[Titan Fic] +++Gamble [Erwin x Levi] Part 11

posted on 23 Mar 2014 23:08 by little-fin in Attack-on-Titan, Fanfiction

สวัสดีค่าทุกคน

 

หายหน้าไปเกือบเดือน   หวังว่าทุกคนยังไม่ลืมฟิคนะคะ ฮา 

 

 

 

คำเตือน บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง) ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้ ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^

 

 

 

 

 

 

 

Title : Gamble [Erwin x Levi]

Author : Kukurio

Pairing : เอลวิน x รีไวล์ [Erwin x Levi]

Rate: PG15

 

 

 

 

 

 

 

 

Part 11

 

 

 

 

ฉันไม่อาจให้อภัยตนเองได้

กับความรักที่ก่อเกิดขึ้นในใจ  ความหวั่นไหวที่ทำให้เขาพ่ายแพ้

..พ่ายแพ้ผู้ชายที่ชื่อ เอลวิน สมิธ....

 

                สายลมเย็นที่พัดผ่านหอบนำใบเมเปิ้ลสีแดงล่องลอยทั่วสวนสาธารณะ  พื้นถนนต่างเต็มไปด้วยใบไม้สีเพลิงที่ร่วงหล่นไปทั่ว  ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างเอามือซุกกอดตนเองยามลมหนาวพัดผ่านมา 

 

                ณ มุมหนึ่งของสวนสาธารณะ   ม้านั่งยาวที่ตั้งอย่างเดียวดายใต้ต้นไม้ใหญ่มีชายหนุ่มผมดำนั่งจับจองไว้ ดวงตาสีเทาเข้มดุจนิลเม็ดงามเหม่อมองท้องฟ้าไกล  มือเล็กกระชับเสื้อคลุมสีดำที่ใหญ่เกินตัวเพื่อป้องกันลมหนาว  แม้ฤดูหนาวปีนี้จะมาเร็วกว่าปีก่อนชายหนุ่มผมดำก็ไม่สนใจนัก เพราะตอนนี้มีสิ่งสำคัญที่เขาต้องทำให้ได้

 

...การตั้งต้นชีวิตใหม่ในเมืองหลวงแห่งนี้...และลืมคนๆ นั้น...

 

                หลังจากรีไวล์ยื่นจดหมายลาออก  ชายหนุ่มได้ตัดสินใจจะใช้ชีวิตในเมืองหลวง   ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายและสงบสุข  ไม่ต้องออกไปสู้รบกับไททันข้างนอกกำแพง  ตอนนี้เขาเป็นพลเมืองเต็มตัวแล้ว  ไม่ต้องอาศัยอยู่ในเมืองใต้ดิน   เป็นอันธพาลให้คนอื่นดูถูกอีกต่อไป

 

“...ฉันมาอยู่ที่นี่แล้ว  ฟาร์ลัน อิซาเบล”  ในเมืองหลวงที่พวกเขาปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอยู่  ไม่ต้องแย่งชิงหรือต่อสู้ดิ้นรนในเมืองใต้ดิน “พวกนายคงจะดีใจกับฉันใช่มั้ย?”

 

                ใบเมเปิ้ลหล่นบนมือชายหนุ่ม  สีแดงชาดคล้ายหยาดเลือด  รีไวล์กำซากใบไม้จนแหลกคามือ  ทั้งๆ ที่ตัดสินใจใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดาๆ  แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกเจ็บปวดใจขนาดนี้ด้วย…

 

                พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง  เช่นด้วยกับอุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็วเพราะช่วงฤดูหนาว  ฝูงนกต่างบินทยอยกลับรังของมันในอีกฟากฝั่งของกำแพง  โลกภายนอกที่ใฝ่ฝันมาตลอด...

 

….พวกนายรู้หรือเปล่า นกพวกนั้นไปไหนกันน่ะ

....พวกมันคงไปโลกภายนอก  โลกนอกกำแพงแห่งนั้น...

 

                เสียงของเจ้าพวกนั้นดังยังก้องในใจเสมอมา   สิ่งเหล่านี้เป็นความฝันของพวกเขา ฝันว่าโลกภายนอกกำแพงเป็นอย่างไร  มีอะไรในโลกภายนอกกว้างใหญ่  เจ้าพวกนั้นพูดถึงสิ่งนั้นตลอด...แม้วาระสุดท้ายของชีวิตยังฝากฝั่งสิ่งเหล่านี้ไว้

 

“ให้ฉันอยู่ทีมสำรวจต่อไป   ชอบพูดตามใจตัวเองเหลือเกินนะเจ้าพวกนั้น”  รีไวล์พึมพำเบาๆ กล่าวโทษคนที่ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว  “พวกแกเองก็ตายไปแล้ว  ทำไมฉันต้องทำตามด้วย  ไร้สาระ”

 

                ชายหนุ่มทิ้งซากใบไม้ให้ล่องลอยไปตามสายลม   ดวงตาสีเทาเข้มแสดงความหวั่นไหวจนบรรยากาศรอบตัวกลายเป็นความโดดเดี่ยว   

 

                รีไวล์กระชับเสื้อคลุมสีดำ  หวนนึกถึงความอบอุ่นที่เคยได้รับจากอ้อมกอดของคนๆ นั้น   คนที่ทำให้หวั่นไหวทุกครั้งยามเมื่อคิดถึง   คนที่ทำให้เขากลายเป็นคนอ่อนแอและเจ็บปวดใจทุกครั้ง   คนที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปแม้เจ้าพวกนั้นจากไปก็ตาม...

 

....เอลวิน  ทำไมฉันคิดถึงนายขนาดนี้ด้วย...

 

“บ้าที่สุด..”

 

                ควันไอสีขาวออกจากริมฝีปากบาง   ใบหน้าเรียบนิ่งเหยียดยิ้มราวกับประชดตัวเอง  เหม่อมองท้องฟ้าที่ตอนนี้ย้อมไปด้วยสีส้ม   พระอาทิตย์สีแดงเริ่มคล้อยต่ำลงสู่เส้นขอบฟ้า

 

“ตอนนี้ฉันเป็นอิสระ  จะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”  รีไวล์กระซิบ...แม้สิ่งที่แลกเปลี่ยนกับอิสระนั้นจะทำให้เขาละทิ้งสิ่งสำคัญที่สุดก็ตาม “เวลาย้อนกลับคืนไม่ได้อีกแล้ว...”

.

......................................................................................................................

 

                วันเวลาผ่านไปเช่นเดียวกับฤดูกาลที่เปลี่ยนผัน   สวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยใบไม้หลากสีต่างปลิดใบจนเหลือเพียงกิ่งก้านสีน้ำตาล  ถนนหินที่พลุ่กพล่านด้วยผู้คนสัญจรไปมาเงียบเหงา   ม้านั่งยาวไร้ผู้คนแวะพักผ่อนเพราะอากาศหนาวเย็น   เมฆสีเทาอึมครึมปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า   บรรยากาศชวนหดหู่จนชาวเมืองส่วนใหญ่เลือกพักผ่อนภายในบ้าน

 

                ยกเว้นชายหนุ่มผมดำที่ยังออกไปสวนสาธารณะ  บนร่างเล็กสวมเสื้อโค้ทสีดำตัวใหญ่ด้วยความเคยชิน       

 

                                ...ฤดูหนาวที่เปรียบเสมือนของขวัญแห่งความโดดเดี่ยว...

 

                รีไวล์คิดเช่นนั้น   ชายหนุ่มผมดำเงยหน้ามองท้องฟ้าสีมัว  เพราะฤดูกาลที่พลัดเปลี่ยนทำให้เวลาเย็นสั้นกระชับขึ้น    ผู้คนยินดีเก็บตัวอยู่ในบ้านเพื่อหาไออุ่นจากเตาพิง  นั่งจิบชาสังสรรค์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง   แต่สำหรับเขาที่อยู่ตัวคนเดียวแล้วไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องรีบกลับบ้านเพราะที่แห่งนั้นไม่มีใครที่รอเขากลับไป

 

                รีไวล์เดินตามถนนหินที่ปูลาดเข้าไปในสวนสาธารณะ   ทุกวันหลังเลิกงานรีไวล์ชอบแวะเวียนมาที่แห่งนี้ประจำ   ใช้เวลากับตัวเองพลางมองพระอาทิตย์ตกดินก่อนจะกลับที่พัก    ชายหนุ่มผมดำเอนหลังบนม้านั่งยาวพลางมองภาพเบื้องหน้า   ทะเลสาบสีเขียวนิ่งสงบคล้ายกระจกเงา   ต้นไม้ที่เหลือเพียงกิ่งก้านตัดกับท้องฟ้าสีมัวที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนๆ     ในมือของชายหนุ่มถือถุงกระดาษที่มีขนมปังหอมกรุ่นก่อนจะหยิบขึ้นมาทานเป็นอาหารเย็น

 

                บางครั้งจะมีนกพิราบหรือนกตัวเล็กๆ เขามาบินขอเศษขนมปัง  วันนี้ก็เช่นเดียวกันที่นกเหล่านั้นบินมาหาชายหนุ่มผมดำ    จิกกินขนมปังในมือด้วยความคุ้นเคย 

 

“พวกแกไม่กลัวฉันแล้วสินะ”  รีไวล์เอ่ยเสียงแผ่ว  พลางมองดวงตาใสของนักพิราบแสนเชื่องก่อนที่มันจะเอียงคอด้วยความสงสัย  “เพราะคุ้นเคยถึงได้ยอมเข้าใกล้  ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไม่กล้าด้วยซ้ำ”

 

                ดวงสีเทาเข้มของรีไวล์แสดงถึงความอ้างว้าง  รอยยิ้มเศร้าแย้มออกมาจางๆ  เมื่อนึกถึงใครบ้างคนเพราะความคุ้นเคยเหล่านั้น   คนที่อยากจะลืมมากที่สุดแต่กลับทำใจลืมไม่ลง  คนที่ทำให้เขาจากมาเพราะไม่สามารถให้อภัยตนเองได้

 

“ทำไมถึงลืมไม่ได้ซักที...” รีไวล์เอ่ยกับตัวเอง  อดีตที่เป็นดั่งฝันเพียงตื่นหนึ่ง   “คนๆ นั้น...”

 

                พลันนกพิราบเหล่านั้นก็แตกตื่นเมื่อได้ยินฝีเท้าคนแปลกหน้าเข้ามาใกล้   เสียงกรอบแกรบของใบไม้ที่ถูกย่ำทำให้รีไวล์ปลายตาไปมอง    หญิงสาวผมหางม้ายกมือขึ้นทักทายพลางแย้มรอยยิ้มกว้าง  ข้างตัวเธอนั้นมีชายหนุ่มร่างสูงโปร่งยืนอยู่ข้างหลังในมือถือถุงขนมปังร้านเดียวที่รีไวล์ซื้อเป็นประจำ

 

“ในที่สุดก็เจอตัวซักที!   คิดถูกจริงๆ ที่ตามกลิ่นขนมปัง!”

 

                ฮันซี่เอ่ยขึ้นพลางดันแว่นด้วยท่าทางมั่นใจ  ก่อนจะหันไปหาโมบลิสลูกน้องคนสนิทที่ยังยิ้มแห้งๆ  “เห็นมั้ยจมูกฉันไม่มีวันพลาด   ถึงจะดมหาไททันเหมือนมิเกะไม่ได้แต่เรื่องของกินฉันถนัดที่สุด!”

 

“หัวหน้าครับ  เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอวดกันหรอกนะครับ” โมบลิสบอกหัวหน้าสาว  ชายหนุ่มก้มศีรษะให้หัวหน้ารีไวล์ที่ยังขมวดคิ้วจ้องพวกเขาตาเขม็ง  

 

การตามหาหัวหน้ารีไวล์โดยใช้กลิ่นขนมปังนำทางของหัวหน้าฮันซี่  ไม่คิดเลยว่าจะเจอตัวคนที่กำลังตามหาอยู่   ....ชายหนุ่มผู้มีฉายาเป็นชายที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษยชาติ...

 

“ทำไมพวกแกสองคนถึงมาอยู่ที่นี่?”

 

                รีไวล์ถามเสียงเย็นชา  ไม่แสดงออกถึงความดีใจหรือยินดีที่ได้พบทั้งสองคน  นอกจากจะสร้างเรื่องยุ่งยากให้เขามากขึ้นกว่าเดิม  “งานทีมสำรวจมันว่างนักหรือไงถึงมาวิ่งเล่นแถวนี้”

 

                เส้นประสาทของฮันซี่กระตุกทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้น    “นิสัยไม่ดีเหมือนเดิมเลยนะ รีไวล์”

 

อุตส่าห์ดีใจได้พบคนที่กำลังตามหาดันถูกหาว่าอู้งานอีก หญิงสาวสาวเท้าไปหาชายหนุ่มผมดำก่อนจะถือวิสาสะนั่งลงข้างๆ   แม้รีไวล์ไม่ได้เชิญก็ตาม

 

“ใช่  ฉันไม่มีงานจะทำเลยวิ่งเล่นหาตัวนายที่เมืองหลวง!”  ฮันซี่กล่าวประชดประชันก่อนจะแย่งขนมปังในมือรีไวล์ขึ้นมากิน  และฉีกกินขนมปังด้วยความไม่พอใจนัก   เธอจ้องรีไวล์ตาไม่กระพริบ “ทีมสำรวจต้องการนาย  ฉันจึงมาตามนายกลับบ้าน”

 

                เมื่อได้ยินคำว่า”บ้าน”  รีไวล์ก็ส่งเสียงประชดทันที   สถานที่แห่งนั้นไม่ใช่บ้านของเขา  เป็นแค่ที่ซุกหัวนอนเพื่อใช้ชีวิตไปวันๆ  เท่านั้น

 

“หึ...บ้าน   ปราสาทเก่าๆ แบบนั้นมันมีชื่อเรียกด้วยเหรอ”  รีไวล์ว่า  ดวงตาสีเทามองฮันซี่เขม็งเช่นเดียวกัน “ก็แค่ที่ซุกหัวนอน  ฉันไม่เรียกว่าบ้าน”

 

“แล้วที่ไหนที่เรียกว่าบ้านสำหรับนายล่ะ” ฮันซี่ถามขึ้น  ไม่พอใจสิ่งที่ชายหนุ่มผมดำเอ่ยออกมา   ดวงตาคู่นั้นจริงจังอย่างที่ชายหนุ่มไม่เคยเห็นมาก่อน   “ที่เมืองหลวงแห่งนี้  หรือเมืองใต้ดินที่นายเคยอยู่”

 

                หญิงสาวพยายามหักห้ามใจตนเองเพื่อไม่ให้แสดงอารมณ์ผิดหวังออกมา   ทั้งๆ ที่ได้พบคนที่ต้องการตามหาแต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ ความเย็นชา

 

                เธอเอาแขนเสื้อถูจมูกตัวเองเพื่อกลบเกลื่อนความในใจ  พยายามยิ้มและบอกกล่าวอีกฝ่าย

“รีไวล์  บ้านคือ สถานที่ที่กลับไปแล้วเจอคนที่เรารักและผูกพัน  มีครอบครัวและเพื่อนพ้องรอการกลับมา  ไม่ใช่ห้องว่างๆ ที่ไม่มีใครรออยู่เลย   ชีวิตของนายตอนนี้มีบ้านแบบนั้นอยู่หรือเปล่า...ฉันขอถามเพียงเท่านี้”

 

“ไม่ใช่เรื่องของเธอ” รีไวล์ตอบปฏิเสธ  แม้ว่าสิ่งที่ฮันซี่พูดจะเป็นความจริง   ทุกวันนี้บ้านที่เข้าอาศัยอยู่เป็นเพียงแห่งเช่าเล็กๆ  เขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ออกมาที่สวนสาธารณะแห่งนี้เป็นประจำ

 

...เพราะที่แห่งนั้นไม่ใครรอการกลับมาของเขา...

...ไม่มีเลยซักคน...ไม่มี....

 

“ฉันมีความสุขกับชีวิตตอนนี้ดี  คงไม่กลับไปทีมสำรวจอีกแล้ว”

 

                ชายหนุ่มผมดำบอกกับฮันซี่   ก่อนจะเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าไกลจนหญิงสาวมองตาม   เสียงนั้นเอ่ยแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ   “ฉันจะไม่กลับไปยังกรงขังนั้นอีก  เธอกลับไปได้แล้วฮันซี่ ”

 

                ท้องฟ้ากว้างถูกความมืดรัตติกาลย้อมทั่วแผ่นฟ้า   ดาวเหนือที่เห็นชัดส่องแสงระยิบระยับ  ดวงจันทร์เข้ามาแทนที่พระอาทิตย์ที่ลาลับขอบฟ้า  อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว 

 

“รีไวล์...” ฮันซี่เอ่ยเสียงเบา   คำพูดของรีไวล์นั้นทำให้เธอไม่กล้าเอ่ยประโยคต่อไป  เมื่อมองดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้นหญิงสาวก็รู้ดีว่ารีไวล์คงไม่มีทางกลับทีมสำรวจกับเธอ  ...เรื่องสำคัญที่ต้องการจะพูดหยุดชะงักไป   เวลานี้คงไม่เหมาะพูดเรื่องที่เธอต้องการจะคุยด้วย

 

เรื่องอดีตของรีไวล์ที่เอลวินเปิดเผยออกมา  และสิ่งที่เอลวินทำทุกอย่างเพื่อปกป้องอีกฝ่าย  ....เธออยากเล่าเรื่องนี้ให้รีไวล์ฟังและมอบของสิ่งหนึ่งให้

 

“พรุ่งนี้ฉันมาหานายได้มั้ย  มีเรื่องสำคัญที่ฉันอยากจะบอกกับนาย” ฮันซี่คิดถึงวันพรุ่งนี้    คิดในแง่ดีว่ารีไวล์อาจจะใจอ่อนรับฟังสิ่งที่เธอต้องการพูด

 

“...”

 

                รีไวล์ไม่ได้ตอบอะไร  มีเพียงความเงียบระหว่างสองคน

 

“งั้นฉันจะถือว่านายไม่ปฏิเสธนะ”

 

                ฮันซี่เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน  หญิงสาวลุกขึ้นพลางขยับปัดเสื้อโค้ทที่เต็มไปด้วยเศษขนมปัง  เมื่อมองไปยังเสื้อโค้ทสีดำของรีไวล์เธอก็แย้มรอยยิ้มบาง  เพราะเธอจำได้ว่าเสื้อโค้ทตัวนี้เจ้าของคนก่อนคือใคร 

 

                ตอนที่เธอตัดสินใจออกตามหารีไวล์และขออนุญาตเอลวินเพื่อลาพักร้อน  เธอสังเกตเห็นว่าเสื้อโค้ทตัวโปรดของเอลวินนั้นหายไป  ก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยตอบให้เธอหายคับข้องใจ

 

...เสื้อโค้ทตัวนั้น  บ้างทีอาจจะไปอยู่เจ้าของคนใหม่ก็ได้...

 

                เจ้าของคนใหม่ที่ว่า  คือ  รีไวล์สินะ...  ฮันซี่นึกถึงคำพูดของเอลวิน  ความสัมพันธ์ระหว่างคู่นี้ซับซ้อนมากกว่าที่เธอเข้าใจจริงๆ   ก่อนที่หญิงสาวจะหันหลังจากไปชายหนุ่มผมดำจึงถามขึ้น

 

“มีใครมากับเธอบ้าง?”

 

“หืม? มีฉันกับโมบลิสสองคนน่ะ” ฮันซี่ตอบพลางเอามือซุกที่กระเป๋าเสื้อโค้ทเพราะลมเย็นที่พัดผ่านมา  ก่อนรอยยิ้มพรายจะกว้างขึ้นกว่าเดิม  “นายถามทำไมเหรอ?  หรือคิดว่ามีใครมากับฉันอีก”

 

“เปล่า”

 

                รีไวล์ตอบสั้นๆ  พลางหลบตาหญิงสาวที่คล้ายจะรู้ว่าเขาถามหาถึงใคร   แค่ความคิดชั่ววูบที่ทำให้เผลอหลุดปากถามออกไป  เมื่อเห็นว่าฮันซี่ยังไม่เลิกยิ้มเขาจึงถามอย่างอื่นเป็นการกลบเกลื่อน  “อีกเรื่อง  เธอตามหาฉันเจอได้อย่างไง”

 

“ก็อย่างที่ฉันบอกตามกลิ่นขนมปังอย่างไงล่ะ!”

 

“...”

 

“อะไรล่ะ”

 

“นอกจากบ้าไททันแล้ว ยังคิดว่าตัวเองเป็นหมาหรือไง” รีไวล์เอ่ยเสียงเย็น  ตามกลิ่นขนมปังใครเชื่อก็บ้าแล้ว

 

“บ้าไททันแล้วมันผิดตรงไหน!   ฉันศึกษาเรื่องไททันเพื่อมนุษยชาตินะ โหดร้ายอ่ะรีไวล์! ”

 

“เอ่อ...หัวหน้าครับ”  โมบลิสเอ่ยอ้ำอึ้งเมื่อเห็นหัวหน้าสาวโกรธผิดประเด็น   คนปกติต้องโกรธที่เรียกตนเองเป็นหมาสิ..

 

“ช่างเรื่องนั้นเถอะเดี๋ยวนายจะเบื่อหน้าฉันไปอีก  ฉันหาตัวนายพบเพราะกลิ่นขนมปังจริงๆ นะ”   ฮันซี่บอกด้วยความมั่นใจ  แต่พอเห็นสีหน้าไม่เชื่อถือของรีไวล์   หญิงสาวจึงเริ่มโวยวาย  “เรื่องจริงนะ!  ไม่เชื่อนายถามโมบลิสคุงได้เลย”

 

                ลูกน้องคนสนิทของหญิงสาวพยักหน้าเป็นการยืนยันพลางยิ้มแห้งๆ  แม้ความจริงตามกลิ่นขนมปังคงไม่ถูกต้องซักเท่าไหร่นัก...ก่อนโมบลิสจะอธิบายคำพูดหัวหน้าฮันซี่ให้ชายหนุ่มตรงหน้าเข้าใจ

 

“ครับ  เอ่อ..ปกติหัวหน้ารีไวล์ชอบทานขนมปังใช่มั้ยครับ  พวกเราสอบถามเจ้าของร้านขนมปังต่างๆ ว่าเคยมีใครพบผู้ชายที่เหมือนหัวหน้ารีไวล์บ้างหรือเปล่า   พอดีเจ้าของร้านขนมปังร้านนี้บอกว่าเจอคนเหมือนหัวหน้ารีไวล์ซื้อขนมปังกลับไปกินเป็นประจำ”

 

“ฉันจึงสอบถามคนแถวนั้นจนเจอบ้านของนาย   แต่ก็ไม่มีใครอยู่เลยซักคน”  ฮันซี่บ่นออกมา พลางเหล่ตามองรีไวล์ที่ยังมีหน้าเรียบนิ่งไม่เปลี่ยน  ขนาดรู้บ้านและที่อยู่แล้วยังไม่ตกใจสักนิด   “...ระหว่างที่ฉันรอนายกลับบ้านก็รู้สึกหิวขึ้นมาจึงชวนโมบลิสคุงไปหาอะไรกิน   เลยซื้อขนมปังร้านนั้นและป้าเจ้าของร้านบอกว่าเจอนายและเห็นเดินไปที่สวนสาธารณะ”

 

“และเรียกที่ว่าตามกลิ่นขนมปังคืออะไร”  รีไวล์ถามอีกครั้งคิ้วขมวดมุ่น  ก็แค่การตามร่องรอยจากพฤติกรรมส่วนตัวของเขา

 

“ก็ฉันตามหานายจนทั่วสวนสาธารณะแล้วก็ไม่เจอ   บังเอิญได้กลิ่นขนมปังพอดีเลยมาเจอนายนี่แหละ!” หญิงสาวยืดอกด้วยความมั่นใจ  พลางเอามือถูจมูกเหยี่ยวตนเอง  

 

“และบังเอิญมากเลยครับคนที่เจอเป็นหัวหน้ารีไวล์พอดี...”  โมบลิสพูดต่อท้ายประโยคก่อนจะถูกฮันซี่ส่งสายตาดุใส่   ข้อหาเติมคำพูดโดยไม่ได้รับอนุญาต จนชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเหงื่อตก

 

“เอาล่ะ  เรื่องทั้งหมดก็ประมาณนี่แหละ  ตามหานายตั้งเกือบเดือนกว่าจะเจอตัว  เฮ้อ...เอลวินก็ใจร้ายจริงๆ  ไม่ยอมให้ฉันใช้กำลังทหารออกตามหาตัวนายเลย”

 

“หึ เจ้าหมอนั้นจะสนใจฉันเพื่ออะไร?”

 

                รีไวล์ถามขึ้น   แม้หัวใจจะเจ็บปวดเมื่อเอ่ยถึงคนๆ นั้น  “ก็แค่ทหารคนหนึ่งลาออกไม่เดือดร้อนให้หมอนั้นต้องใช้กำลังทหารตามหาหรอก”

 

“เฮ้อ....ให้ตายสิ  นอกจากเอลวินแล้วยังได้ยินประโยคนี้จากปากนายอีกเหรอ”

 

                ฮันซี่ถอนหายใจยาว  เมื่อนึกถึงเอลวินเคยพูดประโยคนี้มาก่อนในวันที่เธอบุกเข้าไปถามเรื่องการลาออกของรีไวล์  “ถ้านายคิดว่าตัวเองไม่สำคัญ  เอลวินคงไม่ปล่อยให้ฉันพักร้อนตามหานายในเวลาที่ทีมสำรวจยุ่งแบบนี้หรอก  ตอนนี้ทุกคนต่างยุ่งกันมากเรื่องการออกสำรวจนอกกำแพง  เบื้องบนเองก็จับตาดูการสำรวจครั้งนี้เป็นการพิเศษด้วย”

 

                ฮันซี่รำพันกับตัวเอง   พลางเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กลายเป็นสีดำสนิท  ดวงจันทร์ทอแสงนวลจนพอเห็นใบหน้าของหญิงสาวแสดงความกังวลอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  คิ้วเรียวนั้นขมวดจนแทบกลายเป็นปม

 

“รีไวล์รู้หรือเปล่า  การสำรวจนอกกำแพงครั้งต่อไปจะเคลื่อนทัพในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า...”

 

                รีไวล์หันไปหาฮันซี่ที่ยังเอ่ยต่อไป  สีหน้าของชายหนุ่มผมดำแสดงถึงความแปลกใจเพราะกำหนดการที่ฮันซี่เคยบอกไว้ตอนอยู่ทีมสำรวจคืออีกสามเดือน  แต่เขาเพิ่งออกจากทีมสำรวจไปเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น

 

“เพราะฤดูหนาวที่มาเร็วขึ้น   เอลวินจึงเสนอผู้บัญชาการให้ทีมสำรวจเคลื่อนทัพก่อนอากาศจะแปรปรวนมากกว่านี้   คงกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันเหมือนตอนนั้น...”

 

                ฮันซี่นึกถึงวันที่ฟาร์ลันและอิซาเบลตาย  เป็นวันที่อากาศแปรปรวนจนเกิดทำให้เกิดโศกนาฏกรรมที่คาดไม่ถึง   ทหารมากมายต่างล้มตายเพียงเพราะพายุฝนตกหนัก  “เอลวินรับหน้าที่เป็นคนดูแลการสำรวจในครั้งนี้   เป็นคนคิดแผนการเคลื่อนกระบวนทัพด้วยตนเอง  ฉันไม่เคยเห็นเอลวินทำงานหนักแบบมาก่อนเลย   ตั้งแต่นายจากไปเอลวินก็โหมงานหนักจนแทบไม่ได้กินได้นอน  ราวกับพยายามลืมเรื่องบางอย่าง”

 

                ฮันซี่กุมมือของรีไวล์ที่เย็นเฉียบ   แม้ผู้ชายคนนี้จะเลือดเย็นปากร้ายไปบ้าง  แต่ก็ไม่เคยคิดร้ายหรือทำให้พวกเธอผิดหวังซักครั้ง   ยามออกรบก็มักเป็นคนออกหน้าช่วยเหลือพวกพ้องเสมอ

 

“รีไวล์นายมีความสำคัญต่อทีมสำรวจมากนะ   ฉันบอกนายได้เพียงเท่านี้”

 

หญิงสาวถอนมือออกจากรีไวล์ก่อนจะพยักหน้าเรียกโมบลิส   “วันพรุ่งนี้ตอนเย็นฉันจะมาพบนายที่นี่อีกครั้ง    หวังว่านายจะมาตามนัดนะรีไวล์”

               

โมบลิสเดินตามหัวหน้าฮันซี่ที่สาวเท้าเร็วจากไป    ชายหนุ่มหันไปมองหัวหน้ารีไวล์ที่นั่งเงียบไม่ให้คำตอบ  เมื่อทั้งคู่เดินจากไปพอสมควรโมบลิสจึงเอ่ยถามหัวหน้าตนเอง

 

“พรุ่งนี้หัวหน้ารีไวล์จะมาจริงๆ เหรอครับ  ถ้า...” โมบลิสไม่อยากบอกเลยว่าหัวหน้ารีไวล์อาจจะไม่มาตามนัด

 

“รีไวล์มาแน่นอน  เจ้าหมอนั้นไม่ได้พูดปฏิเสธสักหน่อย” ฮันซี่พูดอย่างมั่นใจ “ถ้าไม่มาฉันก็จะออกตามหาอีกรอบ  อุตส่าห์เจอตัวแล้วไม่ปล่อยตัวไปง่ายๆ หรอก    อย่างไงก็ต้องคุยเรื่องนี้กับรีไวล์ให้ได้”

 

                เรื่องราวในอดีตที่เอลวินเปิดเผยให้เธอฟัง  มีบางเรื่องที่รีไวล์เองยังไม่รับรู้ความจริงเกี่ยวกับคนที่อยู่เบื้องหลัง   ทั้งๆ คนที่เป็นต้นเหตุให้รีไวล์เข้ามาเกี่ยวพันกับทีมสำรวจยังลอยนวลอยู่ และชีวิตของรีไวล์อาจจะไม่ปลอดภัย

 

                ตอนนี้รีไวล์ใช้ชีวิตอยู่เมืองหลวงได้อย่างสงบสุขก็จริงแต่มันจะยาวนานแค่ไหน   เอลวินถึงนายจะพยายามช่วยให้รีไวล์ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาคงเป็นไปไม่ได้  อำนาจที่นายคอยชักใยในมุมมืดไม่มีทางชนะขุนนางหมูตอนที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมได้

 

“ทำไมพวกผู้ชายถึงเข้าใจยากแบบนี้ด้วยนะ”  ทำเรื่องอ้อมค้อมเสียจนเธอระอาใจ  พูดกันตรงๆ ตั้งแต่แรกก็หมดเรื่อง

 

“ก็เพราะคุณฮันซี่เป็นผู้หญิงนะสิครับ” โมบลิสโพล่งขึ้นมาซื่อๆ

 

“...”

 

“หัวหน้าฮันซี่มองผมแบบนั้นทำไมครับ...”  สายตาของหญิงสาวที่จ้องมานั้นทำให้โมบลิสขนลุกซู่ทุกครั้ง 

 

“ขอบใจที่ตอบนะว่าฉันเป็นผู้หญิง! “ฮันซี่ฉีกยิ้มหวาน   ไม่ต้องให้ใครเตือนก็ว่ารู้ว่าตัวเองเป็นผู้หญิง!  ช่วงนี้โมบลิสเริ่มเอาใหญ่เห็นว่าทำงานดีถึงพามาเมืองหลวงด้วย...เดี๋ยวนี้กล้าต่อปากต่อคำหัวหน้าแล้ว   พลันฮันซี่ก็นึกอะไรบ้างอย่างได้และเอามือจับไหล่โมบลิสแน่นจนทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก

 

“นายสนใจอยากเป็นเลขาของฉันมั้ย  แน่นอนว่าค่าเบี้ยเลี้ยงก็เพิ่มขึ้นด้วยนะ  แถมตำแหน่งก็สูงขึ้นด้วย”

 

“คุณฮันซี่ครับ  เรื่องนี้ผม...”

 

                ถูกยื่นข้อเสนอกะทันหันแบบนี้ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะดีใจ  แต่ทำไมโมบลิสรู้สึกว่าภาระหน้าที่ของเขาจะเพิ่มมากกว่าคนอื่นสองเท่า 

 

“นายเองก็ทำงานกับฉันมาตั้งนาน  ตำแหน่งนี้เหมาะสมกับนายที่สุดแล้ว  กลับทีมสำรวจแล้วฉันจะเขียนบันทึกส่งท่านผู้บัญชาการเรื่องเพิ่มตำแหน่งให้”

 

                เมื่อพูดจบหญิงสาวก็แย่งห่อขนมปังมาจากลูกน้องคนสนิทที่ท่าทางจะปลื้มใจจัดจนเกือบร้องไห้  ก่อนจะกินขนมปังอย่างเอร็ดอร่อย   ทำงานกับโมบลิสมานานจับมาเป็นรองหัวหน้าดีกว่า  เวลาอู้งานจะได้โยนงานให้โมบลิสคุงทำแทน

 

“ขนมปังร้านนี้อร่อยจริงๆ มิน่ารีไวล์ถึงได้ติดใจซื้อเป็นประจำ...จะว่าไปโรงแรมที่พวกเราพักอยู่ไหนอ่ะโมบลิสคุง”  ฮันซี่กวาดตามองไปรอบเมื่อเห็นทิวทัศน์ไม่คุ้นตากับทาง  จำได้ว่าทางกลับโรมแรมมันถนนเส้นนี้

 

“อยู่อีกทางครับหัวหน้า” โมบลิสลอบถอนหายใจยาวพลางนำทางที่ถูกต้องให้หัวหน้าสาว   “เอ่อ...ผมไม่อยากเป็นเลขาหัวหน้าเลยอ่ะครับ”

 

“ฉันพูดคำไหนคำนั้น  ไม่ต้องมาปฏิเสธเลย!”

 

“หัวหน้า....” โมบลิสทำท่าเหมือนร้องไห้จริงๆ แล้ว

 

                ระหว่างที่ทั้งคู่คุยกันนั้นไม่รับรู้เลยว่าได้ถูกใครบ้างคนจับตามองอยู่   ตั้งแต่ตอนที่ทั้งสามคนคุยกันที่สวนสาธารณะอยู่ในการรับรู้ชายหนุ่มผมสีเงินตลอด    รอยยิ้มเจ้าเล่ห์กระตุกขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลานั้นก่อนที่จะนำผ้าคลุมอำพรางตนเองและเดินจากไป

 

.............................................................................................  

 

                ควันสีดำที่ลอยขึ้นมาจางเหนือปล่องไฟ  ตะเกียงที่จุดตามท้องถนนให้แสงสว่างแก่ผู้ที่สัญจรไปมา  ร้านค้าที่เปิดบริการยามค่ำคืนมีเสียงดนตรีลอยมาเป็นระยะ ลูกค้าขาประจำและขาจรต่างแวะเวียนหาความบันเทิงจากร้านค้าเหล่านี้  สิ่งบันเทิงมากมายต่างกระจุกรวมกันในตึกที่สร้างเรียงชิดติดกัน 

 

                ท่วงทำนองเบาๆ ของนักกวีพเนจรที่ร้องรำข้างถนนต่างดึงดูดให้คนเข้าไปฟัง   รวมถึงชายหนุ่มผมเงินที่สวมผ้าคลุมปกปิดมิดชิดจนไม่เห็นใบหน้า   ก่อนที่มีใครซักคนเข้ามาประชิดใกล้และยื่นซองจดหมายให้

 

“...ลูกพี่แน่ใจเหรอ”

 

“อืม” เสียงแผ่วตอบสั้นๆ  เขาปลายตาไปยังคนสนิท  “ไว้ฉันจะติดต่อกลับไป”

 

                ชายหนุ่มหน้ากระพยักหน้ารับก่อนจะถอยห่างออกไป  ปะปนไปกับฝูงชนที่เดินบนท้องถนนและกลืนหายไป   ชายหนุ่มผมเงินเปิดซองจดหมายในมือก่อนจะอ่านข้อความอย่างรวดเร็ว  ดวงตาเรียวสีมรกตหันไปมองคนๆ หนึ่งที่คอยจับตาเขาตั้งแต่มาเยือนสถานที่เหล่านี้

 

                แม้จะรู้ตัวว่าถูกจับตามองแต่ชายหนุ่มผมสีเงินคนนั้นกลับไม่รู้สึกตกใจหนัก  เมื่ออีกฝ่ายผายมือเชิญเป็นการให้เกียรติ   ชายหนุ่มผมเงินก็เหยียดรอยยิ้มราวกับพบเจอเรื่องถูกใจ

 

“คราวนี้คุณจะวางแผนการอะไรอีก...คุณสมิธ”

 

                เบอร์นาร์ค  เกรย์พึมพำเบาๆ   ก่อนจะเดินตามชายคนดังกล่าวไป   ในย่านสถานเริงรมย์การมีคนแปลกหน้าปิดหน้าปิดตาเข้ามาใช้บริการไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร  แม้จะมีกลุ่มคนท่าทางไม่ไว้ใจค่อยจับตามองก็เป็นเพียงอันธพาลขี้เมาธรรมดา

 

คนที่น่ากลัวจะไม่เผยสันดานกมลต่ำทราม  แต่จะเป็นอำนาจที่กดให้ผู้อื่นจำยอม  สำหรับตัวเขาคิดว่าผู้ชายที่ชื่อ เอลวิน  สมิธเป็นคนแบบนั้น...และเป็นคนที่ทำให้เขาตื่นเต้นกับการนัดหมายครั้งนี้...

 

ชายหนุ่มผมเงินเดินตามชายแปลกหน้าไปยังบาร์แห่งหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในตรอกมืดมิดห่างไกลจากย่านเริงรมย์  ข้างในบาร์ตกแต่งด้วยเครื่องไม้อย่างเรียบง่าย    โต๊ะไม้กลมต่างเต็มไปด้วยลูกค้าที่มาพูดคุยสังสรรค์  เครื่องดนตรีสองสามชิ้นบรรเลงเคล้าเสียงสาวงามชวนหลงใหล  เป็นบาร์ธรรมดาๆ ที่คนธรรมดาสามารถใช้บริการได้

               

เขาถูกเชิญไปยังชั้นสองที่ค่อนข้างเงียบสงบกว่าข้างล่าง  และเชื้อเชิญมาที่ห้องส่วนตัวซึ่งเหมาะสำหรับการพูดคุยเนื่องจากไม่มีเสียงดังรบกวน  ชายหนุ่มผมเงินมองคนในห้องที่นั่งรออยู่หลายคนก่อนทักทาย

 

“ไม่คิดเลยว่าจะได้พบคุณที่นี่นะครับ  คุณสมิธ”

 

                เขามองชายหนุ่มผมทองที่นั่งประสานมือบนโต๊ะอย่างน่าเกรงขาม   ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นราวกับราชสีห์ที่จับจ้องเหยื่อที่หมายตาไว้   การพบกันครั้งนี้ช่างแตกต่างกับเมืองชิกันน่ามาก  เพราะตอนนั้นเขาเพียงรับหน้าที่ให้ฆ่าคนตรงหน้า...

 

เกรย์เผยรอยยิ้มกว้าง  ตีสีหน้าหลอกด้วยความช่ำชอง  ดวงตาสีเขียวมรกตพราวจับจ้องไปที่ชายหนุ่มผมทองตรงหน้า   แม้เกรย์จะพบเจอผู้คนมากมายแต่ก็ไม่เคยมีใครทำให้เขารู้สึกชื่นชมแบบนี้มาก่อน 

               

ตอนแรกแค่นึกว่าเป็นศัตรูที่ขัดแข้งขัดขาของเจ้านาย  ตอนได้รับคำสั่งให้ฆ่าผู้ชายคนนั้นยังคิดเลยว่าคงเป็นทหารกระจอกที่ช่างไม่เจียมตัวเสียเลย  การฆ่าใครคนหนึ่งเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับคนอย่างเขาอยู่แล้ว  แต่พอลงมือฆ่าดันมีตัวปัญหาเข้ามาพ่วงด้วย

 

                เกรย์นึกถึงชายหนุ่มผมดำที่ตอนนี้อาศัยในเมืองหลวง    ถ้าเอลวิน  สมิธอยู่เพียงลำพังทหารกระจอกแบบนั้นคงตายไปตั้งนานแล้ว  ไม่คิดเลยว่าจะมีทหารที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษยชาติคอยรับใช้ด้วย  เป็นเหยื่อที่รับมือยากจริงๆ

 

                สมกับที่เจ้านายออกคำสั่งให้เขาเป็นคนลงมือฆ่า  แต่สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปหมดแล้วเพราะเขาได้รับข้อเสนอที่ถูกใจกว่า    ไม่มีคำว่าจงรักภักดีในสารานุกรมของเขาอยู่แล้วผลประโยชน์คือสิ่งสำคัญที่สุด  และเอลวิน  สมิธ

เป็นคนที่มอบผลประโยชน์ให้เขามากที่สุดตอนนี้

 

“เชิญนั่งก่อน...”

 

                มิเกะที่ติดตามเอลวินมาด้วยบอกอีกฝ่ายที่ยังยืนจ้องหน้าเอลวินไม่วางตา   ไนล์มองการนัดคุยกันครั้งนี้ด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก เหงื่อกาฬไหลซึมทั้งกายเมื่อนึกถึงบรรยากาศรอบตัวตอนนี้ราวกับการพบกันของสัตว์ร้ายสองตัว  ฝ่ายหนึ่งเป็นราชสีห์ที่น่าเกรงขามส่วนอีกฝ่ายคือจิ้งจอกเจ้าเล่ห์

 

“ขอบคุณครับ  คุณมิเกะ” เกรย์นั่งลงบนเก้าอี้ที่เตรียมไว้  พลางกวาดตาและประเมินสถานการณ์ตรงหน้า  “นอกจากคนติดตามแล้วยังมีคุณหัวหน้าจากกองทหารสารวัตรด้วยเหรอครับ?”

 

“ผมบอกในจดหมายแล้วไม่ใช่เหรอครับว่าเป็นการสังสรรค์ธรรมดา  มีคนอื่นมาร่วมดื่มด้วยก็ไม่แปลก” เอลวินตอบเสียงเรียบ  ใบหน้าสงบไม่เผยความรู้สึกใดๆ  ก่อนจะยกแก้วเหล้าสีอำพันขึ้นดื่ม  “เหล้าร้านนี้ขึ้นชื่อมาก  ผมจึงชวนเพื่อนมาดื่มด้วย”

 

“ผมไม่คิดว่าคุณไนล์จะเต็มใจมาซักเท่าไหร่นะครับ”

 

                เกรย์กล่าวเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อเห็นใบหน้านายทหารที่สีหน้าไม่ค่อยดีนัก   พลางจิบเหล้าสีอำพันอย่างนึกสนุก  ทำไมเขาจะไม่รู้ว่านี่คือการข่มขู่อย่างหนึ่ง  เพื่อไม่ให้เขาทำอะไรตุกติกลับหลัง

 

“เหล้าดีอย่างที่คุณบอกจริงๆ  วันหลังผมมาดื่มที่นี่ดีกว่า”  เกรย์เอ่ยชมพลางดื่มรวดเดียวหมดแก้วก่อนจะเติมเหล้าเพิ่ม 

 

“ความจริงผมก็ไม่ได้ลิ้มลองเหล้ามานานแล้ว  ไปงานเลี้ยงมีแต่ไวน์กับแชมเปญเสิร์ฟจนเบื่อ”

 

“วันหลังคุณมาดื่มที่นี่ก็ได้นะครับ  ผมค่อนข้างสนิทกับเจ้าของร้านอยู่”

 

“ถ้าผมว่างนะครับ  ช่วงนี้มีธุระหลายเรื่องที่ผมต้องสะสางซะด้วย”

 

“แต่ก็ยังมีเวลาว่างไปงานเลี้ยงบ่อยๆ ไม่ใช่เหรอครับ”

 

“ได้รับการ์ดเชิญมาแล้ว  ก็ต้องไปงานสิครับ  วันก่อนที่คุณไปงานเลี้ยงผมยังเห็นคุณเลย” เกรย์เหลือบมองเอลวินพลางปั้นสีหน้ายิ้ม  แต่ดวงตาสีเขียวคู่นั้นหรี่ลง “คุณนะกลายเป็นดาวเด่นของงานเลย  ผู้สนับสนุนของคุณเองก็พอใจกับผลงานมาก”

 

“ขอบคุณที่ชื่นชมทีมสำรวจ  ไม่ทราบว่าคุณเกรย์จะสนใจทีมสำรวจด้วย”

 

“แหม...ก็ได้รับเชิญเป็นแขกพิเศษ  ก็ต้องอยากรู้นะสิครับว่าทีมสำรวจมีอะไรดีบ้าง  ถึงทำให้ทุกคนสนใจ...”

 

                ชายหนุ่มทั้งสองคนสนทนาด้วยท่าทางสบายๆ แลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเหมือนคนที่รู้จักมาก่อนทั้งๆ ที่เพิ่งพบเจอกันครั้งแรก  แต่สำหรับผู้ที่มาสังเกตการณ์อย่างไนล์และมิเกะมันคือการสวมหน้ากากอย่างไร้ที่ติ

 

ต่างฝ่ายต่างสวมหน้ากากที่เรียกว่าความหลอกลวง   ไม่เผยความธาตุแท้ตนเองให้แสดงออกมา ราวกับว่าถ้าใครเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำลงจะถูกขย้ำทันที

 

“เฮ้ย  เอลวิน”

 

                ไนล์ที่สีหน้าเครียดจ้องเพื่อนร่วมรุ่นที่หวังว่ายังไม่ลืมจุดประสงค์ของงานนี้  เขาไม่อยากอยู่ในที่แห่งนี้นานนัก “แกคิดจะถ่วงเวลาไปอีกเมื่อไหร่”

 

“นั้นสินะ  พวกเรามาที่นี่เพื่อขอบคุณคุณเกรย์ที่ให้ความช่วยเหลือเราเป็นอย่างดี”  เอลวินวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะ  พลางยิ้มให้ไนล์ที่เริ่มว้าวุ่นใจจนแสดงออกทางใบหน้าชัดเจน  “และต้องขอบคุณไนล์ด้วยที่ค่อยเป็นธุระให้ฉันเสมอ”

 

“ฉันไม่อยากได้รับขอบคุณจากนายหรอก เอลวิน” ไนล์กระดกเหล้าจนหมดแก้ว  คนที่คิดเพียงแต่หลอกใช้ประโยชน์จากคนอื่น   แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนกันมาก่อน “ธุระของนายทำให้ฉันปวดหัวอยู่เรื่อย  ความคิดแต่ละอย่างของนายเกือบทำให้ฉันโดนไล่ออกอยู่แล้ว”

 

                เพราะฤทธิ์เหล้าที่ดื่มไปหลายแก้วทำให้ไนล์เอ่ยบ่นอย่างอดไม่ได้  ตั้งแต่มิเกะมาหาเขาที่เมืองหลวงเมื่อหนึ่งเดือนก่อนเพื่อให้ทำธุระบางอย่าง  และติดต่อจิ้งจอกสีเงินตรงหน้าที่ยังยิ้มระรื่นอยู่

 

                ในวงการของโลกใต้ดินนั้นมักมีชื่อฉายาสำหรับบุคคลที่เป็นตัวอันตราย   ฉายาจิ้งจอกสีเงิน  เป็นชื่อในโลกใต้ดินของเบอร์นาร์ด  เกรย์   ลูกน้องคนสนิทของนิโคลัส  โลบอฟ  ศัตรูที่จ้องเล่นงานทีมสำรวจ

 

                ไนล์เหลือบมองเกรย์ด้วยความไม่วางใจ  ประวัติของคนๆ นี้เต็มไปด้วยเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งลักลอบขนอาวุธ  ฉ้อโกง  รวมถึงการฆ่าคนตาย  เป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่สวมหนังมนุษย์ชัดๆ

 

“ไม่ต้องระแวงผมขนาดนั้นก็ได้คุณไนล์   ผมเองก็แปลกใจที่รับการติดต่อจากพวกคุณสองคน”  เกรย์กล่าวด้วยรอยยิ้ม  เมื่อนึกถึงตอนที่ไนล์และมิเกะยื่นข้อเสนอที่ทำให้เขาปฏิเสธไม่ได้   ตำแหน่งและเงินทองมหาศาลจะอยู่ในมือของเขาถ้าตกลงตามข้อเสนอนั้น

 

โดยแลกเปลี่ยนกับสิ่งเล็กน้อยจนเขาเองยังรู้สึกแปลกใจ  เมื่อเทียบสิ่งที่ทำแค่การปกป้องทหารนายหนึ่ง...

 

“ตอนแรกผมเองก็ไม่เชื่อว่าพวกคุณจะกล้าติดต่อกับผมโดยตรง  เจ้านายของผมตั้งตัวเป็นศัตรูกับทีมสำรวจขนาดนั้น  ไม่คิดว่าผมจะหักหลังคุณและบอกเรื่องนี้กับเจ้านายหรือไง...คุณสมิธ?”

               

เกรย์ถามหยั่งเชิงเพื่อลอบสังเกตสีหน้าอีกฝ่าย  พลางมองเอลวินที่ยังไม่แสดงอาการหวาดหวั่นกับคำขู่  “ผมอาจจะเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็ได้นะคุณสมิธ  ไม่กลัวบ้างหรือไงครับ”

 

“ผมเองก็ไม่คิดว่าคุณเป็นคนรักษาสัญญาอยู่แล้วครับคุณเกรย์”  เป็นครั้งแรกที่เอลวินเหยียดยิ้มออกมา บรรยากาศสบายๆ ตอนพูดคุยนั้นหายไปสิ้น    ความรู้สึกกดดันนั้นที่ชายผมทองแผ่ออมามาทำให้เขาเหงื่อตกโดยไม่ทราบสาเหตุ

 

“เหตุการณ์ที่เมืองชิกันน่า  ผมยังไม่ลืมหรอกว่านะครับว่าใครเป็นคนยิงผม” เอลวินกล่าวเสียงเย็น   ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นราวกับจับจ้องเหยื่อที่ติดกับดักที่วางไว้  “รวมทั้งเรื่องการแพร่กระจายโรคระบาดในเมืองชิกันน่า  คนที่คิดร้ายกับทีมสำรวจผมไม่มีทางไว้ใจ”

 

“ฮะๆ  ถ้าคุณไม่ไว้ใจผมขนาดนี้  แล้วคุณยื่นข้อเสนอให้ผมทำไมครับคุณสมิธ?”

 

                ชายหนุ่มผมเงินหัวเราะออกมา   การสังสรรค์ครั้งนี้เขาไม่สนใจด้วยซ้ำ....แค่อยากพบผู้ชายที่ทำให้เขาตื่นเต้น  คนที่กล้ายื่นข้อเสนอกับคนที่หักหลังตนเองได้ทุกเมื่อ

 

“คนที่ทรยศหักหลังคนอื่นมาตลอด   ย่อมไม่ได้รับความไว้วางใจจากใคร...  คุณเกรย์ทำไมตำแหน่งขุนนางของคุณยังอยู่ที่เดิมมาหลายปีล่ะครับ ทั้งๆ ที่เป็นคนสนิทของขุนนางคนนั้น”

 

เอลวินเอ่ยจุดต่ำต้อยของอีกฝ่าย   เขาสืบประวัติของเบอร์นาร์ด  เกรย์แล้วว่าเป็นเพียงลูกเมียน้อยของขุนนางไม่ได้เรื่องคนหนึ่ง  แต่เพราะความทะเยอทะยานอยากยกฐานะตัวเองให้สูงขึ้นจึงใช้ทุกวิธีทางเพื่อตำแหน่งขุนนางใหญ่

 

“โลบอฟเองก็คงไม่ไว้ใจคุณ  ถึงไม่เพิ่มตำแหน่งขุนนางให้...เรื่องนี้คงไม่ต้องอธิบายว่าเพราะอะไรคุณถึงเลือกข้อเสนอของผม”

 

“ฮะฮะ  คิดถูกจริงๆ  ที่มาพบคุณวันนี้!  ”

 

                ทั้งที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอคำตอบแบบนี้  แต่มันก็ทำให้เกรย์รู้สึกสนใจเอลวิน  สมิธมากขึ้น   เพราะคนที่ยอมเสี่ยงเดิมพันทุกสิ่งไว้กับจิ้งจอกร้ายกาจเช่นเขาคงมีไม่กี่คน   

 

“เอาเป็นว่าผมจะร่วมมือกับคุณจริงๆ แล้วกัน  อ้อ...ผมลืมบอกไปนะว่าช่วงนี้เจ้านายผมหงุดหงิดมากเป็นพิเศษตั้งแต่สมาคมพ่อค้าในเมืองหลวงเป็นผู้สนับสนุนออกทุนให้ทีมสำรวจ   ท่าทางคงจะกลัวข้อกล่าวหาไร้สาระที่พวกคุณกุเรื่องโกหกขึ้นมา”

 

                เอลวินได้แต่ยิ้มรับไม่ได้โต้ตอบอะไร  ซึ่งยืนยันว่าทุกอย่างเป็นแผนการของชายคนนี้

 

....สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ทีมสำรวจ  แต่เป็นคนที่ชื่อเอลวิน  สมิธต่างหาก...

 

เกรย์ยกแก้วเหล้าขึ้นมาจิบ  ลิ้มรสนุ่มของเหล้าที่หมักบ่มอย่างดี  ซึ่งในอีกไม่ช้าการเปลี่ยนแปลงภายในเมืองหลวงจะเริ่มรุนแรงขึ้นตามแผนการที่ชายผมทองตรงหน้าวางบทบาทไว้  และบทของเขาคือจิ้งจอกสองหน้าที่คอยยุแย้งและสร้างความปั่นป่วนภายใน 

 

“ถ้ามีเรื่องอยากรบกวนผมอีกก็ได้นะ  การเจรจากับพวกพ่อค้าหน้าโง่มันง่ายอยู่แล้ว  แค่เสนอผลประโยชน์ให้พวกมัน  ข่มขู่นิดๆ หน่อยก็กลัวหมดแล้ว   และอีกไม่ช้าฐานอำนาจของนิโคลัส  โลบอฟจะพังทลายลง   ผู้ใกล้ชิดและสนับสนุนกำลังตีตัวออกห่างเพราะกลัวความผิดฐานสมคบคิดคนก่อกบฏ...ถูกต้องมั้ยครับคุณสมิธ”

               

ไนล์และมิเกะมองเกรย์ที่เริ่มเผยนิสัยเจ้าเล่ห์ออกมา  “รายงานสอบสวนเรื่องโรคระบาดที่คุณส่งให้กองทหารรักษาการณ์  มีข้อสันนิฐานหนึ่งระบุว่าคนร้ายที่แพร่กระจายโรคระบาดอาจเป็นแนวร่วมผู้ต่อต้านกษัตริย์  ใช้ความวุ่นวายเพื่อก่อกบฏ”

 

                ชายหนุ่มผมเงินนึกถึงตอนที่ลูกน้องนำรายงานนี้ให้เขาอ่านที่กองบัญชาการทหารเขตชิกันน่า   เมื่อเห็นข้อสันนิฐานนี้ก็ทำให้เขาอดหัวเราะไม่ได้   ยิ่งทำให้เขาอยากรู้จักคนชื่อเอลวินมากกว่าเหยื่อที่ต้องการฆ่า

 

“เป็นรายงานที่น่าสนใจจริงๆ  รายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องล้วนแต่เป็นคนที่อยู่กลุ่มขุนนางที่ต่อต้านทีมสำรวจ” 

 

                แม้จะไม่มีรายชื่อของนิโคลัส  โลบอฟเพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน  แต่ก็มีหลักฐานบางส่วนชี้ไปถึงกลุ่มขุนนางที่เป็นพันธมิตรของนิโคลัส โลบอฟ

 

“ฉันก็เคยได้ยินเรื่องรายงานนั้นเหมือนกัน...” ไนล์เอ่ยขึ้นพลางจิบเหล้าย้อมใจเมื่อนึกถึงรายชื่อผู้ที่น่าจะมีส่วนร่วมในการแพร่โรคระบาด    ก่อนจะกลืนน้ำอำพันอย่างฝืดคอเพราะมีแต่คนที่เกี่ยวข้องกับนิโคลัส โลบอฟทั้งนั้น   มีการสอบสวนอย่างลับๆ จนหลายคนขยาดไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับทีมสำรวจอีกต่อไป

 

....ถ้าหากเขาเลือกเป็นศัตรูกับเอลวินคงจะเจอเหตุการณ์แบบนี้...

 

“ก็แค่รายงานธรรมดา  คุณเองก็เคยอ่านมันไม่ใช่เหรอครับคุณเกรย์” เอลวินกระตุกยิ้ม   ผลงานชิ้นสำคัญที่เป็นเหมือนโยนหินลงบนทะเลสาบ  แต่คลื่นน้ำที่ขยายแผ่ออกไปสร้างผลกระทบไปไม่สิ้นสุด

 

                และตอนนี้คลื่นน้ำได้กระจายตัวถึงฝั่งที่เขาต้องการแล้ว  สั่นคลอนชายฝั่งที่พังทะลายได้ทุกเมื่อ

 

“ครับ  ผมได้อ่านแล้วและทำให้ผมรู้ว่าไม่ควรตั้งตัวเป็นศัตรูกับคุณ และเป็นรายงานที่โกหกได้แนบเนียนจริงๆ “ ท้ายประโยคนั้นเกรย์ประชดเล็กน้อย

 

                เอลวินรับคำชมด้วยรอยยิ้มทางการค้า   เพราะทุกสิ่งที่เขาทำไปย่อมมีจุดมุ่งหมายชัดเจน  แต่การที่เข้ามาที่เมืองหลวงและพบเกรย์ไม่ใช่เพียงพูดคุยธรรมดา  แต่เป็นเรื่องสำคัญหนึ่งที่เขาต้องจัดการก่อนจะออกสำรวจนอกกำแพง

 

“และไม่ทราบว่านอกจากเรื่องสังสรรค์แล้วยังมีอะไรที่คุณต้องการอีกคุณสมิธ”

 

                เกรย์ถามออกไปตรงๆ  ชายหนุ่มผมสีเงินไม่คิดว่าการที่นายทหารคนสำคัญอย่างผู้บังคับหมู่เอลวิน สมิธจะมาเมืองหลวงเพื่อกินเหล้าอย่างเดียว

 

                ราวกับรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดอะไร  มิเกะได้วางซองเอกสารน้ำตาลที่ผนึกด้วยคลั่งลงบนโต๊ะและเปิดซองเอกสารให้เกรย์และไนล์ที่ทำสีหน้าสงสัย   เมื่ออ่านเอกสารดังกล่าวเกรย์ก็ผิวปากหวิวและไนล์หันไปจ้องชายหนุ่มผมทองตรงหน้าทันที

 

“ยิ่งอ่านเอกสารแผ่นนี้ยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าอย่าเป็นศัตรูกับคุณคงดีที่สุด” เกรย์เอ่ยย้ำตนเองอีกครั้ง

 

“และคุณทำได้หรือเปล่าคุณเกรย์”

 

                เอลวินไม่สนใจคำพูดไร้สาระดังกล่าว  ดวงตาสีฟ้าแสดงความถึงเยือกเย็นยามเมื่อนึกถึงสิ่งที่จะกระทำต่อไปนี้  ซึ่งต้องใช้คนในที่ใกล้ชิดกับโลบอฟเป็นคนจัดการ

 

“ถ้าผมทำสำเร็จคงได้กลายเป็นคนทรยศที่โจษจันไปทั่ว” เกรย์ดีดเอกสารที่ร่างแผนการที่สามารถทำให้โลบอฟกลายเป็นคนล้มละลายชั่วพริบตา  “การยักยอกเงินพวกนี้ผมคงทำคนเดียวไม่ได้หรอก ....แต่ถ้ามีสารวัตรทหารค่อยช่วยเหลือก็ว่าไปอย่าง  แต่ใครจะกล้าล่ะครับ”

 

“เพราะแบบนี้ผมถึงเชิญสารวัตรทหารมาช่วยงานคุณไง” เอลวินกระตุกยิ้ม  เขามองไปยังไนล์ที่ยังดูเหมือนตัดสินใจไม่ได้ว่าจะยอมตกลงรับงานนี้

 

“เฮ้ย  เอลวิน....นายคิดจะมัดมือชกฉันหรือไง” ไนล์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเพราะจู่ๆ อีกฝ่ายก็โยนหินร้อนมาให้เขา ยิ่งอ่านเอกสารพวกนี้ก็รู้สึกเครียดจนอยากจะอ้วก “อาชญากรชัดๆ  ถ้าแกทำแบบนี้”

 

“สำหรับขุนนางเลวๆ มันก็เหมาะแล้วไม่ใช่หรือไง  ฉันปล่อยให้มันลอยนวลมาแล้วไนล์...ฉันไม่อยากรอให้กฏหมายจัดการอีกต่อไป”

 

                คำพูดนั้นทำให้ไนล์รู้สึกหน้าชาทันที  เพราะรู้ตัวว่าตนเองนั้นไม่สามารถจับกุมโลบอฟได้ก่อนจะเอามือขยี้ผมตัวเองด้วยความหงุดหงิดใจ  

 

“ก็ได้ฉันตกลง  ไอ้ผมเจ็ดสาม! ฉันเกลียดแกจริงๆ!” ไนล์หยิบขวดเหล้ากระดกดื่มเพื่อย้อมใจตนเองอีกครั้ง

 

 “ถ้าคุณสารวัตรทหารตกลง  ผมก็ยินดีทำครับ”  เกรย์ยกแก้วเพื่อยกฉลอง  พลางเหลือบมองสีหน้าของเอลวินที่ยังประดับรอยยิ้มทางการค้า   ความจริงเขาเองก็อยากรู้เหลือเกินว่าราชสีห์คนนี้มีสีหน้าอื่นหรือเปล่า

 

                เมื่อนึกถึงตอนเย็นที่เขา ‘บังเอิญ’ เจอทหารหญิงกับลูกน้องคนสนิทที่สวนสาธารณะขณะตรวจเช็กความเรียบร้อยของงานที่ได้รับมอบหมายจากชายหนุ่มผมทองตรงหน้า  ที่งานปกป้องดูแลทหารคนหนึ่งที่ลาออกจากทีมสำรวจ

 

“งานที่คุณมอบหมายให้ผมทำไม่ต้องห่วงหรอกนะครับ  เขาคนนั้นสุขสบายดีไม่มีปัญหาอะไร....ถ้าคุณอยากจะรู้” เกรย์เอ่ยโพล่งออกมาพลางหัวเราะ  “ฮะๆ ความจริงผมเองก็อยู่ฝ่ายเดียวกับคุณแล้ว   ไม่เห็นต้องทำเรื่องยุ่งยากพรรคนี้เลยคนแข็งแกร่งแบบนั้นไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณด้วยซ้ำ”

 

                เกรย์เคยเห็นตอนที่นายทหารที่แข็งแกร่งต่อสู้ที่เมืองชิกันน่า  ขนาดไททันยังฆ่าได้จะนับประสาอะไรกับคนที่ไม่ประสงค์ดี

 

“ผมแค่อยากตอบแทนอะไรบ้างอย่างเขาเท่านั้น ไม่มีอะไรมากหรอก”

 

“แต่แววตาคุณไม่บอกอย่างนั้นนะคุณสมิธ  เอ๊ะ...หรือผมเมาแล้วก็ไม่รู้” เห็นแววตาสีฟ้าคู่นั้นที่แสดงถึงความเย็นชาตลอด  แสดงความหวั่นไหวในชั่วพริบตา  ก่อนที่เอลวินกระดกดื่มเหล้าจนหมดแก้ว

 

“....เขาเป็นอย่างไงบ้าง” เอลวินถามเสียงเรียบ  แม้จะลังเลใจที่ถามก็ตาม

 

“สบายดีมากครับ   ชอบไปนั่งที่สวนสาธารณะบ่อยๆ จริงสิวันนี้มีทหารหญิงทีมสำรวจมาตามเขาคนนั้นกลับด้วย”               

 

                เกรย์บอกด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศทั้งที่ความจริงลอบสังเกตอากัปกิริยาของชายหนุ่มผมทองไม่กระพริบตา  

 

“คงเป็นฮันซี่สินะ” เอลวินพึมพำ  ในที่สุดหญิงสาวก็ตามหารีไวล์พบ   สมแล้วที่เป็นนักวิจัยมือหนึ่งของทีมสำรวจรวมถึงการสอบสวนเรื่องยากๆ “รีไวล์ไม่มีทางกลับมาหรอก...”

 

                ยามเมื่อนึกถึงรีไวล์มักทำให้เอลวินเผลอนึกถึงความทรงจำเก่าๆ ทุกครั้ง  ยามที่อีกฝ่ายคอยอยู่เคียงข้างตลอดเวลาแม้จะเป็นการบังคับฝืนใจแกฝ่าย  แววตาคู่นั้นอ่อนลงจนเกรย์รู้สึกได้   รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าเจ้าเล่ห์ของจิ้งจอกสีเงิน

 

“ทหารที่ชื่อรีไวล์คงสำคัญกับคุณสินะครับ  ผมเห็นเขาอยู่กับคุณในวันนั้น”

 

“เอลวินนายคงเมาแล้ว”

 

                มิเกะเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทของตนเริ่มจะเผยความอ่อนแอ   ใบหน้าหล่อเหลานั้นหันไปทางมิเกะที่ส่ายหน้าห้ามและจ้องเขม็งมา

 

“นั้นสินะ  ฉันคงเมาจริงๆ”

 

                เอลวินบอกพลางวางแก้วเหล้าลง  และเห็นใบหน้าผิดหวังของเกรย์ที่อดดูเรื่องสนุกแต่ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา 

 

“ผมมีธุระที่ต้องจัดการต่อที่กองทหารทีมสำรวจคงต้องขอตัวกลับก่อน”

 

“จะกลับแล้วเหรอครับ  ไม่ไปเยี่ยมเขาคนนั้นเหรอครับ?” เกรย์ถามลองเชิง  ตอนนี้เขาพอจะรู้แล้วว่านายทหารคนนั้นคงมีความสำคัญกับเอลวิน  สมิธไม่น้อย

 

“ผมคงไม่สะดวกนัก” เอลวินตอบสั้นๆ พลางรับเสื้อโค้ทสีน้ำตาลมาสวมทับเพื่อป้องกันอากาศหนาว “คุณเองจะดื่มต่อก็ได้  ทางเราเหมาห้องพิเศษนี้ไว้แล้ว”

 

                เมื่อชายหนุ่มผมทองออกจากห้องพร้อมกับคนสนิท  จึงเหลือเพียงเกรย์ที่นั่งดื่มเหล้าคนเดียว   ส่วนนายทหารไนล์นอนฟุบหลับคาโต๊ะตั้งแต่กระดกเหล้าไปหลายขวด          

 

“หลังจากเสร็จสิ้นงานนี้ลองทำอะไรสนุกๆ ดีกว่า” เกรย์พึมพำพร้อมกับแย้มรอยยิ้มเจ้าเล่ห์   พลางยกแก้วขึ้นดื่มเมื่อนึกถึงนายทหารร่างเล็กที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง   และเขารู้จักดียิ่งกว่าผู้บังคับหมู่เอลวินด้วยซ้ำ  ภาพของอันธพาลทั้งสามผุดขึ้นมาในความทรงจำก่อนที่เกรย์จะหัวเราะออกมาเบาๆ

 

“รีไวล์  ฟาร์รัน  อิซาเบล...พวกแกน่าจะตายให้หมด  ไม่น่าเหลือรอดมาเลย”

 

............................................................................................................................................TBC

 

Talk!

 

 

                สวัสดีค่าทุกคน...หายหน้าไปสามอาทิตย์เลย  ยิ่งใกล้จบเรื่องสปีดการเขียนฟิคยิ่งช้าลงเหมือนกลัวว่าจะจบเร็วขึ้น  ฮะๆ  

 

ความจริงคนแต่งเกิดอาการแต่งฟิคไม่ออกค่ะ  นั่งนอนอ่านหนังสือ (การ์ตูน)  ดูซีรีย์  อ่านทวิตก็แล้วยังแต่งไม่ออกอยู่ดี  สุดท้ายหลังจากนั้นก็ตั้งสติ ปิดโซเชียลทุกอย่างและบังคับตัวเองแต่งฟิค

 

(แม้จะมีแมวเป็นอุปสรรคผ่านมาให้กอดฟัดบ้าง 555)

 

ตอนนี้น่าจะคล้ายปมทุกอย่างที่เอลวินวางแผนไว้บ้าง  มีตัวละครใหม่โผล่มาด้วยสร้างความงงงวยให้คนอ่านต่อ 555

อย่างที่บอกว่าเราเอาโครงเรื่องส่วนใหญ่จากสปินออฟรีไวล์  และได้ปรับเปลี่ยนพล๊อตจนเกิดฟิคนี้ขึ้นมา

 

 ซึ่งคนอ่านฟิคเรื่องนี้คงทราบแล้วว่าในเนื้อเรื่องมันก็อ้างอิงจากสปินออฟและสปอยเนื้อเรื่องเต็มๆ เลย   โดนเฉพาะคนชื่อนิโคลัส  โลบอฟ  ที่เอ่ยบ่อยๆ ก็มีบทบาทในเนื้อเรื่องหลักของสปินออฟด้วย

 

ส่วนตาเบอร์นาร์ด  เกรย์เป็นตัวละครออริที่สร้างขึ้นค่ะ  เดี๋ยวหลายคนอาจจะเข้าผิดไปก่อนว่ามาจากเนื้อเรื่องหลัก  (รีบบอกก่อน ฮา)

 

ดูจากจำนวนตอนแล้ว  คงใกล้จบแล้วสินะ....

 

ขอบคุณนักอ่านนักอ่านทุกท่านที่แวะเวียนมาอ่านนะคะ คอมเม้นต์ติชมได้เลยค่ะ  ทางนี้จะได้พัฒนางานเขียนให้ดีขึ้น

 

 ปล. ได้ดู chibi Chara ไททัน  BD แผ่นเก้า  หัวเราะท้องแข็งทีเดียว  ป๋าเอลวินน่ารักจริงๆ อร๊ายยยย

 

Comment

Comment:

Tweet

แย๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
มาต่อแล้วววววววววววว ลุ้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ รอต่อน้าาา/มาทันิอาการลงแดงพอดี//สนุกมากค่ะ

#2 By blacksnow (49.48.20.127|49.48.20.127) on 2014-03-26 21:29

surprised smile surprised smile surprised smile question question question

#1 By blacksnow (49.48.20.127|49.48.20.127) on 2014-03-26 21:28