[Titan Fic] +++Gamble [Erwin x Levi] Part 10

posted on 01 Mar 2014 21:55 by little-fin in Attack-on-Titan, Fanfiction

สวัสดีค่าทุกคน

 

หลังจากหายหน้าหายตาไปสองอาทิตย์  ปั่นตอนใหม่ลงบล็อกแล้วค่ะ ^ ^

 

 

 

คำเตือน บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง) ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้ ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^

 

 

 

 

Title : Gamble [Erwin x Levi]

Author : Kukurio

Pairing : เอลวิน x รีไวล์ [Erwin x Levi]

Rate: PG15

 

 

 

 

 

 

 

 

Part 10

 

 

 

 

 

 


...ฉันอยากฆ่านาย...

...ด้วยความแค้นในใจที่ไม่อาจให้อภัยได้...

...ทำไมเรื่องราวของเราสองคนต้องจบแบบนี้ด้วย...

 

 

 

 

 

“ทำไม...”

 

 

 

                เสียงอัสนีบาตยังคงร้องกึกก้องต่อไป  ฝอยเลือดมากมายที่สาดกระจายเต็มพื้น  ความเย็นยะเยือกของสายฝนทำให้ชายหนุ่มผมดำตัวสั่นจนควบคุมตัวเองไม่ได้   ความเศร้าโศกในใจยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อเห็นซากศพตรงหน้า  เลือดสีแดงฉานที่ค่อยๆ ไหลจากร่างนิ่งนั้นราวกับตอกย้ำบางสิ่งที่อยู่ในใจ  หยาดน้ำตามากมายยังคงไหลเอ่อออกมา  

 

 

“ทำไม....ต้องทำแบบนี้ด้วยเอลวิน...“  ริมฝีปากบางของรีไวล์สั่นระริก  พยายามกลั้นเสียงสะอื้น

 

 

“ทำไมนะเหรอ...” เอลวินตอบเสียงแผ่ว  ดวงตาคมสีฟ้ามองรีไวล์ด้วยความรักและความเป็นห่วง   ดาบเหล็กที่แย่งจากร่างเล็กยังมีเลือดหมาป่าอาบอยู่   ก่อนจะยิ้มบาง

 

 

“เพราะฉันรักนายรีไวล์”

 

 

ฉับ!

 

                เอลวินตวัดดาบออกไปทันทีเมื่อหมาป่าเริ่มกระโจนหาทั้งคู่   เลือดสีแดงพวยพุ่งออกจากร่างสัตว์ร้ายก่อนมันจะหมดลมหายใจ   ชายหนุ่มผมทองขยับร่างกายและหันดาบใส่เหล่าหมาป่าที่จู่โจมเข้ามาไม่หยุด 

 

 

รีไวล์มองเอลวินที่เข่นฆ่าหมาป่าอย่างโหดเหี้ยม   ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นแสดงความเยือกเย็นไม่ปราณีต่อสัตว์เหล่านั้นแม้แต่น้อย      ความอ่อนโยนที่แสดงต่อหน้ารีไวล์เมื่อครู่ราวกับคำโกหก   

 

 

ทำไมโชคชะตาถึงเล่นตลกกับเขาแบบนี้ด้วย...รีไวล์กุมมือสั่นตนเองยกขึ้นแนบอก  ความเจ็บปวดและความเศร้าเสียใจทำให้ชายหนุ่มผมดำหมดสิ้นเรี่ยวแรงทุกอย่าง

 

...เขารักเอลวิน..

...รักมากเหลือเกิน...

 

ดาบเหล็กที่สมควรคร่าชีวิตเอลวินกลับถูกแย่งชิงไป   ดวงตาสีเทาเข้มมองศพหมาป่าตัวแรกที่นอนจมกับพื้นโคลนในสภาพขาดครึ่งตัว  รวมถึงซากหมาป่าตัวอื่นๆ ที่เลือดไหลย้อมพื้นดินจนกลายเป็นสีแดงฉาน   กลิ่นของผืนดินแทนที่ด้วยกลิ่นสนิมเหล็กชวนเวียนหัว   ถึงกระนั้นฝูงหมาป่าโง่เขลาหล่านั้นยังโจมตีต่อไปแต่ก็ไม่อาจทำร้ายเอลวินได้

 

 

“เอลวิน...” รีไวล์ได้แต่เอ่ยเสียงแผ่ว  มือเกาะกุมอกแน่น... “ฉัน...ระ..”

               

                เสียงอัสนีบาตดังกึกก้องอีกครั้ง  สายฝนกระหน่ำยังคงตกต่อไปเช่นเดียวกับการเข่นฆ่าที่ไม่รู้จักจบ...

 

                เวลาผ่านไปจนเอลวินไม่อาจรับรู้ได้  ชายหนุ่มผมทองสะบัดปลายดาบที่เปื้อนเลือด   ดวงตาคมจับจ้องไปยังหมาป่าตัวสุดท้ายที่เต็มไปด้วยบาดแผลลึก  เสียงคำรามแผ่วดังขู่ออกมาก่อนจะกระโจมเข้าหาอย่างไม่กลัวตาย  เพียงชั่วพริบตาร่างของหมาป่าตัวนั้นก็นอนแน่นิ่งบนพื้น  เลือดสีแดงไหลย้อมดาบเหล็กจนไม่เห็นผิวดาบ

 

 

                เอลวินทิ้งดาบลง  ก่อนจะเดินไปหาร่างเล็กที่ยังคุกเข่าอยู่กับพื้น  ใบหน้าเลื่อนลอยที่เต็มไปด้วยน้ำตานองทำให้เอลวินรู้สึกเจ็บปวดแทนไม่ได้ 

 

 

“รีไวล์...” นิ้วยาวเกลี่ยผมที่ระแก้มชายหนุ่มร่างเล็ก  ผิวนั้นเย็นยะเยือกราวกับถูกแช่แข็ง  ดวงตาสีเทาเข้มที่มักแสดงความเย่อหยิ่งเสมอกลับแทนที่ด้วยความเศร้าโศก   เอลวินค่อยๆ คุกเข่าลงใกล้พลางส่งเสียงเรียกอีกครั้ง

 

 

“รีไวล์...พวกเราต้องไปแล้ว”

 

 

                ไร้เสียงตอบรับจากร่างเล็ก   มีเพียงริมฝีปากบางขยับก่อนจะเม้มแน่น  รีไวล์ก้มหน้านิ่งไม่สบตาดวงตาสีฟ้าคมคู่นั้น   น้ำตายังคงไหลเงียบๆ ออกมา

 

 

“รีไวล์” เอลวินเอ่ยเสียงแผ่ว   ยิ่งเห็นสภาพนี้ของรีไวล์ยิ่งทำให้เขาอดโทษตัวเองไม่ได้   มือใหญ่ยังคงลูบใบหน้าร่างเล็กอย่างอ่อนโยน “ฉันเป็นห่วงนายนะ  ขืนนายเป็นแบบนี้...”

 

 

....ฉันคงแบกรับความเจ็บปวดของนายไม่ไหว...

...แม้กระทั่งตอนนี้...เขาเองก็เจ็บปวดเช่นกัน...

 

 

 “ทำไม...”

 

 

                รีไวล์เอ่ยถามขึ้นซ้ำอีกครั้ง  ก่อนจะขยุ้มเสื้อเชิ้ตที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำของอีกฝ่าย  “ทำไม  แกต้องทำแบบนี้ด้วย”

“ทำไม!

 

 

                รีไวล์ก้มหน้าซบแผ่นอกกว้าง   น้ำตาอุ่นไหลซึมเนื้อผ้าจนเอลวินสัมผัสได้  เสียงตัดพ้อยังคงพูดเอ่ยย้ำ

 “ฉันไม่ต้องการมัน  ไม่ต้องการทั้งนั้น!”

“เพราะแกคนเดียว  ถึงทำให้ฉันเป็นแบบนี้...เจ้าบ้า ฮึ่ก”

 

 

                เสียงคร่ำครวญร้องออกมา  ร่างเล็กในอ้อมกอดของเอลวินตัวสั่นราวกับลูกนกตกน้ำ   เอลวินได้แต่โอบกอดเบาๆ เพื่อคลายความเศร้าเสียใจของอีกฝ่าย

 

 

“นั้นสินะ...สิ่งที่ฉันทำลงไปก็เพื่อตัวเอง”  เอลวินเอ่ยตอบ  “เพื่อให้นายมีชีวิตอยู่ต่อไป  ฉันถึงต้องทำแบบนี้”

 

 

“ฉันไม่ต้องการ!”

 

 

“เมื่อฉันตายไป  หมาป่าพวกนั้นก็จะเข้ามาฆ่านายทันที...ฉันไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น” ชายหนุ่มผมทองกอดกระชับร่างเล็กแน่นขึ้น  จนรีไวล์ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นแรงของเอลวิน

 

 

“ฉันไม่อยากให้นายตาย...  ต่อให้ความตายอยู่ตรงหน้าฉันก็จะลุกขึ้นต่อสู้  เพื่อให้นายมีชีวิตอยู่ต่อไป”

 

 

“ฉันรักนายรีไวล์”

 

 

                เอลวินเอ่ยคำว่ารักอีกครั้ง  “จากนี้และตลอดไป  ฉันจะรักนายและเฝ้าดูแลนายตราบสิ้นลมหายใจ”

 

 

                รีไวล์รู้สึกถึงหัวใจของตนเองที่เต้นแรง   คำบอกรักที่เอ่ยย้ำนั้นทำให้เขาปวดใจมากขึ้นกว่าเดิม

...ทำไมนายต้องพูดคำนี้ด้วย...คำพูดที่ทำให้หัวใจสั่นไหวทุกครั้ง

 

 

                ชายหนุ่มร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมองเอลวิน    สบดวงตาสีฟ้าคมที่ทำให้เขานึกถึงท้องฟ้า  รวมถึงอดีตที่ไม่อาจให้อภัยคนตรงหน้าได้

 

“แต่ฉันเกลียดแก”

 

 

                คำพูดที่ตรงข้ามกับความรู้สึกในใจเอ่ยขึ้น  ให้ความชังปกปิดความรักที่ถูกเก็บซ่อนไว้  “ความหวังดีของแก ฉันไม่สนมันด้วยซ้ำ...” 

 

 

                รีไวล์ปฏิเสธเสียงแข็ง   แม้ดวงตาคู่นั้นหวั่นไหวจนไม่อาจปิดซ่อนความเศร้าที่เอ่อล้นออกมา   มือเล็กเอื้อมจับคอเสื้อเอลวิน  “ชีวิตของฉัน   ไม่ต้องให้แกมารับผิดชอบ..ไม่..”

 

 

“ฉันรู้อยู่แล้วรีไวล์”  เอลวินจับมือเล็กข้างนั้นมาจูบเบาๆ  “แต่ฉันอยากกับนาย   ใช้ชีวิตอยู่กับนายเป็นของๆ ฉันตลอดไป  ต่อให้นายเกลียดฉันก็ตาม”

 

 

                คำพูดและการกระทำนั้นทำให้รีไวล์นิ่งเงียบ  ใจดวงน้อยเต้นรัวจนไม่อาจสงบได้  เสียงแผ่วเอ่ยห้าม 

 

“ปะ ปล่อย...”

 

                เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ปล่อย   รีไวล์จึงพยายามสะบัดมือออก  แต่เอลวินกลับจูบหนักกว่าเดิมจนร่างเล็กสงบลง

 

 

“พวกเราต้องออกจากที่นี่”

 

 

                เอลวินเอ่ยขึ้น  พลางช้อนร่างเล็กให้อยู่อ้อมแขนก่อนจะลุกขึ้น แม้รีไวล์จะขัดขืนเล็กน้อยแต่ก็ยอมให้อุ้มแต่โดยดี      สายฝนยังคงเทกระหน่ำลงมาไม่หยุดหย่อนเช่นเดียวกับลมพายุที่ทวีความรุนแรง  เอลวินมองม้าของตนเองที่ผูกไว้ต้นไม้  สัมภาระที่เอามาด้วยมีเพียงอุปกรณ์ยังชีพฉุกเฉินกับกล่องพยาบาลขนาดเล็กไว้ใช้สำหรับเดินทาง

 

 

                เอลวินดูร่างเล็กในอ้อมแขนที่เริ่มหอบหายใจเบาๆ เพราะความหนาว  บาดแผลตามตัวที่ยังไม่สมานดีเริ่มฉีกออกจนเห็นเนื้อซีด  ริมฝีปากบางเริ่มเปลี่ยนสีจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำ  ถ้าควบม้ากลับศูนย์บัญชาการไปทั้งแบบนี้คงทำให้อาการของรีไวล์แย่ลงกว่าเดิม  ระหว่างทางที่มาป่าแห่งนี้มีเอลวินจำได้ว่ามีกระท่อมคนล่าสัตว์อยู่

 

 

“คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว...”

 

 

......................................................................................................................................

 

 

                กระท่อมคนล่าสัตว์ที่ถูกทิ้งร้างมานานปรากฎขึ้นในสายตาของเอลวิน  แม้สายฝนจะกระหน่ำมาไม่หยุดจนบดบังทัศนวิสัยแต่เอลวินยังควบคุมม้าของตนเองฝ่าสายฝนมายังสถานที่แห่งนี้ได้

 

                เอลวินค่อยๆ อุ้มประคองรีไวล์ที่นิ่งเงียบตั้งแต่ขึ้นหลังมา    ก่อนจะผลักประตูไม้เข้าไปในกระท่อมที่ไม่ได้ถูกล็อกไว้  

 

                ตะเกียงเจ้าพายุถูกจุดขึ้น  เตาพิงที่ถูกสร้างขึ้นมาหยาบๆ มีกองไม้หลงเหลือไว้  เอลวินนำไม้เหล่านั้นก่อกองไฟขึ้นมาเพื่อสร้างความอบอุ่นให้พวกเขาสองคน    ชายหนุ่มผมทองเดินไปหารีไวล์ที่นั่งพิงผนังก่อนจะคุกเข่ามองร่างเล็ก   ผมสีดำเปียกลู่จนไม่เป็นทรงเช่นเดียวกับเสื้อผ้าที่แนบผิวกาย  บาดแผลที่เขาสร้างไว้เริ่มบวมช้ำกลายเป็นสีม่วงจางๆ

แม้รีไวล์จะไม่เอ่ยหรือพูดอะไรก็ตาม  แต่สภาพของรีไวล์ตอนนี้อ่อนแอเสียจนเขานึกโทษตัวเอง

 

 

“เจ็บมากหรือเปล่ารีไวล์?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม  ก่อนจะนิ้วเกลี่ยผมดำออกจากใบหน้า  แต่สิ่งที่รีไวล์แสดงออกมามีเพียงความนิ่งเงียบ   ดวงตาสีเทาเข้มสบกับเอลวิน

 

 

“ไม่เจ็บ...”  ก่อนดวงตาคู่นั้นจะหลุบลง “ฉันไม่เป็นไร  แค่รู้สึกชาๆ ”

 

 

“เพราะนายหนาวจนไม่มีความรู้สึกต่างหาก” เอลวินตอบ  ยิ่งเมื่อสัมผัสแก้มเย็นนั้นทำให้เขาเป็นห่วงรีไวล์มากกว่าเดิม  “ไปที่เตาพิงก่อนเถอะตัวนายจะได้อุ่นขึ้น”

 

 

                รีไวล์ไม่ตอบอะไร  มือเล็กยกขึ้นสวมกอดตัวเองเป็นคำตอบ  ไม่ขยับตัวไปไหนจากผนังตรงนั้น

 

 

“ฉันไม่เป็นไร”  รีไวล์ตอบเบาๆ  จิกนิ้วตนเองลงบนบาดแผลเพื่อประคองสติให้คงอยู่ “ตรงนี้ก็อุ่นแล้ว”

 

 

                ชายหนุ่มร่างเล็กปฏิเสธความหวังดีอย่างไร้เยื่อใย  แม้ร่างกายจะฟ้องว่าหนาวสั่นก็ตาม    คำตอบของเขามีเพียงแต่คำว่าไม่เท่านั้น   ถ้าหากใจอ่อนลงคงทำให้กำแพงที่สร้างไว้พังทะลายลงมา

 

 

...กำแพงที่เก็บซ่อนความรัก...

...ให้ความเกลียดชังเป็นสิ่งปิดกั้นความรู้สึกในใจ...

 

 

                เอลวินเมื่อเห็นท่าทางดื้อดึ้งของรีไวล์จึงตัดสินใจทำบ้างสิ่งขึ้น   มือที่ลูบแก้มรีไวล์อย่างอ่อนโยนเลื่อนลงมาที่ลำคอขาวที่มีหยาดน้ำฝนชื้น  ก่อนจะดึงผ้าพันคอของรีไวล์ออกมา

 

“...”

 

 

                รีไวล์มองการกระทำนั้นอย่างเงียบๆ   ปล่อยให้เอลวินทำทุกอย่างตามใจชอบบนร่างกายของเขา    กลายเป็นความเคยชินที่ไม่น่าให้อภัย  เพราะวันนี้เขาเป็นผู้แพ้   ...เขาไม่อาจชนะเอลวินได้เลย...

                แม้กระทั่งหัวใจดวงนี้ยังถูกผู้ชายคนนี้ควบคุมไว้  ทุกอย่างที่ในกำมือของเอลวินตลอด  ตั้งแต่วันแรกที่พบหน้ากันกระทั่งความเกลียดชังเหล่านั้นยังแปรเปลี่ยนเป็นความรัก 

 

 

                เอลวินคลายมือของรีไวล์ที่กอดอกแน่น  “ให้ฉันดูแผลของนายหน่อยรีไวล์”

 

 

                ดวงตาสีฟ้าคมสำรวจเสื้อเชิ้ตสีขาวขาดวิ่นที่เต็มด้วยรอยดาบฟัน   มือใหญ่ของเอลวินค่อยๆ ลูบบาดแผล จนร่างเล็กสะดุ้งเบาๆ    เมื่อเห็นว่ารีไวล์มีการตอบสนองมากขึ้น  ชายหนุ่มผมทองจึงจงใจลูบบาดแผลอื่นๆ เพื่อให้ร่างเล็กแสดงความรู้สึกมากขึ้น

 

 

“เจ็บขนาดนี้นายยังปฏิเสธอีกเหรอรีไวล์” เอลวินกล่าว  เมื่อเห็นว่ารีไวล์กัดฟันแน่นเพื่อให้เสียงร้องดังลอดออกมา

 

 

“ฉันไม่เป็นไร”  รีไวล์ยังคงปากแข็ง

 

 

“แน่ใจอย่างนั้นเหรอ”

 

 

                เอลวินก้มลงจูบบนแผลยาวตรงอกของรีไวล์จนร่างเล็กร้องครางออกมา “อะ อึ่ก ยะ อย่า...”

 

 

                ยิ่งรีไวล์ร้องห้ามเอลวินจึงย้ำบนบาดแผลอีกครั้ง  มือเล็กของรีไวล์ดันตัวของเอลวินออกเพราะเจ็บ  “พะ พอได้แล้ว ฉะ ฉัน อึ่ก!”  

 

 

                รีไวล์ร้องครางหนักกว่าเก่าเมื่อเอลวินใช้มือลูบไปยังต้นขาเนียน  พลางกดนิ้วย้ำบนแผลบวมช้ำจนรีไวล์ครางเสียงสั่น  พยายามขัดขืนคนตรงหน้าที่เริ่มทำรุนแรงขึ้น  “อึ่ก  ยะ หยุดนะ อือ..นะ นายจะทำอะไร”

 

 

                มือเล็กดันศีรษะได้รูปของเอลวินที่เริ่มจูบต่ำลงมา  จนเกือบถึงหน้าท้อง....ความรู้สึกเสียวซ่านกับความรู้สึกเจ็บแปลบนั้นทำให้ร่างเล็กบิดเร้าขัดขืนมากกว่าเดิม

 

 

“แบบนี้นายจะปฏิเสธอีกมั้ยรีไวล์” เอลวินสบตาของรีไวล์ ก่อนจะจับมือของรีไวล์ที่ดันตัวเขาไว้ “ทั้งที่เจ็บจนทนไม่ไหวขนาดนี้”

 

 

                รีไวล์พยายามหลบตาหนีแต่ก็ถูกอีกฝ่ายดักทางไว้ไม่ให้หนี   เอลวินสั่งทันที “อยู่นิ่งๆ ละรีไวล์”

                ชายหนุ่มร่างสูงช้อนร่างเล็กก่อนจะวางลงข้างเตาพิง    ไอร้อนจากกองไฟทำให้ผิวซีดของรีไวล์กลับมามีเลือดฝาดอีกครั้ง    ร่างกายอบอุ่นขึ้นจนความรู้สึกชาค่อยๆ หายไป 

 

 

                เอลวินเมื่อเห็นว่ารีไวล์ยอมอยู่นิ่งๆ ทำตามคำสั่ง   เขาเปิดกล่องพยาบาลที่ข้างในบรรจุยาและอุปกรณ์ทำแผลเบื้องต้น   พลางทำแผลให้ร่างเล็กตรงหน้า

 

 

“ฉันจะล้างบาดแผลให้นาย  ทนหน่อยนะรีไวล์” เอลวินบอก  เมื่อเห็นรีไวล์ทำท่าจะปฏิเสธอีกครั้งจึงออกคำสั่ง “ห้ามปฏิเสธ”

 

 

                เอลวินปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของรีไวล์ออกจนเผยให้เห็นแผ่นอกขาว   สำลีที่ชุบน้ำเกลือเช็ดแผลที่เต็มไปด้วยโคลน   รีไวล์กัดฟันแน่นจนเลือดไหลซึมออกจากริมฝีปากบาง  

 

 

                เอลวินสำรวจแผลบนร่างกายรีไวล์  แผลส่วนใหญ่ล้างออกเกือบหมดแล้วแต่มีจุดหนึ่งที่แผลค่อนข้างลึก

 

 

“ทนหน่อยนะรีไวล์”  เอลวินใช้นำน้ำเกลือราดบนบาดแผลจนสะอาด  ก่อนจะใช้สำลีที่ชุบยาฆ่าเชื้อป้ายลงบนแผลนั้น  

 

 

“อึ่ก” รีไวล์กัดฟันแน่น  เมื่อเอลวินนำสำลีเช็ดรอบปากแผล  กลิ่นฉุนของยากับอาการแสบผิวนั้นทำให้รีไวล์ร้องออกมาเบาๆ  “จะ เจ้าบ้า...อื้อ”

 

“อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว”  เอลวินจูบต้นคอของรีไวล์เป็นการปลอบขวัญ  “อดทนได้ดีมาก”

 

 

                ชายหนุ่มผมทองจัดการนำผ้าพันแผลมาพันกายอีกฝ่ายเพื่อให้แผลปิดสนิท   ก่อนจะลงล้างแผลที่บริเวณต้นขาที่บวมช้ำจากการต่อสู้และถูกกิ่งไม้เกี่ยว

 

 

“แผลตรงนี้คงต้องเย็บ...” 

 

 

                เมื่อสำรวจเห็นแผลชัดๆ  ก็พบว่าแผลเหวอะพอสมควร  ต้องตกแต่งแผลให้เรียบและเย็บให้เข้ากัน  แม้จะเคยเย็บแผลทหารบาดเจ็บมาก่อน  แต่ในสถานการณ์ที่ต้องทำเย็บแผลให้คนที่รักก็ยังยากที่จะลงมือทำ  ยิ่งไม่มียาชาด้วยแล้ว

 

 

                เอลวินนำผ้าพันคอให้รีไวล์กัดไว้  ใบหน้าหล่อเหลานั้นเคร่งเครียดเอ่ยเสียงจริงจัง  “อดทนหน่อยนะรีไวล์  จากนี้คงเจ็บมากขึ้นกว่าเดิม”

 

 

                หลังจากนำน้ำเกลือราดแผล  เอลวินก็จัดการนำกรรไกรตกแต่งแผลให้เรียบก่อนจะเย็บแผลรีไวล์ให้เนื้อเข้าชิดกัน

ร่างเล็กดิ้นอย่างทรมาน  ผ้าพันคอถูกกัดแน่นจนน้ำสีใสไหลออกจากริมฝีปากบาง  เสียงร้องแผ่วดังเล็ดลอดจากผืนผ้าเพราะความเจ็บ

 

 

                เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีเอลวินก็จัดการเย็บแผลจนเสร็จก่อนจะใช้ผ้าปะแน่นๆ ชายหนุ่มผมทองเห็นน้ำตาที่ไหลซึมออกจากดวงตาสีเทาเข้ม  เขานำผ้าออกจากปากของรีไวล์ พลางใช้นิ้วปาดน้ำตาก่อนจะจูบปลอบ

 

“อะ อื้ม”

 

                รีไวล์ร้องครางเบาๆ  เมื่อลิ้นอุ่นนั้นแตะสัมผัสอย่างในโพรงปากอย่างอ่อนโยน   มือเกาะเกี่ยวอกแกร่งเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว 

 

“อดทนดีมากรีไวล์” มือใหญ่ลูบลงไปที่แผ่นหลังของอีกฝ่าย  “พักผ่อนซักหน่อยนะ”

               

                เอลวินให้มอร์ฟีนแก่รีไวล์เพื่อระงับความเจ็บปวด   บรรเทาอาการเจ็บแผลให้ผ่านพ้นคืนนี้ไป....เอลวินลูบผมชื้นของรีไวล์ที่เผลอหลับเพราะความอ่อนเพลีย

 

 

“เอลวิน...”

 

 

                รีไวล์เอ่ยขึ้น  ความอบอุ่นจากมือใหญ่ทำให้เขารู้สึกตัว  ถามเสียงแผ่วราวกับละเมอออกมา “ทำไมแกถึงรักฉันด้วย...ทำไม...”

 

 

                คิ้วเรียวขมวดแน่น  เปลือกตาบางพยายามข่มตนเองให้หลับ   น้ำเสียงตัดพ้อกล่าวต่อไป “...ฉันเกลียดมัน  ความรู้สึกนี้...เกลียด”

 

 

                เอลวินมองอาการเพ้อของรีไวล์ที่เกิดจากผลข้างเคียงของมอร์ฝีน    ถึงกระนั้นเขาก็ตอบออกไปแม้อีกฝ่ายจะจดจำในสิ่งที่เขาพูดวันนี้ไม่ได้ก็ตาม

 

 

“นั้นสินะตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...ที่ฉันรักนายขนาดนี้” ชายหนุ่มผมทองนึกถึงตอนที่เจอรีไวล์ครั้งแรกที่เมืองใต้ดิน  จนกระทั่งรับตัวเข้ามาอยู่ทีมสำรวจด้วยกัน    เพียงเพราะอยากใช้ความสามารถที่เก่งกาจนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติ    สุดท้ายก็อยากครอบครองคนๆ นี้อยู่กับตัวเองตลอดไป   แม้อีกฝ่ายจะจงเกลียดจงชังเขาก็ตาม

 

 

“การเฝ้ามองนายแต่ละวันยิ่งทำให้ฉันลุ่มหลงตัวนายมากขึ้นทุกที  ฉันคิดว่ามันคือความปรารถนาธรรมดาของมนุษย์   แต่เมื่อได้อยู่ใกล้นาย  ฉันมีความสุข  ทั้งๆ ที่ชีวิตนี้คงไม่มีความรักให้ใครอีกแล้ว...”

 

 

“รีไวล์  ฉันอยากให้นายมีความสุข หนทางที่นายเลือกฉันจะทำให้มันกลายเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง  จะไม่มีความแค้นหรือความเกลียดชังให้นายเจ็บปวดใจอีกต่อไป”

 

 

“ฉันจะปกป้องนายรีไวล์”

 

 

                เอลวินจูบบนหน้าผากเนียนของรีไวล์ก่อนจะนำเสื้อโค้ทของตนคลุมร่างเล็กเพื่อให้ความอบอุ่น   ชายหนุ่มผมทองค่อยๆ เอนตัวนอนพิงผนังโดยไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่เขาพูดออกไปรีไวล์ได้ยินทุกคำ   แม้จะเป็นคำสารภาพสั้นๆ  แต่ก็ทำให้ชายหนุ่มผมดำรู้สึกใจเต้นรัว    เขาเอามือทาบอกตัวเองซึมซับและจดจำคำพูดนั้นราวกับมันคือสิ่งมีค่า

 

                รีไวล์ซุกตัวเองเข้ากับเสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่  กลิ่นหอมลาเวนเดอร์ที่ส่งกลิ่นจางๆ บนเนื้อผ้าทำให้รีไวล์นึกถึงน้ำมันหอมระเหยที่เอลวินมอบให้ในห้องรับแขกศูนย์บัญชาการฯ  กลิ่นหอมของดอกลาเวนเดอร์ที่ผสมกับกลิ่นดอกไม้ป่าทำให้เขาใจสงบ   นึกทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ก่อนจะตัดสินบ้างอย่างที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาอีกครั้ง

 

 

“หนทางที่ฉันเลือกคงจะถูกต้องใช่มั้ย” รีไวล์ถามตัวเองเบาๆ  เมื่อนึกถึงสิ่งที่จะทำต่อไป “แม้มันจะไม่ใช่ความต้องการของพวกนายก็ตาม”

 

 

                เขานึกถึงเพื่อนพ้องทั้งสองคนที่ตายจากไปนานแล้ว   ความปรารถนาที่อยากให้เขาอยู่ทีมสำรวจต่อไปเพื่อสานฝันของพวกเขา  สู่โลกภายนอกกำแพงนั้น

 

...คำสัญญาที่เป็นดั่งกรงขังจะจบสิ้นลง....

 

 

                ดวงตาสีเทาเข้มลืมตาขึ้นพลางมองไปนอกหน้าต่างที่ฝนตกหนัก   ไม่เห็นกระทั่งท้องฟ้าที่อยู่เบื้องบนหลังจากคืนนี้เรื่องราวระหว่างเขาและเอลวินจะจบลง  ....จะไม่มีวันแห่งคำสัญญาอีกต่อไป...

 

 

                ชายหนุ่มผมดำเฝ้ารอจนพายุเริ่มสงบลงจนก่อนตัดสินใจลุกขึ้น  แม้จะเจ็บแผลที่เพิ่งเย็บแต่ฤทธิ์ของมอร์ฝีนยังบรรเทาความเจ็บปวดให้ลดลง

 

                รีไวล์มองไปยังเอลวินที่นอนกอดอกพิงผนัง  แม้จะมีอาการบาดเจ็บไม่มากเท่ากับเขา   แต่การที่ฆ่าหมาป่าทั้งฝูงคงจะสร้างภาระให้กับร่างกายพอสมควร    กว่าจะรู้สึกตัวคงเป็นเช้าวันรุ่งขึ้น

 

...เมื่อถึงเวลานั้นเขาเองคงจากไปไกลแล้ว...

 

รีไวล์กระชับเสื้อโค้ทของเอลวินแน่น  ของต่างหน้าชิ้นสุดท้ายที่เขาจะเก็บไว้ก่อนจะเดินไปที่ประตู...

 

 

“ลาก่อน  เอลวิน”  

 

 

.................................................................................................................................

 

 

                “จากไปไม่บอกไม่กล่าว   นายเองก็ใจร้ายกับฉันไม่เปลี่ยนเลยนะรีไวล์...”

 

                เอลวินมองผ้าพันคอสีขาวในมือตนเอง  หลังจากที่วันแห่งสัญญาผ่านพ้นไป  รีไวล์ก็ไม่กลับมาที่ศูนย์บัญชาการทีมสำรวจอีกเลย  ชายหนุ่มผมทองสัมผัสผ้าลินินเนื้อนุ่มที่รีไวล์มักจะสวมใส่ติดตัวเป็นประจำ  นึกถึงร่างเล็กที่มักส่งสายตาเย็นชามาให้เขา  คิ้วเรียวที่ขอบขมวดทุกครั้งเมื่อพบสิ่งไม่พอใจ   เป็นภาพคุ้นชินที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

 

...แต่สุดท้ายเขาก็ปล่อยให้คนสำคัญจากไป ถ้าหากว่าสิ่งนั้นจะทำให้รีไวล์มีความสุข...

 

                เอกสารที่ส่งมาถึงเอลวินหลังวันแห่งคำสัญญาเป็นสิ่งยืนยันข้อนั้นเป็นอย่างดี  เอกสารลาออกอย่างเป็นทางการของรีไวล์

 

“ยังคงเป็นคนเถรตรงเหมือนเดิมนะรีไวล์   ฉันเองคงไม่มีสิทธิ์จะยื้อนายอยู่ทีมสำรวจแล้วสินะ”

 

 

...วันแห่งคำสัญญาจบสิ้นลงแล้ว...

...หนทางที่นายเลือกเขาจะเป็นคนปกป้องมันเอง...

 

 

 “เอลวิน! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน  เรื่องที่รีไวล์ลาออกเป็นความจริงเหรอ!

 

 

                เสียงตะโกนโหวกเหวกของฮันซี่ดังขึ้น  หญิงสาวเหวี่ยงประตูไม้ห้องทำงานของเอลวินก่อนจะเผชิญหน้าเจ้าของห้องที่ยังทำงานอยู่   เอกสารมากมายที่ยังไม่ได้เสร็จอนุมัติวางกองไม่เป็นระเบียบ  ถ้วยกาแฟสามสี่ใบที่วางอยู่บนโต๊ะบ่งบอกว่าชายหนุ่มผมทองจนถึงเช้า  ใบหน้าดูดีนั้นอิดโรยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจนฮันซี่ชะงัก   นึกคำด่าต่อไปไม่ออก

 

 

“เธอเองเหรอฮันซี่?” เอลวินฝืนยิ้มบางให้กับหญิงสาว  “มาหาแต่เช้ามีธุระอะไร”

 

 

“เรื่องของรีไวล์” ฮันซี่ควบคุมอารมณ์ของตัวเองก่อนจะพูดอีกครั้ง “ตอนนี้ทหารทุกคนกำลังสับสนมาก   รีไวล์ลาออกอย่างกะทันหันแบบนี้มันเกิดอะไรขึ้น   นายรู้ใช่มั้ยเพราะอะไร?”

 

 

“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่เห็นจะต้องมาถามเลย”  เอลวินทำงานต่อไป  แม้เขาจะรู้เหตุผลดีว่าทำไมรีไวล์ถึงลาออก  “เป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเราอยู่แล้ว   แค่ทหารคนเดียว...”

 

 

ปัง!

 

 

                ฮันซี่เอามือทุบโต๊ะชายหนุ่มผมทองอย่างไม่เกรงกลัว   ดวงตาดำภายใต้กรอบแว่นหนาจริงจัง “รีไวล์ไม่ใช่แค่ทหารคนเดียว!   นายเองก็รู้ไม่ใช่เหรอว่ารีไวล์สำคัญต่อพวกเราขนาดไหน   คนที่เห็นความสามารถในตัวรีไวล์ยังคิดไม่ออกอีกเหรอไง!”

 

                หญิงสาวกำมือแน่น  “หมอนั้นเป็นพวกพ้องของเรา  เป็นคนสำคัญที่ขาดไม่ได้...แม้กระทั่งนายเองยังมองว่ารีไวล์เป็นแค่ทหารคนหนึ่ง  ฉันเองคงเชื่อใจนายมากเกินไปสินะ”

 

 

“ฮันซี่  บางครั้งการไม่รับรู้อะไรคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้”  เอลวินกล่าวขึ้น  ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นแสดงอาการอ่อนล้า  “ต่อให้มันจะเป็นเรื่องที่ยากก็ตาม”

 

 

                ชายหนุ่มผมทองมองเอกสารลาออกบนโต๊ะอีกครั้ง  เหลือเพียงลายเซ็นยืนยันคำอนุมัติจากผู้บัญชาการเท่านั้นเอกสารลาออกนี้จะสมบูรณ์

 

 

                ทั้งที่เอกสารนี้วางบนโต๊ะของเขามาเกือบสามวันแล้ว  แต่เขายังไม่ยื่นเอกสารนี้ให้ผู้บัญชาการคีธ  ชาดิส   เพราะหวังว่าร่างเล็กนั้นอาจจะเปลี่ยนใจกลับมาทีมสำรวจอีกครั้ง

 

 

“บางทีรีไวล์คงเกลียดฉันมากจนไม่อยากเจอหน้าฉันอีก” เอลวินเอ่ยประชดตัวเอง ก่อนจะฝืนหัวเราะ “มันสมควรเป็นแบบนี้ตั้งนานแล้ว   ตั้งแต่ฉันพารีไวล์มาทีมสำรวจ...”

 

 

                ฮันซี่เห็นจดหมายลาออกของรีไวล์บนโต๊ะนั้น  เพียงเท่านี้ก็ยืนยันข่าวลือได้ชัดเจนว่ารีไวล์ลาออกจริงๆ  เธอมองเอลวินที่แปลกไป  ยิ่งตอนพูดถึงรีไวล์นั้นคล้ายกับเห็นด้านอ่อนแอของชายหนุ่มที่ไม่เคยแสดงออกมา

 

 

“เอลวิน....” ฮันซี่นึกถึงคำพูดอย่างระวัง   ทำไมเธอเองถึงไม่เคยสังเกตเลยว่าระหว่างเอลวินกับรีไวล์คงมีเรื่องซับซ้อนเกิดขึ้น  เรื่องราวที่มีเพียงคนสองคนรับรู้ทั้งนั้นและเธอเห็นมาโดยตลอด...   “นายชอบรีไวล์สินะ  แล้วทำไมนายถึงไม่รั้งให้รีไวล์อยู่ต่อ”

 

 

“ฉันพยายามแล้วฮันซี่” เอลวินยอมรับ  ทั้งการสร้างคำสัญญารวมถึงความเกลียดชังที่ฉุดรั้งให้รีไวล์ยึดติดกับทีมสำรวจตลอดไป “แต่สุดท้าย...สิ่งที่ฉันทำมันก็แค่ยื้อเวลาให้รีไวล์อยู่ทีมสำรวจนานขึ้นเท่านั้น”

 

 

                หญิงสาวมองหัวหน้าตนเองที่เริ่มโทษตัวเอง  หวนนึกถึงคำพูดของรีไวล์ที่เคยบอกเป็นนัยๆ ว่าจะลาออกจากทีมสำรวจ  ปัญหาของสองคนนี้คงยืดเยื้อจนหมดทางแก้ไขแล้ว    แต่ว่า...

 

 

“พวกนายสองคนก็แค่ไม่เข้าใจกันเท่านั้น   ถ้าหากนายตามหารีไวล์ตอนนี้อาจจะกลับทีมสำรวจก็ได้!”

 

 

                ฮันซี่พยายามเสนอทางออก  เชื่อสัญชาตญาณตัวเองที่ว่าสิ่งที่แนะนำไปคือทางแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด  “บอกความรู้สึกของนายออกไปตรงๆ  รีไวล์จะได้รู้ว่านายเป็นห่วง...ฉันมั่นใจว่ารีไวล์เองคงตอบรับความรู้สึกของนาย  เพราะรีไวล์ก็ชอบนายเหมือนกัน”

 

 

“เธอเข้าใจผิดแล้ว  รีไวล์เกลียดฉันขนาดนั้น” เอลวินนึกถึงสีหน้าและน้ำเสียงที่รีไวล์มักเอ่ยต่อหน้าเขาประจำ “เกลียดจนอยากจะฆ่าฉันด้วยซ้ำ   อดีตเลวร้ายเหล่านั้นฝั่งลึกในความรู้สึกรีไวล์จนยากจะแก้ไขแล้ว”

 

 

.               ยิ่งตอนเห็นความเจ็บปวดที่แสดงออกบนสีหน้าร่างเล็กนั้น  เอลวินยิ่งเข้าใจดี  ความเจ็บปวดจากการสูญเสียเพื่อนพ้องอันเป็นที่รัก...จนสูญเสียกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ

 

 

 “เรื่องของฟาร์ลันและอิซาเบลสินะ” เมื่อพูดถึงชื่อสองคนนี้  ฮันซี่ก็นึกเสียใจกับการจากไปของทั้งคู่  รวมถึงเพื่อนพ้องทุกคนที่เสียชีวิตในสนามรบ “ไม่แปลกหรอกที่รีไวล์จะยึดติดสิ่งเหล่านั้น  แต่เรื่องมันผ่านไปนานขนาดนั้นทำไมถึงยังไม่ลืมมันอีก”

 

 

“เพราะฉันเป็นคนฆ่าสองคนนั้น”  เอลวินกล่าว “ทำให้พวกเขาต้องพบจุดจบนอกกำแพง”

 

 

                ฮันซี่เบิกตากว้างทันที   คนที่อยู่ทีมสำรวจรู้กันทั้งนั้นว่าฟาร์ลันและอิซาเบลตายเพราะถูกไททันฆ่าในสนามรบ 

 

“เรื่องของพวกนายสองคนมันบ้าไปแล้ว! ถ้ารีไวล์คิดอย่างนั้น  นายก็ไม่ต่างจากฆาตกรแล้วเอลวิน!” ฮันซี่ร้องเสียงดัง   เพราะทหารที่ตายในสนามรบมีเป็นสิบเป็นร้อย  ถ้าคิดแบบนี้ผู้บัญชาการทีมสำรวจคงเป็นพวกฆาตกรหมู่แล้ว!

 

 

                คำว่าฆาตกรทำให้เอลวินเหยียดยิ้มบางราวกับเหยาะเย้ยตนเอง  “ฆาตกร  คำๆ นั้นคงเหมาะสำหรับฉันแล้วฮันซี่”

 

 

                เมื่อเห็นสีหน้าไม่เข้าใจของฮันซี่  ชายหนุ่มผมทองจึงตัดสินที่จะเล่าอดีตของรีไวล์ที่เก็บซ่อนไว้  ซึ่งมีเพียงเขา  มิเกะที่รับรู้กันเพียงสองคน  และต่อไปจะมีหญิงสาวเพิ่มขึ้น

 

 

“เธอเคยถามถึงอดีตของรีไวล์ก่อนเข้าทีมสำรวจใช่มั้ย ฉันจะเป็นคนเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง”  เอลวินประสานมือไว้บนโต๊ะ   พลางมองหญิงสาวผมหางม้าอย่างจริงจัง  “เมื่อฟังแล้วเธอจะไปบอกต่อหรือเลือกเก็บเป็นความลับ  ฉันจะให้เธอเป็นคนตัดสินใจ...”

 

“เพราะมันคือด้านมืดของทีมสำรวจที่ฉันเป็นคนสร้างขึ้นมา...”

 

 

...............................................................................................................................

 

 

                ฮันซี่เดินออกจากห้องทำงานของเอลวิน  ในสมองที่มักจะครุ่นคิดถึงเรื่องไททันตลอดได้มีเรื่องๆ หนึ่งเพิ่มขึ้นมาจนเธอเองไม่รู้จะจัดการมันอย่างไร

 

 

“ถึงนายจะบอกว่าให้ฉันเป็นคนตัดสินใจว่าจะบอกต่อหรือเก็บเป็นความลับ....  ถ้าขืนฉันบอกออกไปคงต้องตายไม่ใช่หรือไงเอลวิน”

 

 

                หญิงสาวบ่นออกมาก่อนจะขยี้ผมตนเองจนยุ่งไปหมด  ไม่คิดเลยว่าเรื่องของรีไวล์จะเกี่ยวพันทีมสำรวจขนาดนี้  เอลวินเองก็เหมือนกัน  คนที่เป็นผู้นำมากความสามารถขนาดนี้จะทำเรื่องสกปรกไม่แพ้พวกขุนนางหมูตอน

 

 

“มิเกะก็รู้เรื่องนี้ด้วย  ทำไมถึงไม่เคยเล่าให้ฟังเลยนะ!”  ฮันซี่เริ่มโวยวาย  “โอ้ย!  อยากเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังจัง!”

 

 

                เธอหันไปเห็นโมบลิสที่กำลังเดินสวนทางมา  ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งสะดุ้งทันทีที่เห็นหัวหน้าตนเองพุ่งเข้ามาราวกับซอมบี้หาเหยื่อ   “หัวหน้าฮันซี่!  มะ มีอะไรครับ”

 

 

“โมบลิส  นายรู้หรือเปล่าว่ารีไวล์อยู่ไหน?”  หญิงสาวถามเสียงจริงจัง  มือเกาะไหล่ลูกน้องคนสนิทแน่นจนชายหนุ่มเริ่มตัวสั่น   

 

“มะ ไม่ทราบครับ  หัวหน้าปล่อยผมไปเถอะครับ!” 

 

                โมบลิสเริ่มเห็นเค้าลางแห่งความโชคร้ายอยู่ต่อหน้า  ทำไมต้องบังเอิญเจอหัวหน้าตอนนี้เนี่ย  ยิ่งหน้าตาราวกับเจอไททันวิปริตแบบนี้ต้องเรื่องอะไรซักอย่างแน่ๆ

 

“งานที่หัวหน้าสั่งไว้ ผะ ผมยังทำไม่เสร็จเลยครับ  ขอตัวก่อนนะครับหัวหน้า!”

“ไม่ต้องทำแล้วโมบลิส  ฉันจะสั่งให้ออลโอ้กับเพทราทำแทน” ฮันซี่ไม่ยอมปล่อยลูกน้องคนสนิทออกไปง่ายๆ “ออกไปข้างนอกกับฉันตอนนี้เลย!  ไปตามหารีไวล์!”

 

 

                ฮันซี่ลากลูกน้องที่ตัวสูงกว่าให้ตามมา   แม้โมบลิสจะรู้สึกฝืนใจแต่ก็ต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอยู่ดี

 

“ครับ  หัวหน้า”  โมบลิทเอ่ยเสียงอ่อย   ตามหัวหน้าสาวของตนเองที่ตอนนี้ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น  และยังบ่นงึมงำคนเดียวต่อ

 

“ฉันจะเล่าเรื่องนี้ทั้งหมดให้รีไวล์ฟัง!  เอลวินบอกฉันว่าจะทำอะไรก็ได้นี่!”

 

                หญิงสาววางแผนในใจ   เธอไม่ยอมให้รีไวล์จากไปง่ายๆ แบบนี้   รวมทั้งไม่ให้เอลวินหมดหวังเพราะสิ่งที่เขาเห็นเพียงด้านเดียว  ด้านที่รีไวล์จงใจแสดงออกมา

 

 

                เธอที่อยู่ใกล้ชิดรีไวล์รู้ดีที่สุด   สายตายกย่องและความไว้วางใจที่มีต่อเอลวินคนเดียว   ไม่เชื่อฟังคำสั่งใครแม้คนๆ นั้นจะเป็นผู้บัญชาการทีมสำรวจ

 

 

                ดวงตาสีเทาดำที่มักมองแผ่นหลังของเอลวินเสมอ  ความห่วงใยที่มักจะแสดงออกถึงความดื้อรั้น  อาการน้อยใจที่อีกฝ่ายละเลยตัวเอง   มันคืออาการของคนมีความรัก  แม้จะพยายามกลบเกลื่อนว่าเกลียดเอลวินก็ตาม

 

 

“รีไวล์ฉันจะให้นายยอมรับความรู้สึกตัวเองให้ได้”  ฮันซี่กัดเล็บเครียด “รู้มั้ยว่าการทำความสะอาดห้องทำงานสามวันครั้งมันเหนื่อยนะ!  ถ้าทำขนาดนี้นายยังไม่กลับมาอีก  ฉันจะไปฟ้องฟาร์ลันและอิซาเบลมาหลอกนายคอยดู”

 

 

 

“รีไวล์...นายเป็นเพื่อนพ้องที่สำคัญของฉันเหมือนกัน...ถ้านายไม่อยู่ใครจะจับไททันเป็นเพื่อนฉันล่ะ!”

 

 

.................................................................................................................................TBC

 

Talk!

 

ตอนใหม่มาแล้วค่ะทุกคน  *ทำเสียงลันล้า*

 

หายไปสองอาทิตย์เพราะติดภารกิจส่วนตัวและเรื่องงาน   พอมีเวลาก็รีบปั่นตอนใหม่ทันที   อย่างที่เคยบอกไว้ในทวิตว่าเรื่องนี้ไม่มีดราม่าหรอกนะ (ถ้าใครตามฟอลอยู่)   ตอนที่แล้วทำให้ใครหลายคนกรีดร้องพอสมควร

 

ความจริงก็คือ ไม่มีใครตายนะคะ (ฮา)   อยากลองเขียนอะไรที่บีบคั้นหัวใจ  

 

ตอนที่รีไวล์จากไป  อาจจะสงสัยว่าทำไมป๋าถึงยอมปล่อยรีไวล์ไปง่ายๆ  จากตอนที่ผ่านมาป๋าเองก็เหมือนทำใจอยู่แล้วว่ารีไวล์ต้องจากไปซักวันหนึ่ง   จึงพยายามทุกอย่างให้รีไวล์อยู่กับตนเองนานๆ (แต่สุดท้ายรีไวล์ก็จากไปอยู่ดี)  

 

ช่วงหลังๆ จึงเห็นว่าป๋าอ่อนโยนขึ้น  แต่ก็คงความโหดในแบบฉบับป๋า (พิมพ์ไปพิมพ์มาเริ่มงงเอง  แง้ๆ ) 

 

พอแค่นี้ดีกว่า  ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามฟิคเรื่องนี้นะคะ  คอมเม้นต์ทุกท่านเราอ่านหลายรอบมาก ฮา

 

 

 

 ไว้เอนทรีย์หน้าพบกันใหม่นะคะ  

 

ปล.  เนื่องจากเรามีความคิดอยากจะรวมเล่มฟิคเรื่องนี้ค่ะ

เลยอยากจะสอบถามนักอ่านทุกคนว่า   ถ้าเรารวมเล่มฟิคเรื่องนี้ทุกคนสนใจอยากจะซื้อหรือเปล่า?
(ขอดูจำนวนคนที่สนใจก่อนค่ะ)  รบกวนตอบแบบสอบถามด้วยนะคะ

 

 

 

ปลล. Spin off  รีไวล์ ตอนที่  4  มาแล้วป๋ายิ้มโฉดได้ใจมากอ่ะ  ชอบเวลาป๋ายิ้่มแบบนี้จัง อร๊ายยยยย

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

อ่านพรืดเดียวสิบตอน เป็นลมเป็นแล้งเลยค่ะ ฮือออ สนุกมากๆๆๆๆค้า ตอนที่10สู้กันกลางฝนหนาสๆ นี่หนาวแทนรีไวเลย
ความสัมพันธ์ของสองคนนี้อะไรจะฟหกดฟหกด/พูดไม่เป็นภาษา ขนาดเนร้~~~ ชอบค่ะ แงงง อินจนเม้นต๋อะไรไม่ถูก
รออ่านต่อนะค้าาา

#3 By Lucent (115.67.165.217|115.67.165.217) on 2014-03-05 22:38

กรี๊๊๊๊๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ตอนใหม่มาแล้ว สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ รอต่อนะคะะะะะะะcry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry cry

#2 By blacksnow (223.204.240.114|223.204.240.114) on 2014-03-03 15:46

อร้ากกกกดก ว่าแล้วต้องไม่ฆ่ากันตายยยย

ฮันซี่..ช่วยทำให้รีไวเข้าใจหน่อยเหอะะะะ(หาให้เจอก่อน)

ป๋าเท่มากกก เชียร์!! ขอให้ได้รีไวกลับมาครอบครองไวไวเถอะ *กลับมาล่ะกินแม้มม*

สนใจ ๆ ครับบ รออออ ....อิอิอิ

#1 By wiki on 2014-03-02 10:57