[Titan Fic] +++Gamble [Erwin x Levi] Part 8

posted on 09 Feb 2014 22:03 by little-fin in Attack-on-Titan, Fanfiction
 

สวัสดีค่าทุกคน

 

 

 ทุกคนที่เข้าบล็อกมาอาจจะแปลกใจเล็กน้อยในการเปลี่ยนแปลง  ตอนนี้บล็อกกำลังปรับปรุงเพื่อเปลี่ยนธีมใหม่ค่ะ    ตอนนี้เลยใช้ธีมนี้ไปก่อนดูสะอาดตาไปอีกแบบ Embarassed

 

 

 

ก่อนอื่นตอบคอมเม้นต์หน่อยดีกว่าหลังจากไม่ได้ตอบนาน (ตั้งแต่ตอนที่ 6...)

 

 

 

 

@praewasri    สองคนนี้ชอบแข่งกันค่ะ 555 มีตัวละครเพิ่มขึ้นมาสร้างสีสันให้กับเรื่อง ยังแอบคิดเลยว่าฟิคดราม่ามันเริ่มตลกแล้ว ฮา ขอบคุณสำหรับการติดตามค่า  ปล. ตอนใหม่เริ่มดราม่าแล้ว  ยังคิดเลยว่าป๋าเริ่มโหดแล้ว - -''

 

 

 

 

Akiko   รีไวล์นอกจากจะโดนเด็กๆ ไม่ชอบหน้าแล้วยังถูกว่าเตี้ยอีก ฮา  รีแลกซ์มาสองตอนพอมาตอนนี้เริ่มเครียดแล้ว  หวังว่าจะถูกใจนะคะ

 

 

 

 


  มิคาสะไม่ได้ใจร้ายนา  แค่หวงเอเลนเองค่ะ ฮา  ตอนใหม่มาแล้วนะคะ ^ ^

 

 

 

 

 

 

 

blacksnow  ขอบคุณสำหรับการติดตามค่า   ตอนที่แล้วแอบฮาไปนิดนึง (มาฆ่าไททันด้วยกันมั้ย ) หวังว่าจะถูกใจตอนนี้นะคะ ^ ^

 

 

 

 

 

 

คำเตือน บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง) ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้ ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^

 

 

 

 

Title : Gamble [Erwin x Levi]

Author : Kukurio

Pairing : เอลวิน x รีไวล์ [Erwin x Levi]

Rate: PG

 

 

 

 

 

 

 

Part 8

 

ศูนย์บัญชาการทหาร  เขตชิกันน่า

 

 

                ภายในห้องประชุมใหญ่ของศูนย์บัญชาการทหาร  ได้ถูกใช้เป็นห้องทำงานชั่วคราวของกองทหารทีมสำรวจ  หน้าต่างที่ถูกปิดไว้ตลอดเปิดกว้างให้แสงเข้ามาในห้อง  โต๊ะไม้ยาวสีน้ำตาลกลางห้องต่างเต็มไปด้วยหนังสือและกองเอกสารมากมายวางทับซ้อนไม่เป็นระเบียบ  

 

 

                ปลายสุดอีกด้านของโต๊ะไม้ถูกเว้นพื้นที่ไว้สำหรับการประชุมซึ่งมีแต่ทหารระดับหัวหน้าหมู่กำลังประชุมกันอยู่   ทุกคนกำลังนำเอกสารที่ตนเองสืบค้นและข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคระบาดรายงานให้เอลวินรับทราบ 

 

 

"หลังจากที่ไปตรวจสอบสมาคมพ่อค้าในเมืองนี้  เราก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับการนำเข้าเนื้อวัว  ไม่มีรายชื่อของพ่อค้าที่นำสินค้ามาจำหน่าย  หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดการระบาดของโรคโดนเริ่มจากพ่อค้าขายเนื้อสัตว์ที่ล้มป่วยลงเป็นรายแรก  ก่อนจะเริ่มระบาดอย่างรวดเร็วภายในเมือง"

 

 

ฮันซี่รายงานให้เอลวินรับทราบ  ซึ่งเธอก็ได้สรุปรายงานเรื่องนี้ในเอกสารเรียบร้อยแล้ว 

 

 

"จากข้อสันนิษฐานที่น่าจะเป็นไปได้คือ โรคระบาดภายในเมืองนี้น่าจะเกิดจากเนื้อสัตว์ที่ถูกจัดจำหน่ายออกไป  ซึ่งคนที่ซื้อเนื้อไปบริโภคส่วนใหญ่เป็นพวกชนชั้นสูงที่มีฐานะ  การระบาดของโรคจึงจำกัดเฉพาะคนที่มีฐานะ  เพื่อสนับสนุนข้อสันนิษฐานนั้น  ฉันและมิเกะก็ได้ไปตรวจสอบบริเวณชุมชนแออัดก็พบว่าไม่ค่อยมีใครติดโรคระบาดนี้มากนัก"

 

 

"ตรงกับข้อเท็จจริงที่ฉันได้ไปตรวจสอบเหมือนกัน"  เอลวินเอ่ยขึ้น  ดวงตาคมสีฟ้ามองทุกคนด้วยสีหน้าจริงจัง  เป็นอย่างที่เขาคาดการณืไว้ว่าโรคระบาดในเมืองนี้ต้องเกิดจากฝีมือของมนุษย์ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ    "จากการสอบถามข้อมูลกับคุณหมอเยเกอร์โรคระบาดชนิดนี้เกิดจากสัตว์เป็นพาหะนำโรค"

 

 

"แปลว่าต้องมีคนจงใจนำสัตว์ที่มีเชื้อโรคมาแพร่กระจายคนในเมืองนี้สินะ"

 

 

ฮันซี่เอามือลูบคางพลางใช้ความคิด  คิ้วเริ่มขมวดยุ่งจนใบหน้านั้นเริ่มดำทะมึน  "สมาคมพ่อค้าก็ทำงานชุ่ยมาก  คนที่นำเนื้อมาขายก็ไม่มีการบันทึกรายงานไว้  การสืบหาคนร้ายเลยไม่ก้าวหน้า"

 

 

"แต่ก็เป็นการพิสูจน์แล้วว่า  คนร้ายจงใจปกปิดตัวเองไม่ให้ใครสืบหาได้" เอลวินพูดเสียงขรึม "เป็นการวางแผนที่ได้ตรึกตรองอย่างดีแล้ว  และเลือกจังหวะได้เหมาะสมมาก"

 

 

"ใช่! ตอนที่พวกเราจะออกสำรวจนอกกำแพงพอดีด้วย!" ฮันซี่พูดเสียงดัง  "พวกเราอุตส่าห์วางแผนเป็นเดือนๆ กว่าจะได้รับการอนุมัติให้ออกสำรวจนอกกำแพง  ให้ตายสิ..."

 

 

"ทำไมคนร้ายถึงจงใจแพร่กระจายโรคระบาดด้วย"  มิเกะที่กอดอกนิ่งเงียบมานานเอ่ยขึ้น พลางมองเอลวินด้วยสายตาที่แฝงความนัยบางอย่าง  ที่เอลวินออกคำสั่งสอบสวนเรื่องโรคระบาดนี้คงพอจะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์นี้. "เอลวินนายมีความคิดว่าอย่างไร  เป็นการแก้แค้นหรือเรื่องขัดแย้งผลประโยชน์"

 

 

                เอลวินมองไปมิเกะสักพักหนึ่ง  เข้าใจว่ามิเกะต้องการพยายามสื่ออะไร  มือแกร่งของชายหนุ่มผมทองประสานมือบนโต๊ะพลางกวาดตามองทุกคนในโต๊ะประชุมซึ่งต่างเป็นทหารที่ร่วมรบกันมานาน  

 

 

“เรื่องนี้ฉันคงด่วนสรุปไม่ได้ว่าคนร้ายมีจุดประสงค์อะไร” เอลวินกล่าว  แม้เขาจะพอรู้แล้วว่าใครเป็นคนอยู่เบื้องหลัง  แต่ไม่อาจเอ่ยนามคนๆ นั้นได้

 

 

....เพราะไม่มีหลักฐานหรือพยานที่สืบสาวถึงคนๆ นั้น...

...เพียงแต่การสอบสวนครั้งนี้ยืนยันข้อเท็จจริงบ้างอย่าง...

 

 

...นิโคลัส  โลบอฟ  ยังไม่เลิกรามือจากกองทหารทีมสำรวจ...

 

 

“ต้องหาหลักฐานและพยานให้มากกว่านี้  เราถึงจะทราบจุดประสงค์ของคนร้าย”

 

 

“แม้กระทั่งนายยังมืดแปดด้านเลยเหรอเอลวิน” ฮันซี่ถอนหายใจออกมา  ก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางอ่อนแรง  ดวงตาสีดำเข้มภายใต้กรอบแว่นหนามองไปยังเอลวินที่ยังทำหน้าไม่รู้สึกอะไร “รู้สึกว่าสิ่งที่ทำลงไปเสียแรงเปล่าชะมัด”

 

 

“ฉันจะมอบรายงานการสอบสวนครั้งนี้ให้ทหารรักษาการณ์เมืองนี้เป็นคนจัดการเรื่องนี้ต่อ”

 

 

 

                เอลวินวางเอกสารลงบนโต๊ะทำงาน  คราวนี้ทุกคนบนโต๊ะประชุมต่างมีหน้าแปลกใจกับการตัดสินใจของผู้ชายตรงหน้า  มิเกะเลิกคิ้วเป็นคำถาม  ส่วนฮันซี่เอามือตบโต๊ะเสียงดัง

 

 

“เอลวินนายจะบ้าไปแล้วหรือไง...รายงานพวกนั้นพวกฉันสืบสวนแทบตายกว่าจะได้มา  เกือบติดโรคระบาดพวกนั้นแล้วด้วย!”  หญิงสาวขึ้นเสียงอย่างไม่เห็นด้วย “ให้ทหารพวกนั้นไปไม่เกิดประโยชน์หรอก!”

 

 

“การสอบสวนเรื่องนี้ต่อก็ไม่เกิดประโยชน์เหมือนกัน” เอลวินเอ่ย  ดวงตาคมสีฟ้าจ้องไปที่ฮันซี่เป็นการปราม  จนหญิงสาวรู้สึกตัวก่อนจะเม้มปากแน่นไม่พอใจ

 

 

                เมื่อเห็นว่าหญิงสาวผมหางม้าสงบสติอารมณ์แล้วจึงบอกกับทุกคนต่อ  “พวกเราทหารทีมสำรวจไม่มีหน้าที่เรื่องการจับกุมหรือลงโทษคนร้าย  ในเมื่อรู้แล้วว่าโรคระบาดครั้งนี้เกิดจากฝีมือของมนุษย์ต้องให้ทหารรักษาการณ์ในเมืองเป็นคนจัดการเรื่องนี้ต่อ”

 

 

“แล้วนายขออนุญาตท่าน ผบ.พิกซิสสอบสวนเรื่องนี้ทำไม?” ฮันซี่ไม่เข้าใจอยู่ดี  ถ้าสอบสวนเรื่องนี้ต่อไปอาจจะหาทางจับตัวคนร้ายได้  จู่ๆ กลับยกเลิกกลางคันเป็นใครก็ไม่เข้าใจทั้งนั้น

 

“ถ้าสืบสวนต่อไปพวกเราก็อาจรู้ตัวคนร้ายก็ได้”

 

 

“แล้วเธอจะทำอะไรกับคนร้ายต่อฮันซี่?”

 

 

                เอลวินถามสวนกลับ “จะใช้วิธีอะไรตัดสินคนร้าย  หรือเธอจะเป็นผู้พิพากษาคนร้ายเอง?”

 

 

“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นซะหน่อย!  นายจะยั่วโมโหฉันหรือไง”

 

 

“เอลวิน...ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน” นานาบะมองหัวหน้าตนเอง  หญิงสาวผมบรอนด์สั้นเอามือกอดอกแน่น  ปลายตามองใบหน้าของทุกคนที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ที่แสดงออกถึงความไม่เข้าใจ  

“เช่นเดียวกับทุกคนบนโต๊ะประชุมแห่งนี้   การสืบสวนครั้งนี้ไม่ใช่ทำเพื่อจับตัวคนร้ายหรือไง?”

 

 

“เห็นมั้ยทุกคนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน” ฮันซี่พูดเสียงดัง

 

 

                เมื่อเห็นว่าทุกคนไม่ยอมรับการตัดสินใจครั้งนี้  เอลวินจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ...การปกปิดความจริงบางอย่างถ้าไม่เอ่ยอะไรออกไปคงมีแต่ความเคลือบแคลงใจ 

 

 

 “การสอบสวนครั้งนี้ฉันทำเพื่อเป็นการส่งสัญญาณเตือน”

 

 

“เตือน?”

 

 

“ใช่  ถึงใครที่ไม่หวังดีต่อทีมสำรวจ” เอลวินกล่าว  ใบหน้าที่เรียบเฉยตลอดเวลาเหยียดยิ้มออก  จนทุกคนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ  เพราะไม่เคยเห็นเอลวินยิ้มแบบนี้มาก่อน “รายงานชิ้นนี้เป็นเพียงสาส์นเตือนล่วงหน้าเท่านั้น... ฉันมั่นใจว่าพวกนายสามารถหาตัวคนร้ายได้ถ้าทำการสอบสวนต่อไป”

 

 

“แปลว่านายรู้แล้วสินะว่าคนร้ายเป็นใคร...” ฮันซี่ถามอย่างระวัง “เป็นคนในกองทหารรักษาการณ์อย่างนั้นเหรอ...ถึงจะส่งเอกสารให้พวกนั้นดู”

 

 

“ไม่ใช่หรอก...” มิเกะเอ่ยขึ้น  ดวงตาคู่นั้นหรี่ตามองเอลวินอย่างไม่ไว้ใจ “ต้องเป็นคนที่มีอำนาจมากกว่านั้น  แต่เอลวิน...นายคงไม่ได้คิดทำอะไรต่อจากนี้หรอกนะ?”

 

 

                เอลวินไม่ได้กล่าวอะไรได้แต่แย้มรอยยิ้มบางเท่านั้น  คล้ายใบหน้าของสิงโตยามสุ่มจับเหยื่อที่อยู่ตรงหน้า

 

 

 “แปลว่ามีคนที่ไม่มีหวังดีต่อทีมสำรวจ  และมีอำนาจมากกว่าที่เราคิดสินะ เฮ้อ...” ฮันซี่เริ่มเอานิ้วนวดขมับตัวเอง  ทำไมเรื่องการสอบสวนโรคระบาดกลายเป็นเรื่องผู้มีอิทธิพลซะได้  พลันหญิงสาวก็เข้าใจอะไรบ้างอย่าง...ช่วงที่ทีมสำรวจเข้ามาเมืองนี้ก็เกิดโรคระบาดขึ้น  “งั้นโรคระบาดที่เกิดขึ้นเพราะต้องการทำร้ายทีมสำรวจอย่างนั้นเหรอ...”

 

 

“ถูกต้อง  ท่านผบ.พิกซิสและคนที่เกี่ยวข้องในการสำรวจครั้งนี้ต่างติดโรคระบาดกันหมด  ” เอลวินกล่าว “กระทั่งประชาชนทั่วไปก็ติดโรคนี้ด้วย”

 

 

“นายรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกยังใจเย็นอีกเหรอเอลวิน!”  ฮันซี่ตบโต๊ะอีกครั้ง   ช่างเป็นชายเลือดเย็นเหมือนที่คนอื่นร่ำลือจริงๆ

 

 

“ฮันซี่” มิเกะส่งเสียงเตือน  แต่ตอนนี้ทุกคนบนโต๊ะประชุมเริ่มออกความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันแล้ว

 

 

“พวกมันเป็นใครกันแน่ถึงกล้าทำเรื่องแบบนี้..เอลวินนายรู้เรื่องนี้อยู่แล้วทำไมถึงต้องปิดเงียบด้วย”

 

 

“ใช่  ทำไมไม่บอกพวกเรา”

 

 

“เอลวินคิดจะปิดเรื่องนี้ไม่ถึงไหน  ไม่เห็นหัวพวกเราหรือไง..”

 

 

“ตอบมาสิเอลวิน!”

 

 

                กระแสเสียงไม่เห็นด้วยถูกจุดขึ้นบนโต๊ะประชุม   พวกเขาทุกคนราวกับเป็นคนโง่ที่ถูกเอลวินหลอกใช้แต่ชายหนุ่มผมทองยังคงรักษาสีหน้าเรียบได้เหมือนเดิม 

 

 

“เอลวิน  คนร้ายคือใคร  ท่านผบ.พิกซิสรู้เรื่องนี้หรือเปล่า?” ฮันซี่ถามเสียงเครียด

 

 

“ท่านผบ.พิกซิสทราบเรื่องนี้ดี  ท่านถึงได้ออกคำสั่งให้สอบสวนเรื่องโรคระบาดครั้งนี้” เอลวินบอกทุกคน “แต่เรื่องคนร้ายฉันคงบอกไม่ได้  จนกว่าหลักฐานที่เกี่ยวโยงถึงคนๆ นั้นจะชัดเจนมากกว่านี้”

 

 

                ชายหนุ่มผมทองกวาดสายตาไปยังทุกคนอีกครั้ง  แต่คราวนี้ดวงตาคมคู่นั้นกลับแข็งกร้าวจนทุกคนรู้สึกหวาดหวั่น   แม้แต่ผบ.พิกซิสเองก็ไม่เคยทำให้พวกเขารู้สึกแบบนี้มาก่อน

 

 

...มันคืออำนาจที่คนๆ นี้แสดงออกมา...

 

 

“กลับมาที่หัวข้อการประชุมอีกครั้ง  ฉันจะนำรายงานการสอบสวนครั้งนี้ให้ทหารรักษาการณ์เป็นคนจัดการต่อ  พวกนายเห็นด้วยมั้ย?”

 

 

                แรงกดดันที่ส่งผ่านจากคำพูดทำให้ทุกคนกัดฟันแน่น   เมื่อไม่มีใครเอ่ยอะไรชายหนุ่มผมทองจึงถามอีกครั้ง

 

 

“ถ้าพวกนายไม่มีข้อคิดเห็นอะไร  ฉันจะถือว่าเห็นด้วย”

 

 

“...”

 

 

                แน่นอนทุกคนอยากจะขัดแย้งออกไป  แต่อย่างที่เอลวินบอกว่าจะสอบสวนเรื่องนี้ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์...ในเมื่อรู้ตัวร้ายว่าเป็นใครจะสอบสวนไปเพื่ออะไร   การถูกปกปิดและหลอกใช้จากพรรคพวกเดียวกันถึงอย่างไรก็ทำใจยอมรับ

ไม่ได้...และพวกเขาไม่สามารถทำอะไรคนๆ นี้ได้เลย

 

 

“ทุกคนเห็นด้วยสินะ... “  เอลวินถือว่าความเงียบนั้นคือคำตอบ  “จบการประชุม ทุกคนแยกย้ายไปทำงานตามหน้าที่”

 

 

                ทหารทุกคนลุกขึ้นจากโต๊ะประชุมทันที  มีบางคนส่งสายตาโกรธไปยังผู้บังคับหมู่เอลวินที่ยังนั่งที่เดิมจนกระทั่งทุกคนออกจากห้องไปหมด  เหลือเพียงเอลวิน  มิเกะ และฮันซี่เท่านั้นที่อยู่ในห้อง

 

 

“ฮันซี่งานของเธอยังไม่เสร็จไม่ใช่หรือไง?” เอลวินถามขึ้น  ก่อนจะยื่นเอกสารเรื่องการสอบสวนทั้งหมดให้มิเกะเป็นคนจัดการต่อ 

 

 

“มิเกะฝากนายส่งเอกสารรายงานให้ทหารรักษาการณ์เมืองนี้ด้วย”

 

 

                หญิงสาวผมหางม้ามองชายหนุ่มทั้งสองคนที่ยังทำงานต่อไปเป็นปกติ  ทั้งๆ ที่การประชุมเมื่อครู่น่าจะสร้างความลำบากใจให้กับเอลวินแต่นี่ไม่ปรากฎร่องรอยบนใบหน้าชายหนุ่มเลย  เมื่อเห็นมิเกะออกจากห้องเธอจึงตัดสินใจพูดขึ้น

 

 

“นายไม่เคยรู้สึกผิดหรือขอโทษพวกเราเลยสินะ เอลวิน”

 

 

                ฮันซี่หยิบเอกสารที่เธอทำงานค้างไว้มาทำต่อ  มือข้างหนึ่งจดรายละเอียดส่วนอีกข้างเปิดหนังสืออ้างอิงประกอบ

 

 

“เรื่องของนายคงสำคัญมาก  จนบอกเรื่องนี้กับใครไม่ได้....พวกเราดูไม่น่าไว้ใจขนาดนั้นสินะ”  หญิงสาวเอ่ยออกมา  ประโยคเดียวที่เธอเคยพูดไว้กับรีไวล์  เพราะชายหนุ่มสองคนนี้ช่างคล้ายกันเหลือเกินเรื่องการเก็บซ่อนความรู้สึก

 

 

“ที่เธอถามเป็นขอคำปรึกษาหรือพูดถึงความไว้วางใจของมนุษย์?”

 

 

“นายน่าจะรู้ความหมายดีไม่ใช่เหรอ   นายยังมีเรื่องปกปิดพวกเราอีกเรื่อง”  ฮันซี่ยังคงทำงานต่อไม่มองหน้าชายหนุ่มผมทอง  “ตอนที่ประชุมนายก็ยังบอกเรื่อง “พวกนั้น” ไม่หมด   อย่าคิดว่าฉันเป็นพวกละความพยายามง่ายๆ “

 

 

“ตอนที่ประชุมฉันบอกสิ่งที่ทำหมดแล้ว”

 

 

“แต่นายก็ยังไม่บอกพวกเราว่าใครเป็นคนร้าย?”

 

 

“ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นคนๆ นั้น”

 

 

“ยังคงเป็นคนหัวแข็งเหมือนเดิมนะ  ต้องให้เรื่องทุกอย่างถูกต้องไปหมดเลยหรือไง   แต่คนอย่างนายยอมทำทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายตัวเองอยู่แล้วนี่   เรื่องที่พวกนายร่วมมือกับท่านผบ.พิกซิสทำอะไรลับหลัง  ...อย่าคิดว่าใครไม่รู้นะเอลวิน”

 

ฮันซี่เอ่ยต่อ  มือที่ลากปากกาขนนกยังคงตวัดเขียนตัวอักษรต่อไป   “คนร้ายในคดีนี้คงเกี่ยวกับโลกดำมืดของนาย  ถ้าฉันเดาไม่ผิด”

 

 

                ฮันซี่วางปากกาขนนกลงพลางถอนหายใจ  เสียงทุ้มหาวเกินผู้หญิงเอ่ยเสียงแผ่ว

 

 

“นิโคลัส  โลบอฟ...”

 

 

“ชื่อของคนๆ นี้พอจะคุ้นหูนายมั้ยเอลวิน?”

 

 

                เอลวินมองหญิงสาวตรงหน้า  นอกจากเรื่องไททันแล้วเขาไม่คาดคิดว่าจะได้ชื่อคนๆ นี้จากปากของหญิงสาว  เขาได้แต่ขยับยิ้มบางเป็นการยอมรับกลายๆ

 

 

“รู้เรื่องนี้มานานหรือยัง?”

 

 

“ตั้งแต่วันที่ฉันสืบประวัติของรีไวล์” ฮันซี่บอก “ชื่อของคนๆ นี้ปรากฎในเอกสารประวัติรีไวล์ก่อนที่จะถูกใครบางคนแถวนี้ทำลายทิ้ง”

 

 

                คนแถวๆ นี้ที่ฮันซี่หมายถึงก็คือ เอลวิน   ซึ่งหลังจากเธอไปสืบค้นประวัติของรีไวล์อีกครั้งก็ได้รับทราบว่าแฟ้มประวัติถูกเอลวินสั่งทำลายไปแล้ว   ไม่เหลือเรื่องราวให้เธอได้สืบค้นอีก 

 

 

“ไม่คิดว่าเธอจะสนใจประวัติของรีไวล์ด้วย” 

 

 

                เอลวินเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่   ทั้งๆ ที่ความจริงเขาเองเป็นคนสั่งทำลายแฟ้มประวัติทำเพื่อป้องกันไม่ให้ใครขุดคุ้ยอดีตของรีไวล์อีก  เพราะเจ้าตัวได้กลายเป็นทหารทีมสำรวจแล้ว

 

 

...เพราะฉะนั้น  เรื่องราวในอดีตก็ให้เป็นอดีตตลอดไป...

 

 

                ฮันซี่ยังไม่เลิกซักถามชายหนุ่มผมทอง  ก่อนจะขยับยิ้มพราว...ถ้าเรื่องไหนอยู่ในความสนใจของเธออย่าคิดนะว่าจะเลิกราง่ายๆ

 

 

“ทุกคนน่ะสนใจอยู่แล้ว  อันธพาลจากเมืองใต้ดินมาเป็นทหารทีมสำรวจเชียวนะ   แค่ไม่มีใครกล้าค้นประวัติหมอนั้นเพราะกลัวความผิด   หึ....คงมีแต่ฉันคนเดียวนี่ล่ะที่กล้าจนมาเจอชื่อขุนนางคนนี้   ทำไมอันตพาลจากเมืองใต้ดินถึงมีชื่อขุนนางระดับสูงมาเกี่ยวข้อง  ที่นายรับรีไวล์มาเป็นทหารคงมีอะไรมากกว่าฝีมือแน่ๆ และฉันก็คิดไม่ผิด...”

 

 

“เธอรู้เรื่องอะไรบ้างเกี่ยวกับรีไวล์” เอลวินถามตรงๆ  ไม่ตกใจกับคำพูดนั้น

 

 

“ไม่รู้หรอก  ในแฟ้มประวัติพวกนั้นไม่ได้บอกอะไรมาก” เธอบอก “ประวัติของรีไวล์คลุมเครือจนสืบค้นข้อมูลไม่ได้   อ่ะ แต่ฉันยกย่องนะว่าฝีมือเก่งกาจเกินมนุษย์เป็นของจริง”

 

 

                หญิงสาวมองเอลวินที่นั่งรับฟังเงียบๆ   สีหน้านั้นยังคงราบเรียบไร้ความรู้สึกเหมือนเดิม  เห็นแล้วรู้สึกหมั่นไส้ชะมัด  ก่อนจะพูดถึงเรื่องหนึ่งที่เธอสังเกตมานาน “...และเรื่องที่พวกนายสองคนสู้กันทุกเดือน  ถึงนายจะอ้างว่าเป็นการซ้อมฝีมือก็เถอะ”

 

 

                เป็นความผิดปกติที่เธอไม่อาจมองข้ามได้   บาดแผลที่ทั้งคู่ได้รับจากการซ้อมฝีมือหนักหนาพอๆ กับการสู้รบไททันในสนามรบ

 

 

“ก็แค่การซ้อมฝีมือธรรมดา  ใครๆก็ทำกัน” เอลวินกล่าว

 

 

                ดวงเนตรสีดำภายใต้กรอบแว่นหนายังแสดงความแคลงใจ   แต่สุดท้ายก็ไม่ถามอะไรต่อเพราะไม่อยากไปเกี่ยวเรื่องส่วนตัวของสองคนนี้  “เรื่องของนายและรีไวล์ช่างเถอะ  สรุปนิโคลัส  โลบอฟเป็นผู้ต้องสงสัยในดคีนี้สินะ”

 

 

“อาจจะเป็นผู้ต้องสงสัย”

 

 

                เอลวินแก้คำพูดของหญิงสาวให้ถูกต้อง  “รายงานการสอบสวนครั้งนี้คงทำให้คนๆ นั้นไม่กล้าลงมืออะไรไปซักพักใหญ่  และฉันเองก็มีแผนจัดการคนๆ นี้เรียบร้อยแล้ว”

 

 

                เมื่อเห็นว่าเอลวินไม่มีท่าทีเดือดร้อนเท่าไหร่  หญิงสาวก็ไม่กล้าเอ่ยถามอะไรต่อ....ภายในใจของหัวหน้าเอลวิน  เธอไม่เคยเดาความคิดของเขาออกเลยซักครั้ง   ราวกับถูกปิดทับด้วยหินหนักอย่างที่ใครจะยกออกเพื่อสืบค้นความจริง

 

 

“เอลวิน...แผนรับมือของนายคืออะไร  บอกฉันได้มั้ย?”

 

 

                ฮันซี่ถามเช่นนั้น  แต่มีเพียงความเงียบเป็นคำตอบ...หญิงสาวถอนหายใจไม่รู้เป็นรอบที่เห่าไหร่   ถึงจะรู้ว่าเอลวินคงไม่ตอบคำถามนี้อยู่แล้ว  แต่เธอก็อดคาดหวังคำตอบไม่ได้ “และเรื่องนี้รีไวล์รู้เรื่องด้วยมั้ย  พวกนายสองคนสนิทกันนี่นา”

 

 

“ไม่รู้  รีไวล์ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้” เอลวินบอก “ฮันซี่เธออย่าบอกเรื่องนี้กับใคร  แม้กระทั่งรีไวล์...เธอให้สัญญากับฉันได้มั้ย?”

 

 

“แล้วสิ่งแลกเปลี่ยนล่ะ  ฉันเองก็เป็นพวกขี้ลืมอยู่ด้วย”  หญิงสาวต่อรอง  สำหรับคนตรงหน้าเธอเองก็ไม่ยอมเหมือนกัน

 

 

“เพิ่มงบประมาณในการวิจัยไททันเป็นไง?” เอลวินเสนอข้อแลกเปลี่ยนที่หญิงสาวปรารถนาที่สุด  และเห็นแววตาสีดำนั้นวาววับราวกับถูกใจ

 

 

“ตกลง! ฉันจะไม่พูดเรื่องนี้กับใครแน่นอน...รีไวล์ก็ด้วย!”  ฮันซี่ยิ้มร่าเริงยอมรับขอเสนอทันที  “เอ...พูดถึงเจ้าตัว  รีไวล์หายไปไหนล่ะ  ฉันไม่เห็นหน้าตั้งแต่เช้าแล้ว  นายรู้หรือเปล่า?”

 

 

“ฉันสั่งให้รีไวล์ออกไปทำธุระข้างนอก” 

 

 

“อย่างนั้นเหรอ... อยากจะคุยเรื่องไททันและให้เลี้ยงข้าวซักหน่อยแท้ๆ   เงินเดือนช่วงนี้ยิ่งหมดไปกับการวิจัยด้วย”

 

 

                หญิงสาวผมหางม้าบ่นงึมงำก่อนเอามือกุมท้องที่เริ่มร้อง  อาหารกลางวันของเมืองนี้ไม่อร่อยซักนิด  ฮันซี่หยิบขนมปังแข็งๆ บนโต๊ะมากินแก้หิวไปก่อน  และนึกอะไรบ้างอย่างได้

 

 

“เมื่อคืนพวกนายสองคนไปทำอะไรกันมานะ  กลับซะดึกดื่นเลย....รีไวล์เองก็สีหน้าไม่ค่อยดีด้วยหรือไข้กลับอีกแล้ว”

 

 

“รีไวล์ไม่เป็นอะไรหรอก  คงเพราะอากาศเมื่อคืนหนาวเกินไป” เอลวินกล่าว  ดวงตาคมสีฟ้าที่มักเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวประกายอ่อนโยนลง  “เลยทำให้รีไวล์มีอาการไม่ค่อยดีนัก...”

 

 

“อย่างนั้นเหรอ  อืม...เดี๋ยวฉันว่าจะดูรีไวล์ซักหน่อยเผื่อกลับมาแล้ว ถ้าป่วยขึ้นมาอีกคนจะแย่”

 

 

                ฮันซี่หยิบขนมปังหลายชิ้นใส่กระเป๋าตนเองและเดินออกจากห้องประชุมไป  จนเหลือชายหนุ่มผมทองคนเดียวในห้องประชุม  เอลวินวางปากกาขนนกลงและนึกถึงคำพูดของฮันซี่ที่พูดถึงอาการของรีไวล์

 

 

                ความทรงจำที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเขายังจำได้ดี  ภายในตรอกมืดที่มีเพียงพวกเขาสองคน    ตอนนั้นเขาได้แต่จูบปลอบให้รีไวล์คลายความเศร้า  คงมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้รีไวล์เกิดความสะเทือนใจอีกครั้ง

 

 

“ทั้งๆ ที่เหตุการณ์นั้นผ่านไปนานแล้ว  นายยังคิดถึงมันตลอดสินะรีไวล์”

 

 

...เหตุการณ์ที่ทำให้คนๆ หนึ่งสามารถละทิ้งชีวิตของตนเองไปสู่ความตาย...

 

...ยามเมื่อคนสำคัญตายจากไป  ชีวิตคงไม่มีค่าให้ดำรงต่อ...

 

 

“ชีวิตของนายเป็นของฉัน....ไม่มีทางที่ฉันให้นายละทิ้งมันง่ายๆ ไปหรอก”

 

 

                จากปฏิทินดวงดาวที่เขาเปิดอ่านอีกสองอาทิตย์จะถึงคืนพระจันทร์เต็มดวงอีกครั้ง   และถ้าหากเขาชนะในค่ำคืนนั้นก็จะสร้างแผลใจให้รีไวล์อีกครั้ง  ให้ความแค้นผลักดันให้ร่างเล็กอ่อนแอนั้นมีชีวิตอยู่ต่อไป  และยึดติดตัวเขามากขึ้น  มากขึ้น  มากขึ้นกว่าเดิม

 

 

“ฉันคงเป็นพวกนิสัยแย่จริงๆ สินะ...”

 

 

........................................................................................................................

 

 

                กำแพงสูงใหญ่ที่ล้อมรอบเขตชิกันนะยังคงตั้งตระหง่านสูงเด่น  ปราการที่ปกป้องเหล่ามนุษย์จากไททันที่อยู่ภายนอก ปืนใหญ่ที่ตั้งไว้เป็นจุดๆ ต่างมีเวรยามเฝ้าประจำตำแหน่งตามหน้าที่ที่ได้รับคำสั่ง   แต่เนื่องจากร้อยปีที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่ไททันเข้ามาบุกทำลายกำแพงจึงทำให้เวรยามละหลวม  ปล่อยให้ใครบางคนขึ้นมาบนกำแพง

 

 

                คบเพลิงที่เผาไหม้ลุกโชนฉายให้เห็นร่างเล็กของชายหนุ่มผมดำที่กำลังก้าวเดินผ่านไป  ปลายผ้าคลุมกันหนาวสะบัดโบกพริ้ว  เสียงของเคลื่อนย้ายสามมิติที่ติดตั้งบนตัวส่งเสียงตามจังหวะเดิน

 

 

                แสงจันทร์ที่ส่องผ่านลงมาทำให้รีไวล์เงยหน้าขึ้น  ริมฝีปากบางมีไอสีขาวบางๆ ออกมา  ยิ่งตกดึกอากาศข้างบนนี้ยิ่งหนาวจับใจ 

 

 

“ทำไมถึงทำแบบนั้นด้วย?” รีไวล์บ่นพึมพำกับตัวเอง  เหม่อมองพระจันทร์เสี้ยวที่ส่องสว่างนวลท่ามกลางฟ้ามืด  กลุ่มเมฆหนาล้อมรอบราวกับอ้อมกอดของยักษ์ตัวใหญ่  และทำให้นึกถึงใครบ้างคน “เจ้าหมอนั้นเป็นคนแบบไหนกันแน่...”

 

 

                อ้อมกอดอบอุ่นจากคนที่เขาเกลียดจนอยากฆ่าให้ตาย  เสียงกระซิบทุ้มที่ปลอบโยนเขา  ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวเสียจนแสดงอาการตอบรับออกไป

 

 

                เขาสัมผัสริมฝีปากตนเองคล้ายกับจดจำรสหวานหอมที่อีกฝ่ายมอบให้  ...เขากำลังเปลี่ยนไป...เปลี่ยนไปเพราะผู้ชายที่ชื่อเอลวิน  สมิธ...

 

 

...เขาต้องกำจัดความรู้สึกนี้...

 

 

“นัดมาหาที่นี่มีเรื่องอะไรเหรอรีไวล์?”  เสียงทุ้มของคนที่กำลังนึกถึงเอ่ยขึ้น  ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มผมทองปรากฎในเงามืด  คบเพลิงที่ลุกโชนส่องให้เห็นซีกหน้าของเอลวินแสดงใบหน้านิ่งเฉย

 

 

“ฉันอยากจะนัดสถานที่ต่อสู้สำหรับสู้กันครั้งต่อไป” รีไวล์ตอบเสียงเย็นชา

 

 

“นึกว่าเรื่องอะไร  ไม่เห็นต้องที่นี่เลย” เอลวินเดินออกมา  เพื่อมองใบหน้ารีไวล์ให้ชัดขึ้น  เห็นว่าอีกฝ่ายยังสวมชุดทหารเต็มยศรวมถึงอาวุธครบมือ

 

 

“คงมีอะไรมากกว่านี้สินะ”

 

 

“แกทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร” คำถามหวนสั้นเอ่ยขึ้น “แกต้องการอะไรจากตัวฉันกันแน่  ทำไมแกถึงทำตัวแปลกไป”

 

 

“นายกำลังพูดอะไรรีไวล์  ฉันไม่เข้าใจ” เอลวินเอ่ยถาม  แต่ดวงตาคมสีฟ้าคู่นั้นมองออกว่ารีไวล์หมายถึงอะไร

 

 

“อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน  แกแค่ให้ฉันอยู่ทีมสำรวจเพื่อฆ่าไททันเท่านั้น” รีไวล์พูดเสียงเย็น “เรื่องทั้งหมดทีแกทำและเหยียดหยามฉันก็เพื่อให้สิ่งที่แกต้องการ   ไอ้ท่าทางเห็นอกเห็นใจฉันไม่ต้องการมัน!”

 

 

“มันทำให้นายกลัวขนาดนั้นเลยเหรอรีไวล์?”

 

 

“ฉันไม่ได้กลัว!”

 

 

“และทำไมนายถึงแสดงมันออกมาล่ะ?” คำถามยอกย้อนเอ่ยขึ้น  เหมือนจ้องมองแมวที่ฟูขนเพื่อข่มขู่ศัตรู  และรีไวล์กำลังทำตัวเช่นนั้น “ฉันไม่ได้ทำอะไรที่แปลกไป  คงมีแต่ความรู้สึกที่ต้องการนายมากขึ้นเท่านั้น”

 

 

                เอลวินขยับเดินเข้าใกล้รีไวล์มากขึ้น  มือใหญ่ยกขึ้นเพื่อสัมผัสแก้มนวลแต่ก็ถูกรีไวล์ปัดออกอย่างไม่พอใจ

“หึ ร่างกายของฉันมันคงให้แกติดใจมากจนอยากได้เลยหรือไง”

 

 

“แค่ร่างกายอย่างเดียวมันไม่พอสำหรับฉันแล้วรีไวล์” เอลวินมองมือของตนเองที่ปัดอย่างไร้เยื่อใย  สบดวงตาสีดำเทาคู่นั้นอย่างจริงใจ  “ฉันต้องการตัวของนายรวมถึงหัวใจของนายด้วย”

 

 

“ความจงรักภักดีโง่ๆ ”

 

 

“ไม่ใช่”

 

 

                เอลวินปฏิเสธทันที  “ไม่ใช่เรื่องของศักดิ์ศรีหรือความภาคภูมิใจอะไรทั้งนั้น  เป็นเรื่องของเราสองคนต่างหาก”

 

 

“คำพูดที่ฉันบอกนายทุกครั้ง  ทุกคืนพระจันทร์เต็มดวงคือความรู้สึกของฉัน”

 

 

....ฉันรักนายนะรีไวล์...

 

 

                ราวกับคำพูดนั้นสะท้อนก้องขึ้นในสมองของรีไวล์  ชายหนุ่มผมดำพยายามลบเสียงนั้นออกจากใจ  ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าหมอนี่หมายถึงอะไร   เขากำลังถูกความรู้สึกบ้าๆ นั้นครอบงำทีละนิดจากชายตรงหน้าที่เขาเกลียดที่สุด

 

 

                ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สมองของเขามีแต่เรื่องของเอลวินเต็มไปหมด  ทุกครั้งที่ตัดสินใจทำอะไรก็มักนึกถึงชายหนุ่มผมทองคนนี้เป็นอันดับแรก   ...กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโดยไม่รู้ตัว...

 

 

“ฉันจำไม่ได้เลยซักนิด” คำพูดปดเอ่ยออกไป  ใบหน้านิ่งเฉยนั้นแสดงความเย็นชาให้แก่อีกฝ่ายตลอดเวลา “สิ่งที่ฉันจำได้มีเพียงสัญญาเท่านั้น  สัญญาระหว่างแกกับฉัน”

 

 

… วันแห่งคำสัญญา…

…วันแห่งเกมฆ่าฟันที่พวกเขาสองคนได้ให้คำสัญญา..

…ผู้พ่ายแพ้ต้องได้รับบทลงโทษที่สัญญาไว้…

 

 

                ทุกคืนพระจันทร์เต็มดวงพวกเขาทั้งสองคนจะต่อสู้กัน  ผู้ชนะสามารถเรียกร้องทุกสิ่งจากตัวผู้แพ้  และสิ่งที่เอลวินเรียกร้องคือ ร่างกายของเขา

 

 

                ที่เขาทนอยู่ทีมสำรวจก็เพื่อที่ฆ่าเจ้าหมอนี่  ยอมให้ร่างกายนี้ถูกใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อไปสู่เป้าหมายของตนเอง  ถ้าเขาชนะเอลวิน  สิ่งเรียกร้องคือ ชีวิตของเอลวิน

 

 

“ความรู้สึกของแกฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น” ที่มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อที่จะฆ่าคนตรงหน้าเท่านั้น  และรู้สึกตัวเองโง่ทุกครั้งที่ไปทำสัญญานั้น  ...เพียงแค่เขาหยิบดาบออกมาก็สามารถปลิดชีวิตฆ่าเอลวินได้...

               

 

...แต่เขากลับไม่ทำมัน...

 

 

                เมฆหนาบนท้องฟ้าเริ่มบดบังแสงจันทร์นวลที่ส่องแสง   เสียงครืนของฟ้าร้องดังกึกก้องไปทั่วรวมถึงลมพัดที่แรงขึ้นเรื่อยๆ  ภาพในอดีตเริ่มผุดขึ้นมาในใจรีไวล์ทีละน้อย...             วันที่เขาได้ทำสัญญากับเอลวิน อากาศก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน

               

 

                ...เป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต  สิ้นหวังเสียจนไม่อาจประคองร่างกายให้เชื่อฟังได้...

                ...ทั้งศูนย์เสียเพื่อนพ้องที่ไม่อาจแทนที่ได้  รวมถึงชีวิตของตนเอง...

 

 

                ทั้งที่มีโอกาสสามารถฆ่าคนตรงหน้าได้  แต่เรี่ยวแรงที่เงื้อดาบเพื่อปลิดชีวิตคนตรงหน้ายังทำไม่ได้เลย   แต่เพียงคำพูดธรรมดาของเอลวินกลับทำให้เขามีชีวิตต่อ  และหยิบยื่นข้อเสนอที่ทำให้เขาพึงพอใจ.. 

 

...เพื่อให้เขาได้ฆ่าอีกฝ่ายอย่างไร้ความผิดในใจ...

 

 

“มีแต่คนมีชีวิตอยู่นั้นถึงระลึกคนตาย  ชีวิตของนายก็เป็นเช่นนั้น”

 

 

                รีไวล์พึมพำประโยคนั้นออกมาเบา  ดวงตาสีเทาคู่นั้นประกายจริงจังราวกับได้ตัดสินใจแล้ว  ตะโกนก้อง “พันธะระหว่างฉันกับแกคือ “คำสัญญา” เท่านั้น  ไม่มีอะไรมากกว่านั้น!”

 

 

 

                รีไวล์ชักดาบออกมาก่อนจะชี้ไปยังคนตรงหน้า   สายลมแรงของพายุฝนทำให้ใบมีดนั้นสั่น  “ถ้าแกคิดจะทำอะไรนอกเหนือคำสัญญา  ฉันเองก็มีสิทธิ์ที่จะฆ่าแกทุกเมื่อ จำไว้!”

 

 

“ฉันทำให้นายเกลียดมากกว่าเดิมแล้วสินะ” เอลวินทอดสายตามองรีไวล์อย่างเจ็บปวด “ก็ได้รีไวล์ระหว่างเรายังคงเป็นเหมือนเดิม”

 

 

                สิ้นคำพูดนั้นใบหน้าของเอลวินก็เป็นปกติเหมือนเดิม  ราวกับสวมหน้ากากเย็นชาที่เห็นทุกสิ่งเป็นเพียงอากาศธาตุ  รอยยิ้มบางเหยียดออกจนรีไวล์รู้สึกขยะแขยง

 

...ใช่แล้ว  ตัวตนที่แท้จริงของหมอนี่...

...จอมหลอกลวงที่ใช้ประโยชน์ของผู้คนเท่านั้น...

 

 

“สถานที่ต่อสู้ครั้งหน้าคือที่ไหน” เอลวินถามอย่างเย็นชา  ไม่สนใจดาบที่กำลังชี้มา

 

 

“ป่าชานเมือง  ใกล้ศูนย์บัญชาการทีมสำรวจ”

 

 

“คราวนื้เป็นป่าอย่างนั้นเหรอ  นายเป็นพวกชอบสถานที่แปลกๆ ดีนะ”  เอลวินเหยาะเย้ย มองรีไวล์ที่ยังจ้องมาอย่างกินเลือดกินเนื้อ  “ในป่าก็ไม่เลวเหมือนกัน    เสียงครางของนายคงจะเพราะขึ้นกว่าเดิม”

 

 

“แก!”

 

 

“เสร็จธุระในเมืองนี้พวกเราคงกลับศูนย์บัญชาการพอดี” เอลวินเอามือปัดดาบของรีไวล์อย่างไม่ใส่ใจ

 

 

“เตรียมร่างกายให้ดีล่ะรีไวล์  เพราะฉันจะได้เล่นสนุกกับร่างกายของนายได้นานๆ  จนนายลืมไม่ลง”

 

 

                คำพูดดูถูกราวกับเหยาะเย้ยล่วงหน้าทำให้รีไวล์กัดฟันแน่น   มือจับดาบแน่นบังคับมันไม่ให้ฆ่าคนตรงหน้า

 

 

“ฉันจะเป็นฝ่ายชนะ“

 

 

“ฉันจะรอนะรีไวล์”

 

 

                เอลวินหยักยิ้มบาง  ก่อนจะเดินผ่านรีไวล์อย่างไม่สนใจคล้ายกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกัน    เมื่อเอลวินจากไปไกลแล้ว   ดาบเหล็กในมือรีไวล์ก็ฟาดฟันกับกระถางคบเพลิงทันทีจนมันล้มลง   เปลวไฟลุกโชนตรงหน้าช่างเหมือนจิตใจของชายหนุ่มผมดำที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้นเต็มอก

 

 

                เขาเอามือกุมอกตัวเอง  พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลออกมาเงียบๆ  ความรู้สึกนี้กลับมาอีกแล้วเหมือนในวันที่ฝนตกหนักในวันนั้น   เสียงอัสนีบาตร้องก้องราวกับย้ำเตือนความทรงจำ  

 

 

                ใช่แล้ว หยาดน้ำตาหรือหยาดน้ำฝนกันแน่ที่ชะล้างใบหน้าของเขาตอนนั้น

 

 

 ....ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจ  ทำไมมันถึงไม่จางหายไปเสียที...

 

 

......................................................................................................................................................TBC

 

Talk!

 

สวัสดีค่าทุกคน  หลังจากตอนที่ 7 คล้ายเครียดด้วยมุกเพลง “มาฆ่าไททันด้วยกันมั้ย”  คงทำให้หลายคนหัวเราะกันถ้วนหน้า (ตอนเขียนเองก็ยังแอบขำ ฮา)

 

พอมาตอนนี้ก็ประชุมซะเครียดเลย  = =’’  แถมความสัมพันธ์ระหว่างรีไวล์กับป๋าที่ดูเหมือนพัฒนาขึ้นก็เปลี่ยนไปเสียแล้ว  ไม่รู้ว่าใครซึนมากกว่ากันระหว่างป๋ากับรีไวล์  โดนเฉพาะรีไวล์ปากแข็งมาก ฮา

 

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านมากนะคะติดตาม  มีข้อติชมหรือปรับปรุงอะไรก็คอมเม้นต์บอกได้เลยนะ! เราจะได้แก้ไขให้ดีขึ้น 

 

ไว้เอนทรีย์หน้าพบกันใหม่นะคะ ^ ^

 


 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ใช่เคอะ ปากแข็งมากท่านรีไวล์ แข็งเกินไปมั้ยนี่ แข็งจนเหมือนหาเรื่องทรมานตัวเองเลยอ่ะ ทั้งๆ ที่ป๋าเอลวินแสดงความรู้สึกจากใจออกไปตรงๆ ซะขนาดนี้แล้ว ยังพูดแล้วก็ผลักดันให้ป๋าดาร์กกับตัวเองอีก
อ่านแล้วปวดจิต แต่ก็จะอ่านต่อจนจบ เพราะจะรอดูฉากหวานแหวว

#1 By Mikasure (153.195.133.4|153.195.133.4) on 2015-02-09 12:57