[Titan Fic] +++Gamble [Erwin x Levi] Part 9

posted on 16 Feb 2014 21:17 by little-fin in Attack-on-Titan, Fanfiction
 

สวัสดีค่าทุกคน

 

ไม่พูดพร่ำทำเพลงขอลงฟิคเลยละกันนะ!  (ไปอยู่ช่วงทอร์คหมดแล้ว  555)

 

 

 

คำเตือน บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง) ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้ ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^

 

 

 

 

Title : Gamble [Erwin x Levi]

Author : Kukurio

Pairing : เอลวิน x รีไวล์ [Erwin x Levi]

Rate: PG15 (เรตเพิ่มขึ้นนิดหน่อย)

 

 

 

 

 

 

 

Part 9

 

 

 

 

“นี่คือ กำหนดการสำรวจนอกกำแพงครั้งต่อไป  ขอให้ทุกคนพิจารณาด้วย”

 

 

                เอกสารที่เขียนกำหนดการไว้ถูกแจกจ่ายให้ทุกคนบนโต๊ะประชุม   ชายหนุ่มผมทองที่ตอนนี้ได้รับความไว้วางใจจากผู้บัญชาการทีมสำรวจกวาดตาไปรอบๆ    แม้จะมีสายตาไม่พอใจจากเพื่อนทหารด้วยกันที่มองมา  แต่เอลวินก็ไม่ใส่ใจอะไรมากนักและประชุมไปตามปกติ    ดวงตาสีฟ้าคมไล่อ่านเอกสารที่ถูกนำเสนอในที่ประชุมตั้งแต่งบประมาณการเบิก-จ่ายยุทธภัณฑ์   ร่วมถึงผลการฝึกการจัดกระบวนทัพระยะไกลที่เหล่าทหารหน้าใหม่ต่างฝึกฝนอย่างหนัก  เอกสารมากมายถูกนำเสนอและถกเถียงกันในห้องประชุมอย่างเคร่งเครียด

 

 

                จนกระทั่งผู้บัญชาการคีธ  ชาดิส  เข้ามาในห้องการถกเถียงดังกล่าวจึงสงบลง   ความขัดแย้งที่ไม่เห็นด้วยกับเอลวิน  สมิธถูกผู้บัญชาการตัดสินว่าให้ทำตามความเห็นของผู้บังคับหมู่หนุ่มคนนี้

 

 

                เมื่อการประชุมจบสิ้นและทุกคนต่างแยกย้ายไปทำงานตามปกติ  ทหารหลายนายอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา

 

 

“ทำไมเจ้าคนเลือดเย็นอย่างหมอนั้น  ผู้บัญชาการต้องไว้ใจด้วย”

 “หึ แค่เป็นคนคิดแผนกระบวนทัพระยะไกลก็ได้กลายเป็นคนโปรด  แบบนี้ฉันก็ทำได้วะ...”

“ตอนมันทำท่าอวดเก่งที่เมืองชิกันน่า  ฉันยิ่งไม่ชอบมันใหญ่..รู้ว่าใครเป็นคนร้ายก็ปิดเงียบไม่บอกพวกเรา”

“ให้ตายสิ  ผู้บัญชาการไว้ใจเจ้าเอลวินมากเกินไปแล้ว  ท่าทางจะยกมันให้เป็นผู้บัญชาการแน่ๆ”

“ฉันเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านแน่วะ”

 

 

                ฮันซี่มองเหล่าหัวหน้าหมู่ทุกคนที่ต่างจับคุยวิพากษ์วิจารณ์เอลวินอย่างแค้นเคือง  หญิงสาวผมหางม้าแอบลอบถอนหายใจเล็กน้อย  ใครบอกว่ามีเฉพาะผู้หญิงที่ชอบจับกลุ่มนินทา  พวกผู้ชายก็ไม่แพ้กันหรอก 

 

 

“เอลวิน...นายคิดว่าตัวเองทำทุกอย่างได้ตัวคนเดียวสินะ...”  ฮันซี่บ่นพึมพำออกมา   ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นหนามองไปยังห้องประชุมที่เพิ่งออกมา   ซึ่งผู้บัญชาการคีธกับเอลวินยังคุยงานกันต่อ

 

 

“ไม่เข้าใจพวกผู้ชายเลยจริงๆ  จะยึดศักดิ์ศรีไปเพื่ออะไร”

 

 

                หลังจากวันที่ทุกคนได้กลับมาศูนย์บัญชาการทีมสำรวจอีกครั้ง  ฮันซี่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ในศูนย์บัญชาการ  บทบาทของผู้บังคับหมู่เอลวิน  สมิธมีความสำคัญมากขึ้นจนทุกคนสังเกตเห็น    และต่างคาดเดากันว่าในไม่ช้าผู้บังคับหมู่เอลวิน  สมิธคงได้เป็นผู้บังคับบัญชากองทหารทีมสำรวจ  รุ่นที่ 13

 

 

                เธอเองก็ไม่ใส่ใจเรื่องนี้มากเท่าไหร่  เพราะใครเป็นผู้บังคับบัญชาคนต่อไปเป็นเรื่องของอนาคต  แต่สิ่งที่กวนใจเธอตอนนี้กลับเป็นเรื่องอื่นมากกว่า

 

 

                หญิงสาวเดินไปยังห้องทำงานของตัวเองที่อยู่ตึกฝั่งตะวันตก   ภายในห้องทำงานที่เธอมักจะปิดประตูหน้าต่างตลอดเวลามีใครบ้างคนเปิดมันออก  เสียงจู้จี้คุ้นหูที่ดังลอดออกจากห้องทำให้หญิงสาวหางคิ้วกระตุกทันที

 

 

“รีไวล์!  นายทำอะไรห้องทำงานฉันอีกแล้ว”

 

 

                ฮันซี่โผล่พรวดเข้าห้องทำงานตัวเองทันที   ห้องที่รกไปด้วยอุปกรณ์ทดลองและขวดสารเคมีถูกชายหนุ่มร่างเล็กเก็บกวาดอย่างเรียบร้อย  เอกสารที่เคยกระจัดกระจายทั่วห้องถูกจัดวางเป็นระเบียบบนโต๊ะทำงาน

 

 

“ทำไมห้องทำงานเธอถึงรกอย่างนี้ยัยแว่น”  เสียงเรียบของรีไวล์ดังขึ้น  ชายหนุ่มร่างเล็กดึงผ้าคลุมหน้าออกพลางมองไปรอบๆ ห้องทำงานฮันซี่อีกครั้ง “ฉันเพิ่งทำความสะอาดไปเมื่อวันก่อน  รกอีกแล้ว”

 

 

                หญิงสาวผมหางม้ามองห้องทำงานของตนเองที่สะอาดผิดปกติ  ซึ่งคราวนี้รีไวล์พาลูกมือมาช่วยด้วยสองคนคือเพทรากับออลโอ้ที่ยิ้มแห้งๆ ให้   เธอเอามือตบหน้าผากตัวเอง  เอกสารที่เธอเพิ่งเขียนรายงานเรื่องไททันเมื่อเช้าอยู่ไหนล่ะเนี่ย!

 

 

“วันหลังถ้านายไม่มีอะไรทำ  ไปทำความสะอาดอื่นได้มั้ยรีไวล์” ฮันซี่บอกกับรีไวล์เป็นครั้งที่สาม  นับตั้งแต่กลับศูนย์บัญชาการ  มีอยู่คนหนึ่งที่เปลี่ยนไปเหมือนกัน   ...และคนๆ นั้นกำลังชี้นิ้วสั่งให้ออลโอ้เอาขยะไปทิ้งข้างนอก  และสั่งให้เพทราไปเอาน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องทำงานของตนเองเพื่อนำมาราดห้องนี้

 

 

“....”

 

 

                ห้องของเธอไม่ได้สกปรกขนาดนั้นสักหน่อย!  ถึงจะมีแมลงสาบมาทักทายแต่มันไม่น่าถึงขั้นใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคนะ!  เมื่อเห็นว่าออลโอ้และเพทราออกจากห้อง   ฮันซี่จึงตัดสินใจถามขึ้น

 

 

“รีไวล์ถามจริงๆ เหอะเกิดอะไรขึ้น?  ตั้งแต่กลับมาที่ศูนย์บัญชาการนายก็เอาแต่ทำความสะอาดอย่างเดียวเลย”  ไม่ใช่แค่ห้องทำงานของเธอ  ทุกส่วนของปราสาทตอนนี้สะอาดวาววับจนทหารลื่นหัวแตกหลายรายแล้ว

 

 

“ไม่มีอะไร  ฉันก็แค่ทำทุกอย่างตามปกติ”  รีไวล์ตอบ  “เธอเองก็น่าจะชินได้แล้ว”

 

 

“ปกติห้องทำงานของฉัน  นายยังไม่กล้าเข้ามาด้วยซ้ำแบบนี้เรียกว่าปกติหรือไง” ฮันซี่กอดอกถาม  เมื่อก่อนรีไวล์เคยเข้ามาที่ห้องทำงานเธอครั้งหนึ่งและไม่กล้าเหยียบเข้ามาอีกเลย  แต่ตอนนี้มาเกือบทุกวันแถมชอบบุกรุกเข้ามาทำความสะอาดบ่อยๆ อีก

 

 

“นายมีเรื่องไม่สบายใจก็บอกฉันได้นะ  ฉันก็เคยบอกนายหลายรอบแล้ว  ยังไงพวกเราก็เป็นเพื่อนพ้องกัน”

 

 

“ไม่มีอะไร”

 

 

“โกหก” ฮันซี่ว่าทันที  และชี้นิ้วใส่อย่างเสียมารยาท   “นายต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ เกี่ยวกับเอลวินใช่มั้ย  ตั้งแต่พวกนายสองคนกลับมาที่นี่ก็แทบไม่ได้คุยกันเลย”

 

 

“ฮึ ไม่เห็นแปลกตรงไหน  ฉันเองก็ไม่ชอบขึ้หน้าหมอนั้นอยู่แล้ว”

 

 

“แต่มันก็แปลกอยู่ดี! เอลวินมักจะเรียกนายใช้งานประจำแต่หมู่นี้ไม่เรียกเลย  ผิดปกติชัดๆ “ ฮันซี่พูดตามตรง    มองรีไวล์ที่ยังกวาดพื้นห้องอยู่พลางถอนหายใจยาว  “พวกนายสองคนมีเรื่องทะเลาะกันใช่มั้ย  ถ้ายังไงก็รีบคืนดีกันสักทีเถอะ  อย่าให้คนแถวนี้ต้องเดือดร้อนเพราะเรื่องส่วนตัวของพวกนายเลย”

 

 

                รีไวล์ยังคงกวาดห้องทำงานต่อไปไม่สนใจสิ่งที่ฮันซี่พูด    ทำไมทุกคนถึงเป็นห่วงเขาเรื่องนี้นัก...ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวแต่ก็มีคนมากมายพูดเป็นห่วง  เขาแสดงออกเด่นชัดจนทุกคนสังเกตเห็นหรือไง

 

 

“ไม่มีอะไรทั้งนั้น...พวกเธอคิดมากันไปเอง”  รีไวล์ยังคงปฏิเสธยืนกรานคำเดิม  แต่ดวงเนตรสีเทาดำคู่นั้นกลับหมองไร้ชีวิตชีวาก่อนส่งเสียงหึในลำคอเบาๆ ราวกับประชดตัวเอง “หึ...เจ้าหมอนั้น  ก็แค่งานยุ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว  เป็นทหารคน

สำคัญของทีมสำรวจไม่ใช่หรือไง”

 

 

“...รีไวล์  น้ำเสียงนายบอกว่าโกรธชัดๆ “

 

 

                ฮันซี่ว่า   ก่อนจะตัดสินใจยื่นเอกสารการประชุมเรื่องการออกสำรวจนอกกำแพงครั้งต่อไปให้รีไวล์

 

 

 “เมื่อกี้ฉันไปประชุมมามีข้อตกลงแล้วว่าจะออกสำรวจนอกกำแพงครั้งต่อไปในอีกสามเดือนข้างหน้า   ถึงจะล่าช้าไปเยอะแต่ก็ดีกว่าไม่ได้ออกไปเลย”

 

 

“ถึงช่วงนี้ทีมสำรวจจะไม่ถูกต่อต้านเหมือนเมื่อก่อน  แต่ก็ยังมีขุนนางบางส่วนไม่พอใจอยู่ดีล่ะนะ” ฮันซี่นั่งบนโซฟารับรองแขกก่อนจะพูดระบายออกมา

 

“แถมมีข่าวลือจากในเมืองหลวงอีกว่าทีมสำรวจเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคระบาดในเขตชิกันน่า  ไม่รู้ว่าใครเป็นคนแพร่กระจายข่าวลือผิดๆ ก็ไม่รู้  บ้าจริงๆ”

 

 

                รีไวล์กวาดตาเอกสารอย่างคราวๆ อีกไม่นานคงมีคำสั่งให้เข้าฝึกเคลื่อนทัพระยะไกลอีกครั้ง   แต่เวลานั้นคงไม่มีอีกแล้ว...

 

 

...คืนพระจันทร์เต็มดวงครั้งนี้จะไม่มีคำว่าแพ้อีกต่อไป...

...เขาต้องฆ่าเอลวินให้ได้...

 

 

                นับตั้งแต่ที่เขาและเอลวินคุยกันบนกำแพงที่เมืองชิกันน่า  ทุกอย่างก็ดำเนินไปตามปกติเช่นเดิม...ยกเว้นเรื่องที่เขากับเอลวินไม่ได้พบหน้าพูดคุยกันอีกเลย  สำหรับศัตรูที่ต้องการจะฆ่าให้ตายไม่ต้องมีความสัมพันธ์ไร้สาระพวกนั้น

 

 

“เฮ้อ...ช่วงนี้เอลวินก็ยุ่งจริงๆ อย่างที่นายว่าไปธุระที่เมืองหลวงบ่อยๆ จนกลายแทบไม่เจอหน้าด้วยซ้ำ  ดีนะที่ยังเจอหน้ากันตอนประชุมบ้างใม่งั้นฉันนึกว่าย้ายไปทำงานที่เมืองหลวงแล้วซะอีก”

 

 

                ฮันซี่เหล่ตามองสีหน้ารีไวล์ที่ไม่แสดงอาการผิดปกติอะไร  ก่อนจะลอบยิ้มออกมา

 

 

“หรือว่าที่เอลวินทำตัวยุ่งแบบนี้เพราะหนีหน้านายเหมือนกันนะ”

 

 

“ไม่ใช่!”  รีไวล์พูดขึ้น  จ้องหญิงสาวที่หัวเราะออกมาเบาๆ  ดวงตาใต้กรอบแว่นหนาประกายพราวอย่างเหนือกว่า

 

 

“อย่างงั้นเหรอ  ฉันนึกว่าพวกนายสองคนหนีหน้ากันเองซะอีก  คนหนึ่งไปเมืองหลวง  อีกคนก็มาหลบที่ห้องฉัน”

 

 

                ฮันซี่แย้มรอยยิ้มกว้างก่อนจะเท้าคางมองรีไวล์ที่ยังคงอ่านเอกสารกลบเกลื่อน  ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าที่รีไวล์มาหาเธอบ่อยๆ เพราะอะไร

 

 

                บ้างครั้งเธอเองก็อยากตะโกนใส่หน้าผู้ชายสองคนนี้เหลือเกินว่า ... เลิกทะเลาะกันได้แล้ว  คนอื่นจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนอีก!...

 

 

“รีไวล์  ฉันขอพูดจากใจจริงไม่ว่าเรื่องในอดีตจะเป็นอย่างไง  ขอให้นายคิดถึงเรื่องปัจจุบันเข้าไว้...เรื่องราวในอดีตปล่อยมันไปเถอะ”

                รีไวล์มองยัยแว่นบ้าไททันที่จู่ๆ  ก็ทำหน้าจริงจังผิดปกติ...คล้ายจะรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในอดีตของเขา

 

 

“ไม่ต้องทำหน้าสงสัยแบบนั้นหรอก  ฉันแค่บอกในสิ่งที่เห็นเท่านั้น”

 

 

“เธอไม่รู้อะไรหรอกยัยแว่น”

 

 

“นั้นสิ....ฉันไม่รู้เรื่องอะไรของนายซักนิด” ฮันซี่ยอมรับ “ทั้งอดีตของนาย  ครอบครัวของนาย  ทุกอย่างในอดีตของนายฉันไม่รู้เรื่องสักอย่าง   รู้ว่าเป็นแค่อันธพาลคนหนึ่งที่เอลวินพามาเป็นทหารทีมสำรวจ ... แต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกคนก็ยอมรับนายเป็นส่วนหนึ่งของทีมสำรวจ   ฉายา”ชายผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษยชาติ” ไม่ใช่สิ่งที่เอลวินตั้งขึ้นมาเพื่อยกยอนายแต่  เพราะฝีมือของนายเก่งกาจจริงๆ”

 

 

“หึ  เธอไปกินอะไรแปลกๆ ถึงพูดแบบนี้ออกมายัยแว่น”

 

 

“เปล่าซักหน่อย!  สงสัยพายฟักทองของนายเมื่อเช้ามั้ง” ฮันซี่ว่าพลางนึกถึงพายฟักทองแสนอร่อยเมื่อเช้า  จนอยากกินอีกจัง ...แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้วก่อนรีบปาดน้ำลายพูดเรื่องจริงจังต่อ  

“เดี๋ยวก่อน!  นายอย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่องสิ  ฉันพูดจริงๆ  นะ  อีกอย่างที่นายอยู่ทีมสำรวจก็เพราะชอบพวกเราด้วยใช่มั้ยล่ะ”

 

 

                หญิงสาวถามด้วยความกระตือรือร้น   ก็ทั้งอิซาเบลจังกับฟาร์ลันคุงก็ตายไปแล้วทั้งคู่  ที่รีไวล์ยังเป็นทหารต่อคงเพราะชอบทีมสำรวจแน่ๆ 

 

 

“ไม่ใช่  ที่ฉันอยู่ทีมสำรวจต่อก็เพราะเป้าหมายบางอย่างเท่านั้น” รีไวล์ตอบอย่างเย็นชา “อีกอย่างเจ้าพวกนั้นเองก็คงอยากให้เป็นแบบนี้ด้วย”

 

 

“....อิซาเบลจังกับฟาร์ลันคุงพูดกับนายก่อนตายอย่างนั้นเหรอ?” ฮันซี่เอ่ยออกมาช้าๆ  ได้รู้ความลับของรีไวล์อย่างไม่คาดคิดมาก่อน

 

 

“สองคนนั้นอยากให้ฉันอยู่ทีมสำรวจต่อเท่านั้น   แต่ฉันเองก็มีเหตุผลของฉันเหมือนกัน” ชายหนุ่มร่างเล็กว่าพลางมองออกไปข้างนอกหน้าต่างที่ฟ้ายังคงสดใส “บรรลุเป้าหมายเมื่อไหร่ ฉันจะออกจากทีมสำรวจทันที”

 

 

                ฮันซี่นิ่งอึ้งไปสักพัก  ไม่รู้ว่าสิ่งที่รีไวล์เอ่ยออกมาเป็นเรื่องจริงหรือล้อเล่นกันแน่  ทำให้เธออยากรู้เข้าไปอีกว่าเป้าหมายของรีไวล์คืออะไร

 

 

“นายพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อตั้งใจจะบอกอะไรฉันหรือเปล่า?” 

 

 

                เธอถามอย่างระวัง  เพราะคนปากแข็งอย่างรีไวล์ถ้าไม่ถามดีๆ คงไม่มีคำตอบให้ “นายพูดอย่างกับว่าจะออกจากทีมสำรวจเร็วๆ นี้”

 

 

                เป็นครั้งแรกที่ฮันซี่เบิกตากว้างจนเผลอขยี้ตาและมองซ้ำอีกครั้ง   เมื่อเห็นว่าบนใบหน้าเรียบเฉยของรีไวล์กำลังแย้มรอยยิ้มออกมา  เป็นรอยยิ้มอบอุ่นแบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

 

 

“นั้นสินะ  คงเป็นแบบนั้น...เธอเองก็ดูแลตัวเองด้วยล่ะยัยแว่น”

 

 

“ระ รีไวล์ นะ นายพูดจริงเหรอ  เดี๋ยวก่อนอย่าพูดล้อเล่นสิ! “ หญิงสาวยกมือขึ้นห้ามไม่ให้รีไวล์พูดต่อ  “ถ้าอยากแกล้งฉันไม่เห็นต้องพูดแบบนี้เลย  ต่อไปนี้ฉันจะทำความสะอาดห้องสามวันหนึ่งครั้ง  ฉันสัญญา!”

 

 

                รีไวล์ไม่กล่าวอะไรต่อ  มองใบหน้าของฮันซี่ที่เต็มไปด้วยความสับสนและคำพูดตะกุกตะกัก   ในทีมสำรวจมีเพียงหญิงสาวคนนี้เท่านั้นที่เห็นเขาเห็นเป็นเพื่อนพ้อง   การจากลาครั้งสุดท้ายคงมีเพียงเท่านี้

 

 

....วันแห่งคำสัญญา...ได้เวลาสิ้นสุดเสียที...

 

 

.....................................................................................................................................................................

 

 

                กองเอกสารมากมายที่วางอยู่บนโต๊ะของเอลวิน  สมิธ บ่งบอกถึงภาระหน้าที่ที่ชายหนุ่มผมทองเป็นผู้รับผิดชอบ  และเขาเองก็พึ่งพอใจในงานที่ได้รับมอบหมาย    เพราะอย่างน้อยทำให้เขาลืมเรื่องที่รบกวนจิตใจ

 

 

                บางครั้งเอลวินก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า  ทำไมรีไวล์ถึงมีอิทธิพลต่อชีวิตเขาแบบนี้...ความรักทำให้ใครบางคนเปลี่ยนไปรวมถึงตัวเขาด้วย  และก็สร้างรอยแผลให้เขานับไม่ถ้วน

 

...ดั่งคมหนามแหลมที่ทิ่มแทงใจ  คงไม่ผิดนัก...

 

 

                เวลาล่วงเลยผ่านไปจนพระอาทิตย์ตกดินความมืดได้เข้ามาเยี่ยมเยือน    มิเกะจุดตะเกียงขึ้นเพื่อให้แสงสว่างให้แก่คนในห้อง  พลางมองหัวหน้าตนเองที่ยังทำงานต่อไม่หยุดพัก

 

 

“เอลวินจะให้ฉันยกอาหารเย็นมาที่ห้องมั้ย?”

 

 

“ขอบใจมาก  รบกวนนายด้วย”  เอลวินกล่าวขอบคุณ  ไม่ละสายตาจากเอกสารในมือ “หลังจากนั้นนายก็ไปพักผ่อนเถอะ  เลยเวลางานมานานแล้ว”

 

 

“และนายล่ะ?”

 

 

“ฉันจะทำงานอีกซักพักมีเรื่องมากมายที่ฉันต้องสะสางให้เสร็จคืนนี้” 

 

 

                ชายหนุ่มผมทองทำตัวยุ่งจนคนรอบข้างเป็นห่วง  มิเกะที่อยู่ใกล้ชิดเอลวินที่สุดยังอดไม่ได้ที่จะพูดเตือน “เอลวินนายหักโหมทำงานมากเกินไปแล้ว  ตั้งแต่นายกลับมาที่ศูนย์บัญชาการก็ทำงานไม่หยุดพักเลย”

 

 

“พวกเราหยุดพักมามากพอแล้วมิเกะ  และฉันเองก็คงไม่มีเวลาจะทำงานพวกนี้ต่ออีก” เอลวินว่า  “เวลาช่างผ่านไปเร็วจริง”

 

 

....วันแห่งคำสัญญาระหว่างเขากับรีไวล์...

...จะถูกตัดสินอีกครั้งในคืนพระจันทร์เต็มดวง...

 

 

“วันพรุ่งนี้ก็ถึงคืนพระจันทร์เต็มดวงแล้ว” เอลวินแย้มรอยยิ้มบางออกมา “คงถึงเวลาที่ฉันจะยุติเรื่องพวกนี้ซักที”

 

 

                มิเกะเลิกคิ้วไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เอลวินพูด  ถึงทำงานใกล้ชิดมานานก็ยังไม่เข้าใจในตัวอีกฝ่ายมากนัก  แต่เขาก็เชื่อมั่นในตัวเอลวินไม่เปลี่ยน   ชายหนุ่มร่างใหญ่ยื่นเอกสารที่เพิ่งได้รับจากสายสืบจากเมืองหลวง

 

 

“เอกสารที่นายสั่งมาถึงแล้ว” 

 

 

                ซองเอกสารที่ผนึกด้วยคลั่งอย่างดีถูกเปิดออก  รายละเอียดประวัติพร้อมรูปพรรณสัณฐานของคนที่เขาสั่งให้ตามสืบเป็นไปอย่างที่เขาคิด   คนที่เป็นคนร้ายที่แพร่พระจายโรคระบาด  คือ นิโคลัส  โลบอฟ  แต่ไม่มีหลักฐานเอาผิดได้เนื่องจากมีพยานและหลักฐานที่อยู่ชัดเจน

 

 

                เอกสารแผ่นต่อมา คือ ประวัติของคนสนิทของโลบอฟที่ได้รับความไว้วางใจจนก้าวขึ้นมาเป็นมือขวา    ชายหนุ่มผมสีเงินยาว  หน้าตากระเบียดไปทางคุณชายที่อยู่ในคฤหาสน์  ดวงตาสีเขียวแสดงถึงความฉลาดที่ไม่อาจปิดซ่อนได้

เป็นคนๆ เดียวที่เขาพบในเมืองชิกันน่าและสร้างรอยแผลให้กับแขนซ้ายนี้

 

 

“เป็นอย่างที่คิดจริงๆ “ เอลวินพึมพำเบาๆ  ตอนที่อยู่เมืองชิกันน่าเขารู้สึกคุ้นหน้าชายคนนี้อย่างประหลาดอาจจะเคยเจอในงานเลี้ยงซักงานในเมืองหลวง   ก่อนที่เขาจะสั่งให้คนสืบประวัติของชายหนุ่มผมเงินและเป็นอย่างที่คิดจริงๆ  รอยยิ้มบางเหยียดออก

 

“เบอร์นาร์ด  เกรย์...   นึกไม่ถึงว่าจะเป็นบุคคลที่สำคัญขนาดนี้”

 

 

“เอลวิน?”

 

 

                มิเกะถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเอลวินกำลังเริ่มหัวเราะเบาๆ  ในสมองของชายหนุ่มผมทองกำลังร่างแผนการอย่างเป็นขั้นตอน  เส้นสายที่เขาวางไว้ในเมืองหลวงตอนนี้คงมากพอที่จะดึงชายคนนี้เป็นพวกได้   อ่านจากประวัติแล้วคนชื่อเบอร์นาร์ด  เกรย์  เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานพอสมควรถึงได้เป็นคนสนิทของขุนนางคนนี้ได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งเขาอาจใช้ความทะเยอทะยานให้เป็นประโยชน์

 

 

“มิเกะ  ฉันมีเรื่องขอร้องให้นายช่วยทำงานชิ้นหนึ่ง...” ชายหนุ่มผมทองมองไปยังคนสนิทที่ทำงานร่วมกันมานาน “เป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน  ถ้านายไม่อยากรับทำฉันก็ไม่ว่าอะไร”

 

 

“คงเป็นเรื่องสำคัญสินะ” มิเกะถาม  นานๆ ครั้งที่เอลวินจะขอร้องแบบนี้ก่อนพยักหน้ารับปาก

 

 

“ใช่  เป็นเรื่องสำคัญสำหรับฉันมาก  ฉันอยากจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นทั้งหมดเพื่อให้รีไวล์มีชีวิตต่อไป” เอลวินเอ่ยถึงอีกคน   แม้อีกฝ่ายจะไม่รับรู้ว่าสิ่งที่เขาทำลงไปก็ตาม “แม้แต่เรื่องพวกนี้ฉันเองก็คงต้องขอให้ใครซักคนช่วย  ไม่เหมือนตัวฉันเลยนะมิเกะ...”

 

 

“สักวันรีไวล์คงจะรับรู้ถึงสิ่งที่นายพยายามทำมา”

 

 

“ขอบคุณนะมิเกะ  เรื่องพวกนี้คงมีแต่นายที่ฉันไว้วางใจ”  เอลวินยิ้มขอบคุณ  “งานต่อจากนี้คงเรื่องวุ่นวายอีกมาก   คงมีหลายๆ เรื่องที่ต้องฝากนายทำต่อไป”

 

 

“นายเหนื่อยเกินไปแล้วเอลวิน” คำพูดของเอลวินที่แฝงความเหนื่อยล้าทำให้มิเกะเอ่ยขึ้น     ในทหารทีมสำรวจผู้ชายที่ชื่อเอลวิน  สมิธเป็นคนที่ทำงานหนักที่สุดแล้ว  “เรื่องทั้งหมดที่นายทำอยู่ตอนนี้   ถ้าเป็นคนอื่นคงจะตายไปตั้งนานแล้ว”

 

 

                มิเกะบอกอย่างจริงจัง  เขารับรู้ถึงสิ่งที่เอลวินทำมาโดยตลอด  ทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้กองทหารทีมสำรวจได้อยู่ต่อไป  ต่อให้ทำเรื่องสกปรกจนมือเปื้อนเลือดก็ตาม

 

 

“นายเองก็พักผ่อนซักหน่อยเถอะ  ฉันจะยกอาหารมาให้”

 

 

                เมื่อมิเกะออกจากห้องไป  เอลวินจึงวางเอกสารลงบนโต๊ะพลางมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง  ดวงจันทร์ที่เปล่งแสงนวลข้างนอกทำให้เขารู้สึกสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน   ราวกับได้ตัดสินใจบางอย่างออกไป

 

 

“รีไวล์ คงถึงเวลาที่ฉันจะทำอะไรเพื่อนายแล้วสินะ” เอลวินพึมพำ  ที่เขาไปเมืองหลวงแทบจะทุกวันก็เพื่อจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย   เพื่อให้คนๆ นั้นได้กลับไปอยู่เมืองหลวงอีกครั้ง   

 

“ในเมื่อนายเกลียดฉันมาก  ถ้าฝืนทนต่อไปคงทำให้นายเจ็บปวด...คงถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วสินะ...”

 

                วันเวลาที่ให้อันธพาลคนนั้นกลับสู่บ้านเกิดของตนเอง   และเมื่อถึงเวลานั้นความแค้นในใจคงถูกปัดเป่าออกไปจนมีชีวิตอยู่ได้เพียงลำพัง

 

“สุดท้ายฉันเองก็ไม่อาจครอบครองนายได้...”

 

...มีเพียงความเกลียดชังที่อีกฝ่ายมอบให้เขา...

 

“คืนพระจันทร์เต็มดวงครั้งนี้   คงเป็นครั้งสุดท้ายระหว่างเราสองคน”

 

..........................................................................................................................................

 

                พระจันทร์กลมโตที่ลอยเด่นเหนือนภาฉายให้เห็นถึงหมู่แมกไม้ใหญ่ที่ขึ้นกันอัดแน่น  แม้กระทั่งแสงจันทร์เองก็ไม่สามารถอาจลอดผ่านได้ เมฆหนาที่เริ่มก่อตัวหนาอย่างช้าๆ บ่งบอกถึงสภาพอากาศเลวร้ายในไม่ช้านี้    ภายในป่านอกเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากศูนย์บัญชาการกองทหารทีมสำรวจ  คือ สถานที่นัดหมายของชายหนุ่มทั้งสองคน

 

 

...วันแห่งคำสัญญา...

...วันแห่งเกมฆ่าฟันที่ทั้งสองคนได้ให้คำสัญญา..

...ผู้พ่ายแพ้ต้องได้รับบทลงโทษที่สัญญาไว้...

 

 

                เสียงความเคลื่อนไหวที่ดังขึ้นกลางป่า  ทำให้หมู่สัตว์ป่าที่ออกหากินกลางคืนตื่นตัวขึ้น  ดวงตาสีแดงที่สะท้อนในความมืดต่างมองไปที่ยังมนุษย์สองคนที่กำลังต่อสู้โดนไม่ระแวงถึงภัยใกล้ตัวที่กำลังย่างกรายเข้ามา

                ชายหนุ่มผมทองปรายตามองไปในป่าลึก ก่อนจะหยักยิ้มน้อยๆ ออกมา...การนัดออกมาต่อสู้ในป่าแห่งนี้คงมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝง   รีไวล์คงจะคิดเอาจริงกับการต่อสู้ครั้งนี้

 

 

“ท่ามกลางหมู่หมาป่า... คงคิดมาอย่างดีแล้วสินะรีไวล์” เอลวินเอ่ยหยั่งเชิง  แต่ดาบในมือก็สามารถรับอาวุธสั้นของร่างเล็กได้อย่างแม่นยำก่อนจะโต้ตอบกลับไป “จะให้หมาป่าพวกนี้กินฉันหรือไง?”

 

 

                เอลวินมองชายหนุ่มผมดำที่อยู่ในสภาพเหนื่อยหอบ  บนร่างกายมีรอยบาดแผลที่เกิดจากดาบจนเลือดไหลซึมออกมา  ทั้งที่ปกติแล้วรีไวล์จะหลบได้แต่วันนี้กลับพลาดท่าถูกทำให้เป็นแผลมากขนาดนี้

 

 

...คงวางแผนมาตั้งแต่ต้น...ให้กลิ่นเลือดพาพวกหมาป่ามาที่นี่...

 

 

“หึ...เพิ่งรู้ตัวหรือไง” รีไวล์ปาดเลือดบนแก้มออก  ก่อนจะมองไปยังหมู่หมาป่าที่แอบซุ่มอยู่ในป่าและกำลังรอจังหวะให้เหยื่ออ่อนแรง  พร้อมจู่โจมทุกเมื่อ “เนื้อของแก  คงทำให้พวกมันอิ่มไปอีกนาน”

 

 

“คงจะสิ้นหวังแล้วสินะ เจ็บใจมากหรือไงที่เอาชนะฉันไม่ได้” เอลวินกล่าว  ปลายตามองเหล่าหมาป่าที่หิวโหยที่อยู่ในหมู่แมกไม้ก่อนมองรีไวล์อีกครั้ง   เพราะรู้ว่าไม่มีทางเอาชนะตัวเขาได้จึงยอมนำชีวิตตัวเองเข้ามาเสี่ยง  ยืมมือให้สัตว์ร้ายเหล่านั้นเป็นดาบคร่าชีวิตแทน

 

 

...ดูท่าทางเขาคงจะกดดันรีไวล์มากเกินไป...

...จนถึงกับคิดวิธีขึ้นมาเพื่อฆ่าเขา...กระทั่งชีวิตของตัวเองก็ไม่สน...

 

 

เอลวินมองรีไวล์ที่ตอนนี้กำลังนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น  ใบหน้าเคียดแค้นกับดวงตาสีเทาเข้มแววโรจน์จ้องมองกลับมานั้นราวกับหมาจนตรอกที่ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ

 

 

"กลัวความพ่ายแพ้  แม้กระทั่งชีวิตก็ไม่สน  เป็นคนดื้อดึ้งกว่าที่ฉันคิดนะ"

 

 

"ตอนนี้ฉันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว  ฆ่าแกตายฉันก็พอใจแล้ว”

 

 

“ด้วยหมาป่าพวกนั้นน่ะเหรอ” เอลวินเหยาะเย้ยให้อีกฝ่ายโกรธแค้นมากกว่าเดิม “ถ้าเทียบกับพวกไททัน  เจ้าสัตว์ป่าพวกนี้ไม่ต่างจากมดแมลงหรอก”

 

 

                รีไวล์ที่ได้ยินดังนั้นก็ฝืนลุกขึ้นเพื่อต่อสู้   เลือดที่ไหลออกมาตามรอยแผลไหลปริออกมา   กลิ่นสนิมเหล็กที่ลอยฟุ้งในอากาศยิ่งดึงดูดให้พวกหมาป่าเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม  เสียงคำรามที่ดังเข้ามาใกล้ทำให้เอลวินปลายตามองไปแว่บหนึ่ง  ชายหนุ่มร่างเล็กฉวยโอกาสนั้นพุ่งตัวออกไป  พร้อมกับชักดาบยาวในมือวาดไปข้างหน้าจนเกิดเสียงลมกรีดผ่านอากาศ

 

เคร้ง!

 

 

                ดาบในมือของเอลวินหลุดกระเด็นเข้าไปในป่า  อาวุธที่เอลวินนำมาเพียงดาบยาวอย่างเดียว   ตอนนี้ชายหนุ่มผมทองจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบขึ้นมา  เอลวินมองรีไวล์ที่ยืนอยู่ในระยะประชิดถ้าหากตวัดดาบเพียงครั้งเดียวก็คร่าชีวิตคนตรงหน้าได้ทันที

 

 

“คราวนี้ฉันเป็นชนะแกแล้ว  เอลวิน”

 

 

                รีไวล์เอ่ยเสียงเย็น  ที่เขาใช้หมาป่าพวกนี้นอกจากจะข่มขู่อีกฝ่ายคือการดึงดูดความสนใจของคนตรงหน้าให้พลาดพลั้ง  เหมือนในวันนั้น....วันที่ได้ออกสำรวจนอกกำแพงครั้งแรก

 

 

“นั้นสินะ  ฉันเป็นฝ่ายแพ้แล้ว”

 

 

                ชายหนุ่มผมทองกลับเหยียดรอยยิ้มบางก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้น   พลางมองหน้าอีกฝ่ายด้วยดวงตาที่ไร้ความหวาดกลัว

 

 

“เป็นอะไรไปรีไวล์...ตอนนี้ฉันเองไม่มีอะไรจะสู้นายอีกแล้ว” เอลวินเอ่ยขึ้น  “ทำไมไม่ฆ่าฉันล่ะ”

 

“หุบปาก!”

 

                เสียงของสายลมเย็นที่พัดผ่านผิวกายทำให้รีไวล์รู้สึกสั่นไปทั้งตัว    เมฆครึ้นที่ก่อตัวหนาเริ่มส่งเสียงคำรามกึกก้องในช่วงพลัดเปลี่ยนฤดูกาลมักเกิดฝนตกเสมอ

 

รีไวล์หวนนึกถึงวันเวลาในตอนนั้น   วันที่เขากับเอลวินอยู่เพียงลำพังนอกกำแพงที่มีแต่พวกไททัน  อากาศก็วิปริตเช่นนี้ราวกับสาปแช่งให้ทุกคนตกอยู่ในความตาย   สิ่งนั้นได้กลับมาอีกครั้งเพียงแต่สถานที่และเวลาต่างกัน...ทั้งสองถูกล้อมรอบด้วยฝูงหมาป่าหิวกระหายที่พร้อมจู่โจมทุกเมื่อ

 

 

“นึกถึงตอนที่นายพยายามฆ่าฉันเลยนะ” เอลวินว่า “วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนักเหมือนกัน”

 

 

“หุบปากเดี๋ยวนี้!”

 

 

                รีไวล์ตะโกนสั่งอีกฝ่าย   เขาฆ่าอีกฝ่ายแน่นอน....เขารอเวลานี้มานาน  รอให้ดาบเล่มนี้ปลิดชีวิตของอีกฝ่าย...แต่ทำไมมือคู่นี้กลับไม่ทำตามคำสั่งของเขา...

 

 

...ทำไม  ถึงฆ่าคนตรงหน้าไม่ได้!...

 

 

                ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในใจอีกครั้ง  ความเจ็บปวดราวกับมีเข็มนับพันทิ่มแทงเข้ามาในใจ 

 

“ฉันจะฆ่าแก...เอลวิน!!”

 

 

                เสียงตะโกนเอ่ยออกไปเพื่อตอกย้ำในสิ่งกระทำ  หวังให้มันช่วยกระตุ้นจิตใจที่อ่อนแอของตนเอง  รีไวล์ไม่รู้ตัวเลยว่าดวงตาของตนเองเริ่มมีหยาดน้ำอุ่นไหลคลอจนทำให้ภาพตรงหน้าพร่ามัว    เมฆครึ้มที่ก่อตัวนานเริ่มมีเม็ดฝนตกลงมา   สายลมแรงที่พัดผ่านแมกไม้ทำให้ใบไม้ปลิดร่วงออกจากขั้ว   สายฝนหนาวเย็นสาดเทลงมาพร้อมกับเสียงอัสนีบาตดังกึกก้อง

 

 

....เหมือนกับวันนั้นไม่มีผิด...วันที่เขาพยายามฆ่าคนตรงหน้า...

 

 

“ทำไม...” รีไวล์ได้แต่พึมพำออกมา  “ทำไมต้องนึกถึงมันด้วย...”

 

 

                ความเจ็บปวดในใจยิ่งทวีความปวดร้าวไปทั้งกาย  น้ำตาที่เคยอดกลั้นไว้ตลอดไหลออกมาเงียบๆ  ตอนนี้เขารู้แล้วว่าหยาดน้ำบนใบหน้าคือ   น้ำตาของเขาเอง

 

“ความเจ็บปวดนี้มันคืออะไร” รีไวล์ถามคนตรงหน้า   ทั้งๆ ที่เขาเคยฆ่าคนมาเยอะแต่ก็ไม่เคยเกิดความรู้สึกนี้กับใคร  “ทำไมต้องเป็นแกคนเดียว!”

 

 

                ตลอดชีวิตที่ผ่านมา  เขาได้พบเจอเหตุการณ์เลวร้ายมาชั่วชีวิต   ดิ้นรนและประทังชีวิตให้อยู่ได้ในวันหนึ่งๆ  เฝ้าฝันที่จะออกไปสู่โลกภายนอกกับเจ้าพวกนั้น...

 

 

...สุดท้าย  ตัวเขาเองก็ไม่อาจทำมันสำเร็จและทำให้เจ้าพวกนั้นตาย...

...เป็นความผิดของผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า  ที่เขาเจ็บปวดมากขนาดนี้ก็เพราะมัน...

 

 

 

 “รีไวล์  นายจะฆ่าฉันอย่างนั้นเหรอ”

 

 

 

                ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรออกมา   แต่เสียงของเอลวินที่พูดในวันนั้นเขายังจำได้ดี  เขาโต้ตอบออกไปโดยไม่รู้ตัวราวกับถูกความทรงจำนั้นหลอกล่อ  

 

"ใช่ เหตุผลที่ฉันเข้าหน่วยสำรวจ  ก็เพื่อจะได้ฆ่านายไงล่ะ"

 

 

                เอลวินมองหน้ามองร่างเล็กตรงหน้าอย่างสงบ  เหมือนกับวันนั้นที่รีไวล์แสดงท่าทีลังเลออกมา  สภาพอ่อนแอจนไม่อาจประคองชีวิตตัวเองได้   ชายหนุ่มผมทองมองสภาพรอบตัว...บรรดาหมาป่าที่เฝ้าเหยื่อของมันกำลังจะหมดความอดทนในอีกไม่ช้า  ทั้งตัวเขาและรีไวล์คงไม่มีใครรอดออกไปจากป่าแห่งนี้        

 

 

...ราวกับโชคชะตาเล่นตลกกับพวกเขาสองคน...

 

 

                ดาบของรีไวล์ทาบลงบนคอของเอลวิน  แผ่นเหล็กเย็นบาดเข้าไปในผิวจนเลือดไหลซึมออกมา  เพียงตวัดดาบเพียงครั้งเดียวก็สามารถพรากชีวิตชายหนุ่มผมทอง

               

 

“นั้นสินะ...”  เอลวินว่า  หยาดฝนที่ตกลงราวกับแช่แข็งหัวใจ  ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาไร้ความรู้สึก “ความแค้นของนายจะได้จบสิ้นลงซักที”

 

                เอลวินจับจ้องไปที่ใบหน้ารีไวล์  ไม่หวาดกลัวต่อความตายที่อีกฝ่ายเป็นคนมอบให้...แต่ว่าในช่วงสุดท้ายของชีวิตของเขา  ยังมีสิ่งหนึ่งที่อยากเอ่ยออกมา

 

 

                มือใหญ่แตะลงบนดาบของรีไวล์คล้ายกับพลางดันคมดาบให้บาดลึกเข้าไป   ความหนาวเย็นจากสายฝนทำให้เอลวินไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดใดๆ ทั้งสิ้น   ในวาระสุดท้ายของชีวิตขอให้รีไวล์รับรู้ถึงความรู้สึกของเขา

 

“ฉันรักนายรีไวล์...”

 

                คำพูดที่จริงใจที่สุดของเอลวินเอ่ยออกมา   รีไวล์เม้มริมฝีปากแน่น...แม้แต่เวลานี้เจ้าหมอนี่ยังพูดคำๆ นี้   ชายหนุ่มร่างเล็กกำดาบแน่น  น้ำตาที่ไหลเอ่อออมาเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าตอนนี้เขากำลังเสียใจ

 

 

...เขารักผู้ชายคนนี้...

...รักจนไม่อาจให้อภัยตนเองได้...

 

 

“ต่อให้นายเกลียดฉันมากขนาดไหน  ฉันก็จะรักนายตลอดไป...รีไวล์”   มือใหญ่เอื้อมมือจับดาบที่กำลังสั่นน้อยๆ   ความเศร้าเสียใจที่เกิดขึ้นไม่อาจทำให้รีไวล์ประคองสติได้อีกต่อไป   “ความเจ็บปวดของนาย  ฉันจะเป็นคนแบกรับไว้เอง”

 

 

 

                เสียงคำรามของพวกหมาป่าดังขึ้นเป็นจังหวะเดียวกับสายอัสนีบาตที่ฟาดลงมากลางป่าจนเกิดประกายเจิดจ้าไปทั่ว   พร้อมกับฝอยเลือดมากมายที่สาดกระจายไปทั่วพื้นดิน  

 

 

               

...ฉันอยากฆ่านาย...

...ด้วยความแค้นในใจที่ไม่อาจให้อภัยได้...

...ทำไมเรื่องราวของเราสองคนต้องจบแบบนี้ด้วย...

 

 

 

ผีเสื้อกลางคืนที่ไม่อาจต้านทานพายุฝนค่อยๆ ร่วงลงมา   ปีกใหญ่ที่ไม่อาจต้านทานน้ำฝนขาดหลุดวิ่นจากลำตัว  ชีวิตหนึ่งได้ดับสิ้นลงเช่นเดียวกับหลายชีวิตในป่าแห่งนี้

 

 

 

“ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ด้วย...”  รีไวล์พึมพำ  ไร้เรี่ยวแรงที่จะทำสิ่งใดต่อไป  หยาดน้ำตายังไหลไม่หยุดพร้อมกับลมหายใจที่เริ่มติดขัดเพราะแรงสะอื้น

 

 

 

  “ทำไม....ต้องทำแบบนี้ด้วยเอลวิน...“

 

 

 

..................................................................................................................TBC

 

 

 

 

 

Talk!

 

ตอนนี้ซีเรียสสินะ อืม   ซีเรียสมาก..... น่าจะซีเรียสมากกว่าตอนอื่นๆ   เป็นดราม่าของทั้งคู่ที่ตั้งใจเขียนมาก  (จะมีใครล้มโต๊ะใส่หรือเปล่าเนี่ย ฮา)

 

อะแฮ่ม พักเรื่องซีเรียสมาพูดถึงตอนต้นพาร์ทนี้ดีกว่า!    เรากล่าวถึงฮันซี่ และมิเกะมาก  ในความรู้สึกของเราคนที่สนิทและรู้จักนิสัยใจคอของเอลวินและรีไวล์คือสองคนนี้ล่ะ   โดนเฉพาะรีไวล์ที่เปิดใจให้ฮันซี่มาก   ยิ่งไททันตอนล่าสุดฉากที่ฮันซี่กับรีไวล์จับคู่กันทรมาณนักโทษทำเอาฮาเลย   ส่วนมิเกะตั้งแต่ในสปินออฟที่ออกมาก็เป็นคนสนิทของเอลวินแล้ว  น่าจะเรียกว่าเป็นลูกน้องที่เข้าใจหัวหน้าเอลวินที่สุด  

 

ส่วนคนร้ายในเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องในตอนต่อไปค่ะ   อย่างที่เราเคยบอกต้นๆ เรื่องว่า ฟิคเรื่องนี้ อ้างอิงมาจากสเปเชียลBD จาก Attack on Titan  และสปินออฟรีไวล์บ้างส่วน   (แต่อย่าเอาไปอ้างอิงกับเรื่องหลักนะคะ  เราเอาเสริมแต่งบ้างเพื่อให้เข้ากับพล็อตเรื่อง) 

 

สุดท้ายขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ทุกท่านที่ให้คำแนะนำติชมนะคะ   เราจะพยายามจะเขียนฟิคให้ดีขึ้น   ตอนนี้ก็ยังพยายามอยู่ค่ะ  ฮา  ยังคงเป็นมือใหม่หัดเขียนทุกครั้งที่เขียนฟิค  เรื่องนี้ก็เช่นกันค่ะ

 

 

ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่แวะเวียนมาบล็อกนี้นะคะ  ไว้เอนทรีย์หน้าพบกันใหม่ค่ะ ^ ^

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

กรี๊ดดดด นี่มันดราม่า...ดราม่ามว้ากก=[]= สงสารป๋าเอลอ่ะ อะไรจะทุ่มเทขนาดนั้น
รีไวล์ฆ่าเอลวินได้ลงจริงๆเหรอ...ฆ่าทั้งๆที่รักเขาเหมือนกันเนี่ยนะ
รออ่านต่อค่าาา ป๋าต้องไม่ตายหรอก! ต้องอยู่ให้ไททันแดร๊กแขนก่อน (เอิ่ม...ไม่ใช่ละ)
เอาเป็นว่ารอติดตามอยู่นะค้า!

#1 By PamaiPraewa on 2014-02-17 11:20