู้สึกว่าเอนทรีย์ที่เคยเวิ่นๆ เมื่อก่อนจะหายไปหมดเลย   = =''

ตั้งแต่เอ็กซ์ทีนเปลี่ยนเซฟเวอร์ใหม่รู้สึกว่าเข้าบล็อกได้เร็วขึ้น  (ขอบคุณทีมงานทุกคนนะคะ)

 

 

 

 

 

คำเตือน บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง) ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้ ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^

 

 

 

 

Title : Gamble [Erwin x Levi]

Author : Kukurio

Pairing : เอลวิน x รีไวล์ [Erwin x Levi]

Rate: PG

 

 

 

Part 7

 

 

 

เขตชิกันน่า

 

 

เมืองหน้าด่านสำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้สุดของวอลมาเรีย  เนื่องจากเป็นเมืองหน้าด่านเพื่อไว้หลอกล่อความสนใจไททันจึงทำให้เมืองหน้าด่านเหล่านี้นี้มีสิทธิพิเศษทางด้านเศรษฐกิจหลายอย่าง เพื่อดึงดูดให้ชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัย

 

                รีไวล์มองบ้านเรือนน้อยใหญ่ที่ปลูกแทรกติดกัน บ้างบ้านเริ่มจุดเตาผิงเพื่อให้ความอบอุ่นแก่คนภายในบ้าน  ควันสีเทาล่อยเอื่อยเฉื่อยสู่ท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีแดงเข้ม พระอาทิตย์กลมโตค่อยๆ ดับแสงลงจนความมืดแผ่กระจายไปทั่ว  พร้อมกับอากาศเย็นที่แทรกถึงอณูผิวกายจนหนาวสั่น 

 

 

                ดวงตาสีเทาเข้มของชายหนุ่มร่างเล็กมองบริเวณโดยรอบ  คนจุดโคมไฟเริ่มจ่อตะเกียงตามท้องถนนเช่นเดียวบ้านหลังเล็กที่อยู่ตรงหน้าที่เริ่มจุดตะเกียงให้ความสว่าง   เงาวูบไหวจากหน้าต่างห้องรับแขกฉายเห็นชายหนุ่มร่างสูงนั่งคุยกับชายเจ้าของบ้านด้วยท่าทางเคร่งเครียด    การสอบสวนเรื่องโรคระบาดกินระยะเวลานานจนรีไวล์เริ่มรู้สึกเบื่อ

 

 

...เจ้าเอลวินคุยอะไรกันกับหมอเยเกอร์...

 

 

                คำถามดังกล่าวนึกขึ้นมาในใจ   ถึงจะสอบสวนเรื่องโรคระบาดก็ไม่เห็นจะเกิดประโยชน์อะไร สิ่งที่สูญเสียไปก็ไม่ได้กลับคืนมา...  รีไวล์เอามือกอดอกพลางพิงบ้านที่อยู่แถวๆ นั้น   กระชับเสื้อคลุมของตัวเองให้มิดชิดกว่าเดิม  ทั้งๆ ยังไม่ถึงฤดูใบไม้ร่วงแต่อากาศก็ยังหนาวเหน็บจนมือรู้สึกชาไปหมด 

 

 

                เมื่อเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน  ดวงดาวนับล้านเปล่งประกายแสงระยิบระยับ  ทิวทัศน์ดังกล่าวทำให้รีไวล์นึกถึงอดีตที่ไม่น่าจนจำนัก  พลันหางตาก็เหลือบไปเห็นเด็กชายผมทองที่ยืนหลบมุมตรงมุมอาคาร  มือเล็กคู่นั้นกอดห่อผ้าสีขาว   ดูจากแววตาไม่มั่นใจที่สลับมองตัวเขาและบ้านหมอเยเกอร์  ..เจ้าเด็กนี่คงมาหาหมอเยเกอร์...

 

 

“เฮ้ย เจ้าเด็กหัวเห็ดที่อยู่ตรงนั้น...” รีไวล์ส่งเสียงเรียก “ถ้ามีธุระกับคนในบ้านหลังนี้ก็ออกมา...”

 

 

“!!?”

 

 

                เด็กชายผมทองทำสีหน้าตื่นตะหนกทันที   มือที่กอดห่อผ้าสีขาวนั้นยิ่งกอดแน่นกว่าเดิม  ทำสีหน้าลังเลว่าจะออกจากที่ซ่อนนี้ดีหรือไม่

 

 

“คุณเป็นทหารทีมสำรวจ...” เด็กชายผมทองรวบรวมความกล้าถาม “เป็นทหารทีมสำรวจจริงๆ ใช่มั้ยครับ?”

 

 

“ใช่” รีไวล์เลิกคิ้ว “ถ้ายังคุยอยู่ตรงนั้น  จะให้ลากออกมามั้ย?”

 

 

“ผะ ผม...” เด็กชายผมทองเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก “คะ คือผม”

 

 

                พลันเสียงเปิดประตูบ้านก็ดังขึ้น  เสียงโต้เถียงของเด็กชายและเด็กหญิงดังขึ้น  ก่อนที่เด็กชายผมสีน้ำตาลเข้มจะหยิบเสื้อกันหนาวมาใส่

 

 

“เดี๋ยวฉันจะไปดูอาร์มินหน่อย  ทำไมป่านนี้ยังไม่มาอีก” เอเลนสะบัดมือออกจากเด็กหญิงผมดำที่แสดงสีหน้าเป็นห่วง “สงสัยมีเรื่องกับเจ้าพวกนั้นอีกแน่ๆ เลย”

 

 

“มันเย็นแล้วนะเอเลน  คุณป้าก็เคยบอกแล้วว่าห้ามออกไปไหนตอนกลางคืน” มิคาสะเอ่ย  ใบหน้าหวานน่ารักเม้มปากแน่น  เปลี่ยนมาจับเสื้อหนาวเอเลนแทน “อาร์มินอาจจะเปลี่ยนใจไม่มาที่บ้านแล้ว”

 

 

“อาร์มินไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย  อีกอย่างตอนนี้ปู่ชองอาร์มินก็ไม่อยู่บ้านเดียวเขาไม่กล้านอนคนเดียวหรอก” เอเลนเอ่ยอย่างมั่นใจ  “อย่ามาห้ามฉันนะมิคาสะ!”

 

 

“เอเลน...” มิคาสะยิ่งเม้มปากแน่นเข้าไปอีก “ถ้านายไปตามหาอาร์มินฉันก็จะไปหาด้วย”

 

 

“หา...เธอจะไปทำไม  อยู่บ้านน่ะดีแล้วเดี๋ยวแม่ก็มาดุฉันอีกหรอกที่พาเธอออกไปไหนตอนกลางคืน”

 

 

“เอเลนไปคนเดียวมันอันตราย  ฉันจะได้ปกป้องเอเลนระหว่างตามหาอาร์มิน”

 

 

“...ฉันไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่ต้องให้เธอมาปกป้องหรอกนะมิคาสะ!” เอเลนร้องโวยวาย พยายามแกะมือของมิคาสะออก “กลับเข้าบ้านไปได้แล้ว!   “

 

 

“ไม่”

 

 

                มิคาสะยังดื้อรั้นต่อไป  ไม่ยอมให้เอเลนออกไปตามหาอาร์มิน  ความเอาแต่ใจเด็กๆ แต่เด็กหญิงก็รู้ดีว่าสิ่งที่ทำลงไปก็เพื่อตัวเอเลนเอง  สิ่งสำคัญในชีวิตที่ไม่อาจหาใครแทนได้

 

 

                มือเล็กกระชับผ้าพันคอสีแดงแน่น  อากาศหนาวแบบนี้ถ้าเอเลนออกไปคงไม่สบาย  อาจจะติดโรคระบาด  และนอนป่วยอยู่ที่บ้านไม่มีความสุข “จะออกไปข้างนอกต้องใส่เสื้อผ้าหนาๆ  ด้วย”

 

 

“เธอไม่ใช่แม่ฉันนะมิคาสะ...”

 

 

“อะ เอ่อ....ทั้งสองคนไม่ต้องทะเลาะกันหรอก” เด็กชายผมทองเอ่ยขึ้นและเดินออกมาจากซอกอาคาร “ผมมาถึงแล้ว...”

 

 

“อาร์มิน!”

 

 

                รีไวล์มองเด็กชายหญิงทั้งสามที่กำลังคุยกัน  ที่แท้ก็เจ้าเด็กหัวเห็ดเป็นเพื่อนลูกชายหมอเยเกอร์  ก่อนที่คิ้วเรียวจะขมวดแน่นเมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาไม่พอใจของเด็กหญิงผมดำอีกครั้ง  แต่คราวนี้ไม่มีเสียงร้องโวยวายเหมือนตอนเจอกันครั้งแรก

 

 

“...”

 

 

...ยัยเด็กนี้จะไม่ชอบอะไรเขานักหนากัน...รีไวล์คิดในใจ

 

 

                อาร์มินหันไปหาเพื่อนทั้งสองคน  ก่อนจะป้องปากกระซิบถาม  ดวงตาสีฟ้ากลมโตประกายสงสัย

 

 

“ทหารคนนั้นมายืนหน้าบ้านนายทำไมเอเลน?” อาร์มินถามเสียงแผ่ว  ที่เด็กชายยืนแอบหลบตรงซอกกำแพงเพราะไม่กล้าออกไปเผชิญหน้าทหารผมดำคนนั้น

 

 

“พวกเขามาคุยธุระกับพ่อน่ะ” เอเลนตอบข้อสงสัย  ก่อนจะเลื่อนสายตาไปเจอกับหอบผ้าสีขาวในมือเพื่อนตัวเล็ก “นายเอาอะไรมาด้วยน่ะ?”

 

 

“อ้อ นี่เหรอ...” อาร์มินแย้มรอยยิ้มกว้างก่อนจะบรรจงแกะห่อผ้าอย่างระวัง  ภายในห่อผ้ามีฟูกผ้านวมผืนหนึ่ง....กับหนังสือปกแข็งหนา  เด็กชายผมบลอนด์ทองอวดหนังสือของให้เพื่อนทั้งสองดู “คุณปู่ให้หนังสือเล่มนี้กับฉันมา  พวกนายสองคนต้องชอบแน่ๆ เลย!”

 

 

                เด็กชายผมบลอนด์ทองเอ่ยอย่างตื่นเต้น  ผิดกับสีหน้าเพื่อนทั้งสองที่ไม่สนใจหนังสืออาร์มินซักนิด  แต่ทำหน้าปุเลี่ยนเมื่อเห็นผ้านวมลายลูกเจี๊ยบของอาร์มิน...ยังไม่ทิ้งอีกเหรอ ฟูกเน่าผืนนั้น!

 

 

“อาร์มินนายยังใช้ฟูกผืนนี้อีกเหรอ...” เอเลนถาม  สีหน้าหวาดๆ กับฟูกผ้านวมลายหน้าแมวสีเหลืองอ๋อย  ใช้มากี่ปีแล้วล่ะนั่น

 

 

                มิคาสะพยักหน้าเห็นด้วย ตั้งแต่จำความได้เด็กหญิงก็เห็นอาร์มินใช้ฟูกผืนนี้มาตลอด  จนลายแมวแปลงสภาพเป็นจุดเหลืองๆ...?

 

 

“ทั้งสองคนพูดอะไรแบบนั้นนะ พวกนายไม่รู้หรอกฟูกผืนนี้มันอุ่นขนาดไหน  ต่อให้ลมเหนือพัดมามันก็อุ่นนะ!” อาร์มินรีบหาข้อแก้ตัว  ใบหน้าขึ้นสีชมพูจางๆ เพราะเขิน “มันอุ่นจริงๆ นะ”

 

 

                ไม่ว่าเปล่าเด็กชายก็คลี่ฟูกออกและดึงเพื่อนทั้งสองให้เข้ามาอยู่ในฟูกด้วยกัน  ทั้งเอเลนและมิคาสะจ้องหน้าเพื่อนตัวเล็กที่ยังเขินหน้าแดงก่อนจะถอนหายใจและขยับเบียดเข้ามา

 

 

“มันก็อุ่นล่ะนะ” เอเลนพูดพลางเสมองไปทางอื่น  ยอมรับว่าฟูกผืนนี้มันอุ่นจริงๆ อย่างที่อาร์มินว่า  ใบหน้านั้นเขินอายจนแดงกล่ำ

 

 

“อยู่แบบนี้ดีเหมือนกัน” มิคาสะหันหน้าหาเอเลนพลางยิ้มให้เพื่อนทั้งสอง “เอเลนเป็นอะไร  ทำไมหน้าแดงล่ะ?”

 

 

“ปะ เปล่าซักหน่อย!”

 

 

                รีไวล์ที่ลอบมองเด็กทั้งสามเผลอหลุดยิ้มออกมาก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว   พลางหวนนึกถึงอดีตเมื่อเห็นภาพความสนิทสนมของเด็กกลุ่มนี้   ตอนที่อยู่เมืองใต้ดินเขาก็มีเพื่อนพ้องแบบนี้เหมือนกันถึงแม้เจ้าพวกนั้นจะเรียกเขาว่าลูกพี่  แต่เขาก็ไม่ถือสาอะไรยอมให้เจ้าพวกนั้นเรียกและติดตามไปทุกหนทุกแห่ง  จนกลายเป็นว่ายามที่ไม่เห็นหน้าเจ้าพวกนั้น  ตัวเขาเหมือนจะสูญเสียความเยือกเย็นไป...

 

 

                 ...อิซาเบล  ฟาร์ลัน...

 

 

“ที่เขาว่าดาวบนฟ้าหมุนอยู่รอบโลกน่ะจริงมั้ย...”

“น่าจะนะ...”

“เอ๋  ถ้าเทียบแล้วดาวดวงไหนสวยกว่ากันน่ะรีไวล์”

 

 

                รีไวล์เงยหน้ามองท้องฟ้ารัตติกาลอีกครั้ง  ดวงดาวเหล่านี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยนับตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินเข้าทีมสำรวจ  ยังคงเปล่งประกายดึงดูดให้เฝ้ามอง  “...ฉันไม่ได้มองท้องฟ้าแบบนี้มาตั้งนานแล้ว”

 

 

                ...ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ  ที่ลืมความรู้สึกแบบนี้...

                ...ความสุขที่ได้ชีวิตกับเพื่อนพ้อง...

 

 

                เด็กทั้งสามคนยังมุดอยู่ในผ้านวมลายจุดสีเหลือง  เด็กหัวเห็ดที่ชื่ออาร์มินเริ่มเปิดหนังสือเล่มหนาให้เพื่อนๆ อ่าน  และชี้นิ้วไปยังหน้าหนึ่งที่มีภาพวาดสีสันงดงาม  “คุณปู่ให้นิทานเรื่องนี้มา  เป็นเรื่องของราชินีหิมะที่สาปให้ทั้งเมืองกลายเป็นหิมะ”

 

 

“เห...แล้วเป็นอย่างไงต่อล่ะ” เอเลนถามอย่างสนใจ  และยื่นหน้าไปดูภาพที่มีเจ้าหญิงสองคนกำลังปั้นหิมะด้วยกัน  เหมือนพี่น้องที่รักกันมาก  บทบรรยายใต้ภาพเขียนถึงบทเพลงที่น้องสาวกำลังเคาะประตูหน้าห้องพี่สาว

 

 

“ปั้นมนุษย์หิมะด้วยกันไหม?”

 

 

“เอเลนอยากปั้นมนุษย์หิมะเหรอ?” มิคาสะถามสีหน้าไร้เดียงสา

 

 

“ไม่ใช่สักหน่อย  ชื่อเพลงต่างหาก...” เอเลนอ่านเนื้อเพลงที่บรรยายอยู่ใต้ภาพ “ปั้นมนุษยฺหิมะด้วยกันไหม  ไปเล่นด้วยกันรีบมา  ทำไมหมู่นี้ไม่ได้พบหน้ามาเล่นดีกว่า...เพลงแบบนี้ไม่เห็นจะสนุกเลย  น่าจะเป็นเรามาฆ่าไททันด้วยกันไหม?  พวกนายเห็นด้วยมั้ย  แบบว่าให้มันฮึกเหิมหน่อย!”

 

 

“....”

 

 

                เพื่อนทั้งสองคนมองเอเลนด้วยสีหน้าว่างเปล่า....  ลมเหนือที่พัดผ่านมาทำให้อาร์มินและมิคาสะรู้สึกว่าหนาวจับใจมากกว่าปกติ...  ส่วนรีไวล์ที่ได้ยินชื่อเพลงประหลาดออกมาก็ขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม...เพลงอะไรนะ?... 

 

 

“ต้องร้อง...เรามาฆ่าไททันด้วยกันไหม? ไปไฟต์กับมันทุกตัว  พอเลยชีวิตน่าเบื่อ  ออกนอกกำแพง ทำลายอย่าให้มันเหลือxxx  อู้อี้...อื้อ.. อื้อ..พะ พวกนายสองคนปิดปากฉันทำไม หา!” เอเลนร้องโวยวาย  มิคาสะยังเอามือปิดปากเขาไม่เลิกส่วนอาร์มินได้แต่ยิ้มแห้งๆ

 

 

“อย่าร้องมากกว่านี้เลยเอเลน” มิคาสะส่ายหน้า “ฉันสงสารเจ้าหญิง...”

 

 

“อะไรกันมิคาสะ  นี่เธอไม่เห็นด้วยกับฉันเหรอ!”

 

 

“ฉันเห็นด้วยกับมิคาสะ... แต่ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องแบบนี้นะเอเลน! ทะ  ทหารคนนั้นมาทางนี้แล้ว!” อาร์มินพูด  พลางชี้นิ้วไปยังทหารผมดำก้าวสามขุมมาหา  ท่าทางจะไม่พอใจอะไรบ้างอย่าง

 

 

“เฮ้ย พวกแกร้องเพลงอะไรกันไม่เข้าหูเลยซักนิด”  รีไวล์ยืนตรงเด็กน้อยทั้งสามที่ยืนเบียดกันโดยไม่รู้ตัว   มิคาสะส่งจิตสังหารไปยังทหารหนุ่มผมดำ

 

 

“ฉันเกลียดเจ้าเตี้ยนั้น...” มิคาสะเอ่ยเสียงเครียด  ใบหน้าหวานขมวดคิ้วจนเด็กชายทั้งสองคนเริ่มรู้สึกหวาดๆ   "เจ้าเตี้ยนั้นแอบมองเอเลนอยู่  ไว้ใจไม่ได้..."

 

 

เอเลนขมวดคิ้วมุ่นอีกครั้ง  ตั้งแต่มิคาสะเจอทหารผมดำคนนั้นก็เป็นแบบนี้มาตลอด  ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไปอย่างกับว่าเขาจะถูกลักพาตัว  ส่วนอาร์มินได้แต่หัวเราะแห้งๆ  พอจะเดาออกว่าเด็กหญิงผมดำแสดงท่าทีเช่นนี้เพราะอะไร  ถ้าเรื่องไหนที่เกี่ยวข้องกับเอเลน  มิคาสะมักจะเดือดร้อนแสดงอาการเช่นนี้ทุกครั้ง 

 

 

"เอเลนอยู่ใกล้ฉันไว้นะ"

 

 

"ฉันดูแลตัวเองได้นะมิคาสะ ใครจะมาทำอะไรฉัน!" เอเลนจับแขนของมิคาสะไว้ให้ใจเย็นๆ “เธอเองก็คิดมากไปได้”

 

 

“ปล่อยฉันนะเอเลน  ฉันจะไฟต์กับผู้ชายคนนี้!”

 

 

“ทำไมเธอต้องขโมยคำพูดฉันไปใช้ด้วยล่ะ” เอเลนร้องขึ้น  แต่เจอสายตาดุของมิคาสะที่บอกว่าหุบปากซะ   จนเด็กชายผมสีน้ำตาลเข้มกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่  พยักหน้าไม่พูดอะไร

 

 

“โห คิดจะสู้กับฉันเหรอยัยหนูตัวกระเปี๊ยก” รีไวล์พูดเยาะเย้ยเด็กน้อยที่ไม่ได้ดูสภาพตัวเองเลยว่าเสียเปรียบขนาดไหน  “ตัวแค่นี้คิดว่าจะสู้ได้หรือไง?”

 

 

“ฉันเก่งกว่านาย” มิคาสะเน้นทุกคนคำพูดอย่างมั่นใจ  ดวงตาสีดำประกายโรจน์อย่างไม่ยอมแพ้พร้อมกับปัดมือของอาร์มินและเอเลนที่ยื้อไว้ “ถ้านายคิดจะทำอะไรเอเลน”

 

 

“ฉันไม่ยุ่งแฟนเธอหรอกนะ” รีไวล์พูดเสียงเรียบ  จับทางเดาความรู้สึกของเด็กหญิงออก

 

 

“มะ ไม่ใช่สักหน่อย...เอเลนเป็นคนในครอบครัว” มิคาสะหน้าแดงทันที พลางแอบมองเอเลนก่อนจะเดินไปหาทหารหนุ่มผมดำที่ยังกอดอกและหยักยิ้มคล้ายจะดูถูกเธอ  เด็กหญิงพูดเสียงเย็น

 

 

“มาสู้กันเจ้าเตี้ย....”

 

 

............................................................................................

 

 

“ลูกสาวคุณหมอร่าเริงดีนะครับ”

 

 

                เอลวินพูดขึ้นหลังจากมองออกไปนอกหน้าต่างและเห็นเด็กหญิงผมดำกำลังถูกรีไวล์จับอุ้มจนตัวลอย  ก่อนจะขยับดิ้นกลางอากาศเพื่อให้หลุดจากมือของรีไวล์  ใบหน้าบึ้งตึงของเด็กสาวเปลี่ยนเป็นงอง้ำจนน่าเอ็นดู  ท่าทางรีไวล์ก็รู้สึกเช่นนั้นก่อนนำตัวเด็กหญิงพาดบ่า  เสียงร้องโวยวายดังลอดขึ้นจนได้ยินถึงภายในบ้าน

 

 

“ปล่อยฉันนะเจ้าเตี้ย  ปล่อย..”

 

 

                คุณหมอเยเกอร์ก็หันไปมองข้างนอกเหมือนกัน  รอยยิ้มขยับกว้างและหัวเราะเบาๆ  ท่าทางมิคาสะกำลังเล่นสนุกอยู่สินะ  นานแล้วที่ไม่ได้เห็นเด็กคนนี้แสดงอารมณ์อื่นนอกจากใบหน้าเรียบเฉย

 

 

“เธอชื่อมิคาสะ ไม่ใช่ลูกสาวผมหรอกครับ” คุณหมอเยเกอร์กล่าวพลางประสานมือ “เป็นเด็กกำพร้าที่รับมาเลี้ยงไว้   ผมมีลูกชายคนเดียวชื่อเอเลน”

 

 

“อย่างงั้นเหรอครับ” เอลวินจ้องไปที่รีไวล์  สังเกตเห็นมุมปากบนใบหน้าเล็กขยับยิ้มออกมา  นี่อาจจะเป็นครั้งแรกของเขาที่เห็นรีไวล์แสดงสีหน้าแบบนั้นออกมา

 

 

...รอยยิ้มแห่งความสุข...

 

 

“ท่าทางจะมีความสุขมาก”

 

 

                มือแกร่งยกถ้วยชาอุ่นๆ ขึ้นมาดื่ม  สัมผัสรสขมของชาที่ติดปลายลิ้นราวกับมันได้ตอกย้ำบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในใจ  อาจจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย...แต่เขาเองก็อยากเห็นรีไวล์ยิ้มแบบความสุขให้เขา 

 

 

...ไม่ใช่รอยยิ้มหยัน หรือประชดประชัน...

...มันคงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้สินะ...

 

 

                เอลวินสูดกลิ่นหอมของผลไม้ที่บ่มมาอย่างดี  เขตชนบทห่างไกลตัวเมืองยังมีชารสเลิศมารับแขก ได้   คุณหมอเยเกอร์เองก็คงไม่ใช้หมอนอกเมืองธรรมดา  ยิ่งได้พูดคุยสอบถามเรื่องรายละเอียดของโรคระบาดยิ่งทำให้มั่นใจถึงความรู้และสถานะของหมอคนนี้

 

 

“เด็กๆ ก็เป็นแบบนี้ล่ะครับ  วิ่งเล่น กินอิ่ม นอนหลับ” คุณหมอเยเกอร์กล่าว  และดึงบทสนทนามาสู่เรื่องเดิม “ไม่ทราบว่าข้อมูลของผมจะพอมีประโยชน์ในการสืบสวนครั้งนี้มั้ยครับ?”

 

 

“มีประโยชน์มากเลยครับ  ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับคุณหมอ” เอลวินยิ้มขอบคุณ “ถ้าไม่ได้คุณหมอช่วยรักษาโรคนี้  ท่านผบ.คีธก็อาจจะป่วยหนักกว่านี้”

 

 

 

 

“มันเป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่ง   ต้องใช้ยาเพนิซิลลินติดต่อกันต่อเนื่องถึงจะหายจากโรคนี้” หมอวัยกลางคนอธิบาย “ผมเองก็ได้อธิบายลักษณะการระบาดขอโรคนี้ให้ท่านเจ้าเมืองทราบแล้ว  แต่อย่างที่คุณเห็นว่าตอนนี้ยังไม่มีใครมาควบคุมดูแลจริงจัง ผมเองก็หวังว่าข้อมูลของผมจะช่วยเหลือชาวบ้านได้บ้าง”

 

 

“ผมเองเป็นแค่ทหารชั้นผู้น้อย  คงไม่สามารถฝากความหวังได้หรอกครับ”

 

 

“แต่ผมเองก็คาดหวังบางอย่างจากตัวคุณได้ใช่มั้ยครับ  คุณเอลวิน สมิธ” คุณหมอเยอเกอร์เอ่ยชื่อเต็มอีกฝ่าย  “คีธเคยพูดถึงชื่อคุณบ่อยๆ  แผนการตั้งกระบวนทัพก็เป็นความคิดของคุณ”

 

 

                เอลวินได้ยิ้มน้อยๆ ไม่เอ่ยอะไร  เมื่อดูท่าทีของอีกฝ่ายที่ไม่พูดอะไรออกมาคุณหมอเยเกอร์จึงยกน้ำชาขึ้นมาจิบบ้าง....นับตั้งแต่ชายหนุ่มผมทองคนนี้ก้าวเข้ามาในบ้านเขาก็รับรู้ได้ถึงบ้างสิ่งในตัวชายคนนี้    หากอ้างอิงคำพูดของคีธ  ชาดิสชายหนุ่มคนนี้เปรียบเสมือนราชสีห์   ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง 

 

 

“ถ้าเกิดกำแพงวอลมาเรียถูกทำลายขึ้นมา  คุณจะอะไรต่อไปคุณสมิธ?” ถามเพื่อหยั่งเชิง

 

 

“เรื่องนั้นผมคงให้คำตอบไม่ได้หรอกครับ คุณหมอ” ชายหนุ่มผมทองวางถ้วยชาลง  ไม่นึกสงสัยคำถามนั้น...เป็นคำถามที่ทุกคนต่างหลีกเลี่ยงจะพูดถึง  แต่สำหรับเขามันคือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

 

 

 “ผมเองคงสู้ต่อไปเพื่อมนุษยชาติ  ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ต่อไป”

 

 

                ดวงตาแววโรจน์ที่แสดงถึงปณิธานแรงกล้าทำให้คุณหมอเยเกอร์อดชื่นชมไม่ได้  เขาคงคาดหวังบางสิ่งกับชายหนุ่มคนนี้ได้...เช่นเดียวกับลูกชายของเขา

 

 

“เด็กๆ ก็เล่นข้างนอกมาซักพักใหญ่แล้ว  คงถึงเวลาเข้าบ้านซักที” คุณหมอเยเกอร์ลุกขึ้น  เช่นเดียวกับเอลวินที่ลุกขึ้นตาม

 

 

“ผมเองก็ควรไปได้แล้ว  ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับคุณหมอ”

 

 

                เอลวินค้อมตัวให้ความเคารพอีกฝ่ายอย่างมีมารยาท  ก่อนที่ทั้งสองคนจะออกจากบ้าน  อากาศภายนอกนั้นหนาวเย็นจนเอลวินรู้สึกลมเย็นที่บาดผิว  ถ้าคำนวนเวลาที่คุยกับคุณหมอเยเกอร์...แปลว่ารีไวล์ยืนรอเขาท่ามกลางอากาศหนาวเย็นไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง  คงจะโหดร้ายสำหรับแมวที่ชื่นชอบอากาศอุ่น...แต่ตอนนี้แมวน้อยคนนั้นกำลังเล่นกับเด็กๆ อยู่

 

 

 “ปล่อยนะ  บอกให้ปล่อยไงเจ้าเตี้ย..”

 

 

มิคาสะที่กำลังเอามือทุบหลังของรีไวล์ร้องโวยวายเสียงดัง  แต่ชายหนุ่มผมดำกลับนึกว่าเป็นเพียงการนวดหลังให้  หมัดของเด็กหญิงให้น้ำหนักกำลังดี

 

 

“กลับเข้าบ้านได้แล้วเด็กๆ มาเล่นข้างนอกแบบนี้เดี๋ยวไม่สบายนะ” คุณหมอเยเกอร์หัวเราะ  และหันไปมองลูกชายตัวเองกับอาร์มินที่ยังเอาฟูกมาคลุมศีรษะเล่นซ่อนแอบกัน

 

 

“หนูไม่ได้เล่นนะ  กำลังสู้อยู่ต่างหากล่ะ” มิคาสะเถียงหน้าดำหน้าแดง  ทำไมถึงสู้ผู้ชายคนนี้ไม่ได้นะ! ทั้งๆ ที่เตี้ยขนาดนี้.!

 

 

“หุบปากเลยยัยกระเปี้ยกแค่นี้ก็รู้ผลว่าใครชนะ”

 

 

                รีไวล์ค่อยๆ ย่อตัวประคองเด็กหญิงให้ยืนบนพื้นดินอีกครั้ง  ก่อนจะใช้มือลูบผมดำเงานุ่มลื่นอย่างเอ็นดู ...แค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ หวงของรักเท่านั้นเอง   

 

 

                เด็กหญิงผมดำใบหน้างอง้ำลง  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามือที่ลูกหัวเธอนั้นอ่อนโยนและให้ความรู้สึกดี  “ถ้าเธออยากให้เด็กผู้ชายคนนั้นสนใจ  ก็หัดทำเป็นผู้หญิงมากกว่านี้”

 

 

“หนู...ไม่ได้ชอบ”

 

 

“เป็นเด็กที่ดูง่ายจริงๆ “ รีไวล์ปล่อยผมจากศีรษะเด็กหญิงพลางมองไปยังเด็กชายผมสีน้ำตาลเข้มที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร  แต่เจ้าเด็กหัวเห็ดกลับหัวเราะแห้งๆ ประมาณว่าชินกับเรื่องพวกนี้แล้ว

 

 

“เฮ้ย เจ้าเด็กหัวเห็ด” รีไวล์พูดเสียงเย็น จนอาร์มินสะดุ้งกอดหนังสือแน่น  ดวงเนตรสีเทาเข้มมองไปยังฟูกหนาบนตัวเด็กชายผมบลอนด์ทอง “ฟูกผืนนั้นน่ะเอาไปซักซะ  มีคราบเหลืองเต็มไปหมด”

 

 

                รีไวล์ฟันธงไปเรียบร้อยแล้วว่าลายจุดสีเหลืองบนผ้านวมคือคราบสกปรกไม่ใช่ลายหน้าแมวสีเหลือง  “ไม่ก็เอาไปทิ้งทำเป็นผ้าขี้ริ้วซะ  สกปรก...”

 

 

“....”

 

 

“...ขนาดฉันยังไม่กล้าพูดคำนี้เลยนะ!” เอเลนทำหน้าสะพรึง

 

 

“โหดร้าย...” มิคาสะขมวดคิ้ว  

 

 

                อาร์มินจับฟูกของตนเองแน่น  พร้อมกับส่งเสียงพูดพึมพำจับใจความไม่ได้  ประมาณว่าเป็นผ้านวมที่คุณปู่ซื้อมา  นอนอยู่ด้วยกันมาหลายปี  ผ่านวันเวลาทุกสุขด้วยกัน  ทำไมทุกคนถึงชอบทำร้ายจิตใจฟูกของเขานัก..

 

 

“โหดร้ายที่สุด  ฟูกผืนนี้ไม่ใช่ผ้าขี้ริ้วนะ….!!!”

 

 

                อาร์มินวิ่งหนีทุกคนเข้าบ้านคุณหมอเยเกอร์ก่อนที่ปิดประตูเสียงดัง  เอเลนและมิคาสะวิ่งตามไปแต่ประตูบ้านถูกล็อกเสียแล้ว  ทั้งคู่เคาะประตูเรียกทันที  “อาร์มินรอก่อน  นายจะล็อกประตูทำไมเนี่ย!”

 

 

“พวกนายไม่เข้าใจฉันหรอก ฮือๆ”

 

 

“ถ้านายไม่เปิดประตูพวกเราก็ไม่เข้าใจนายหรอกอาร์มิน!”  เอเลนเคาะประตูแต่อาร์มินก็ไม่ยอมเปิดซักที

 

 

“ฉันจัดการเอง”

 

 

“ดะ เดี๋ยวก่อนมิคาสะเธอจะทำอะไร  คิดจะพังประตูบ้านเหรอ!”

 

 

“ก็เราเข้าบ้านไม่ได้นี่  ถ้าเอเลนหนาวจนป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไง”

 

 

“มันใช่เรื่องนั้นที่ไหนล่ะ!  อาร์มินเปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นฉันจะล้อทรงผมนายจริงๆ ด้วย!”

 

 

“เอเลนนายเป็นคนแบบนี้สินะ!  ยังไง ผะ ผมเองก็เป็นตัวถ่วงของทุกคน...ถ้าไม่มีผมอยู่ซักคน   ทะ ทุกคนคงสบายใจมากกว่านี้ใช่มั้ย!”

 

 

“ไม่ใช่สักหน่อยอาร์มิน” มิคาสะพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “นายเป็นคนเก่งจะตายไป  แต่ถ้านายไม่เปิดประตูให้ ....พวกเราและคุณลุงจะเดือดร้อนนะ”

 

 

“ผมเข้าใจที่มิคาสะพูดนะ แต่ผมก็ทำใจเรื่องนั้นไม่ได้อยู่ดี  ไหนจะหัวเห็ดกับฟูก... ผะ ผมจะไม่ออกไปไหนทั้งนั้น!”

 

 

“แต่นี่มันบ้านฉันนะอาร์มิน...” เอเลนทำสีหน้าว่างเปล่า  ทำไมเขาไม่มีสิทธิ์เข้าบ้านตัวเองล่ะเนี่ย

 

 

“พังประตูเข้าไปเถอะ” มิคาสะเตรียมถกแขนเสื้อพร้อมจะกระแทกประตูเต็มที่

 

 

“อย่านะมิคาสะ!”

 

 

                รีไวล์มองความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตรงหน้า  ก่อนจะหันไปมองเอลวินที่ตอนนี้หันหน้าไปทางอื่นและกำลังใช้มือปิดปากไม่ให้เสียงหัวเราะหลุดออกมา

 

 

“...”

 

 

...นี่เขาเป็นต้นเหตุให้เด็กสามคนนี่ทะเลาะกันหรือไง...

 

 

“รีไวล์รีบกลับไปที่ศูนย์บัญชาการเถอะ” เอลวินที่หัวเราะจนพอใจหันมาหารีไวล์   ก่อนจะขอตัวลาคุณหมอเยเกอร์ที่ยิ้มน้อยๆ ให้  สงสัยคงจะชินกับเหตุการณ์นี้แล้ว

 

 

                รีไวล์ขมวดคิ้วพลางกระชับผ้าพันคอให้เข้าที่  ก่อนจะเดินตามเอลวินไปแต่ก็ยังเหลียวมองไปบ้านของคุณหมอเยเกอร์เป็นระยะ 

 

 

 “ให้ตายสิ” รีไวล์พึมพำเบาๆ แค่พบคุยกันนิดเดียวทำไมถึงต้องสนใจขนาดนี้ ..เพราะเจ้าเด็กพวกนั้นแท้ๆ ที่ทำให้ถึงอดีตขึ้นมา

 

.........................................................................................................

 

 

                เส้นทางที่เอลวินและรีไวล์กลับเป็นทางเส้นเดิมที่มาบ้านคุณหมอเยเกอร์  ตอนนี้ถนนทั้งเส้นเหลือเพียงชายหนุ่มทั้งสองเดินอย่างลำพัง 

 

 

                ดวงเนตรสีเทาเข้มมองแผ่นหลังของเอลวินที่ยังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง   กี่ครั้งแล้วที่ต้องตามหลังคนนี้หนึ่งก้าวเสมอจนชินเสียแล้ว  ลมเย็นยังคงพัดผ่านมาเสียจนผ้าคลุมทั้งคู่สะบัดพริ้ว...แม้เป็นคืนไร้แสงจันทร์ถนนหนทางในเมืองนี้  แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันที่แขวนตามท้องถนนส่องให้เห็นพื้นถนนที่ปูลาดด้วยกรวดก้อนใหญ่  

 

 

“เด็กๆ พวกนั้นคงชอบนายนะ” เอลวินเอ่ยขึ้น  “ถึงทำให้นายอารมณ์ดีขนาดนี้”

 

 

“ฉันไม่ได้สนิทกับเด็กพวกนั้น”

 

 

                รีไวล์ตอบปฏิเสธ  ไอสีขาวออกจากริมฝีปากบางเพราะอากาศหนาว  “ก็แค่เด็กผู้หญิงคนนั้นหาเรื่องชวนคุยเท่านั้นด้วย”

 

 

                เอลวินแย้มรอยยิ้มจาง  เมื่อนึกถึงเด็กหญิงผมดำยาวที่ไม่ค่อยชอบรีไวล์หนัก  แต่ตอนนี้คงจะสนิทสนมกันดีแล้วเพราะรีไวล์เองก็ไม่ได้รังเกียจอะไรเด็กคนนั้น  โดนเฉพาะรอยยิ้มเอ็นดูที่แสดงออกมา

 

 

“วันนี้ถือว่าฉันโชคดีสินะ  ที่เห็นรอยยิ้มของนาย” เอลวินกล่าวก่อนจะหันไปหารีไวล์ “ทั้งๆ ที่นายไม่เคยยิ้มแบบนั้นให้ฉันเลยสักครั้ง”

 

 

“ฉันจะทำหน้าแบบไหนไม่เกี่ยวกับแก” 

 

 

                รีไวล์หลบเนตรสีฟ้าคู่นั่นที่จับจ้องมา  สำหรับเจ้าหมอนี่ความรู้สึกที่มอบให้มีเพียงแต่ความเย็นชาและรังเกียจเท่านั้น   ชายหนุ่มผมดำตัดสินใจเดินล่วงหน้ากลับศูนย์บัญชาการภายในเมืองเพราะไม่อยากสนทนากับเอลวินอีกต่อไป   พลางเหลือบมองไปยังแขนซ้ายของเอลวินที่ทำแผลไว้เรียบร้อย

 

 

“สนใจแผลฉันด้วยเหรอรีไวล์” เอลวินยกแขนซ้ายขึ้น  มีผ้าพันแผลสีขาวพันไว้เรียบร้อย “คุณหมอเยเกอร์เป็นคนทำแผลให้ถ้านายอยากรู้”

 

 

“ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน”

 

 

“แต่นายก็สนใจไม่ใช่เหรอ” เอลวินถาม  ก่อนจะจับได้ถึงกระแสอารมณ์บางอย่างจากเนตรสีเทาเข้มคู่นั้น.. “รีไวล์...?”

 

 

“ฉันจะกลับศูนย์บัญชาการฯ” รีไวล์สาวเท้าเร็วเดินจากไป   มือเล็กเลื่อนขยับสวมกอดตัวเองโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง  

 

 

....แค่อดีตที่ไม่มีวันหวนกลับมา...

...ทำไมนึกถึงมันในตอนนี้  รอยยิ้มร่าเริงของอิซาเบล...รวมถึงคำพูดของฟาร์ลัน

 

 

“เพราะทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ฉันเลือกเอง...” เลือกที่จดจำมันไว้  ระลึกถึงตัวตนของเพื่อนพ้องทั้งสองคนแม้จะจากไปนานแล้ว  เขาแค่ใช้ความทรงจำเหล่านั้นเป็นแรงผลักดันให้ก้าวต่อไปเท่านั้น

 

 

                เพราะเด็กสามคนนั้นที่ทำให้นึกถึงอดีตขึ้นมา  เขาไม่น่าไปยุ่งเกี่ยวกับเด็กพวกนั้นเลย... ภาพของเพื่อนพ้องทั้งสองคนยังทำให้เขาเจ็บปวดทุกครั้ง  มือที่กอดตัวเองบีบแขนแน่น  “ทำไมคืนนี้อากาศถึงได้หนาวนักนะ”

 

 

                พลันรีไวล์ก็รู้สึกได้ถึงมือแกร่งของใครบางคนยื้อแขนของเขาไว้ก่อนที่จะดึงตัวเขาไว้ในตรอกแคบที่มืดมิด  เหตุการณ์ดังกล่าวช่างคลับคล้ายกับเมื่อตอนกลางวันแค่เปลี่ยนเวลากับสถานที่เท่านั้น

 

 

                ร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับนั้นทำให้รีไวล์เงยหน้ามอง  ใบหน้าอวดดีที่เห็นจนชินนั้นแสดงอาการจริงจังจนผิดวิสัย  

 

 

“หึ...มีคนมาลอบทำร้ายอีกหรือไง?” น้ำเสียงเฉยเมยเย็นชากล่าว  ทั้งๆ ที่เขารู้อยู่แล้วว่าไม่มีใครติดตามพวกเขา “อยากทำอะไรก็เชิญ...ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน”

 

 

“ไม่มีใครอะไรทั้งนั้นรีไวล์” เอลวินจ้องดวงเนตรสีเทาเข้มที่ไม่ยอมสบตา “นายแปลกไปนะ...”

 

 

 

“มันเรื่องของฉันไม่เกี่ยวกับแก...” คำพูดไร้อารมณ์เอ่ยต่อไป   แม้กระทั่งท่าทางยังเย็นชาผิดวิสัย “ปล่อย ฉันไม่มีอารมณ์จะมาเถียงกับแกหรอกนะ”

 

 

“เกี่ยวสิรีไวล์  เกี่ยวมากด้วย”  ชายหนุ่มผมทองเอามือลูบใบหน้าเล็กที่อยู่ใกล้  ก่อนที่รีไวล์ขยับหน้าหนี “ทุกสิ่งที่นายทำ  การกระทำทุกอย่างที่นายแสดงออกเกี่ยวข้องกับฉันทั้งหมด”

 

 

                เสียงทุ้มนุ่มยังถามต่อไป  หวังให้ร่างเล็กเอ่ยคำตอบออกมา“เกิดอะไรขึ้นรีไวล์  ความทรงจำพวกนั้นรบกวนนายอีกเหรอ...”

 

 

“ไม่ใช่...”

 

 

“ใช่สินะ”

 

 

                ความมืดยามราตรีทำให้ทั้งคู่เห็นสีหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดนัก  แต่น้ำเสียงรวมถึงสัมผัสของลมหายใจที่ใกล้ชิดกันสื่อถึงทุกสิ่งทุกอย่าง  รีไวล์กำลังเศร้า...หัวใจเข้มแข็งดวงนั้นกำลังเต้นช้าลง  คล้ายถูกน้ำแข็งใสผนึกช้าๆ ตัวตนของชายผู้ที่แข็งแกร่งของมนุษชาติเริ่มถูกกัดกินด้วยความเศร้าอีกครั้ง

 

 

                เหมือนเหตุการณ์ในวันที่ออกนอกกำแพงตอนนั้น  ใบหน้าหวานโศกเศร้าอ้างว้าง  ดวงเนตรสีเทาเข้มที่เต็มไปด้วยน้ำตานองเพราะสูญเสียเพื่อนพ้องที่รักไป นิ่งเฉยยอมให้ความตายเข้ามาพรากชีวิต

 

 

“มีแต่คนมีชีวิตอยู่นั้นถึงระลึกคนตาย  ชีวิตของนายก็เป็นเช่นนั้น”

 

 

                รีไวล์สบตาเอลวินอีกครั้ง  คำพูดเขาจดจำได้ตลอด  คำพูดที่ฉุดรั้งให้เขาลุกขึ้นมาจากหลุมดำไร้ที่สิ้นสุด  ความปวดร้าวที่ไม่อาจพรรณนาได้   “เป้าหมายของนายลืมไปแล้วเหรอว่าจะทำอะไร..”

 

 

“ฉันจะฆ่านาย”

 

 

                มือเล็กจับไปที่แขนของเอลวิน “ฉันจะฆ่าแกเพื่อแก้แค้นให้กับเจ้าพวกนั้น..”

 

 

                เสียงกระซิบแผ่วดังลอดออกมาจากริมฝีปากบางที่กำลังสั่น  รวมถึงมือของตนเอง....ทำไมมันหนาวแบบนี้  ราวกับถูกลิ่มน้ำแข็งทิ่มแทงเข้าไปในกาย  น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นรู้สึกขาดห้วงคล้ายลมหายใจติดขัด  “ฉันจะฆ่าแก เอลวิน!”

 

“มาฆ่าฉันสิ  รีไวล์...”

 

 

 

                ริมฝีปากได้รูปของเอลวินประกบบนริมฝีปากบางนั้น  กอดประคองร่างเล็กให้เขามาชิดใกล้กว่าเดิม  มือที่บีบรัดแขนของเอลวินคล้ายออกก่อนจะโอบรัดรอบคอร่างสูงตรงหน้า   เวลาผ่านไปเนิ่นนานแต่ทั้งสองคนยังไม่คลายอ้อมกอดของกันและกัน 

 

 

                ผีเสื้อกลางคืนสีสันสดใสทั้งสองตัวบินหยอกล้อไปมาก่อนจะถูกแสงไฟจากตะเกียงดึงดูด    เปลวเพลิงลุกลามปลายปีกสีสวยได้นำพาพวกมันไปสู่ความตาย

 

 

                ...เรื่องราวของพวกเขาทั้งสองคนก็มีจุดจบไม่แตกต่างกัน...

                ...ปลายทางนั้นคงมีแต่ความเศร้าเท่านั้น...

 

 

 

...................................................................................................................TBC

 

 

 

 

 

Talk!

 

รู้สึกว่าตอนนี้ได้กลายเป็นตอนรั่วเรียบร้อยแล้ว =[]=!!    ตอนเขียนเกี่ยวกับเด็กๆ แล้วสปีดไหลลื่นมาก

 

ต้องขอบคุณ  เพลง  เรามาฆ่าไททันด้วยกันมั้ย - Do you want to kill some Titans [Thai ver.]【AY-jin】

ที่เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งตอนนี้ 555  (ตอนนี้เพลงนี้ก็ยังวนลูปในหัวอยู่เลย)

 

แต่ตอนท้ายก็ยังแอบมีดราม่าเบาๆ เกี่ยวกับอดีตของรีไวล์นิดหนึ่ง   และได้เขียนประโยคที่ต้องการเขียนมากซักทีทุกคนพอจะเดาออกมั้ยคะว่าประโยคอะไร (ฮา)  แอบใบ้ว้าถ้าใครเกิดทันกันดั้มวิงก็จะรู้ทันที

 

ชอบหรือติชมผลงานก็คอมเม้นต์ผลงานได้นะคะ  เราจะได้ปรับปรุงการเขียนของเราให้ดีขึ้น ^ ^

 

ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่ติดตามเรื่องนี้นะคะ  ไว้เอนทรีย์หน้าพบกันใหม่ค่ะ 

Comment

Comment:

Tweet

อ๊ากกกกกกกกกกกก สนุกโคตรรรรรรรรรร รอต่อน้าาาาาาาาาาาาาาาาาา
เป็นกำลังใจให้เลยค่าาาาาาcry cry cry cry cry cry

#3 By blacksnow (223.204.3.120|223.204.3.120) on 2014-02-03 21:02

สนุกมากเลย รอต่อค่ะconfused smile

#1 By blacksnow (223.204.3.120|223.204.3.120) on 2014-02-01 23:33

สนุกมากเลย รอต่อค่ะconfused smile

#2 By blacksnow (223.204.3.120|223.204.3.120) on 2014-02-01 23:33