[Titan Fic] +++Gamble [Erwin x Levi] Part 12

posted on 17 Apr 2014 16:26 by little-fin in Attack-on-Titan, Fanfiction

สวัสดีค่าทุกคน

ฟิคตอนใหม่มาแล้วค่ะ ปั่นฟิคเสร็จก็รีบลงทันทีกลัวนักอ่านจะรอนาน (แบบว่าคนแต่งติดสตั้นอีกแล้ว T^T)

จากที่บอกว่าฟิคคงจะจบลงตอนนี้ กลายเป็นว่าไม่จบง่ายๆ

ทักทายเสร็จแล้ว อ่านตอนต่อไปได้เลยค่า ♥

 

 

 

 

 

คำเตือน บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง) ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้ ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^

 

 

 

 

 

 

 

Title : Gamble [Erwin x Levi]

Author : Kukurio

Pairing : เอลวิน x รีไวล์ [Erwin x Levi]

Rate: PG 15

 

 


 

 

Part 12

 

เพียงแค่มองนายอยู่ห่างๆ  คอยเฝ้าดูแลไม่ให้ล่วงรู้ถึงตัวตน

อาจเป็นหนทางที่ดีที่สุด

 

รถม้าที่เอลวินโดยสารเคลื่อนตัวออกไปจากบาร์สู่ท้องถนนกว้างที่มีเพียง ความมืดรายล้อม   แสงตะเกียงส่องวูบไปตามการเคลื่อนไหวของรถม้า   บรรยากาศภายในรถเงียบอึมครึมจนได้ยินเสียงล้อรถบดไปตามท้องถนน

 

มิเกะมองไปยังหัวหน้าตนเองที่นิ่งเงียบไม่พูดอะไรตั้งแต่ขึ้นรถม้า   ชายหนุ่มร่างยักษ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะส่ายหน้ากับสภาพของเอลวินตอนนี้   ใบหน้าที่มักจริงจังเคร่งขรึมแสดงความอ่อนล้าราวกับคนละคนที่ต่อรองกับขุน นางจิ้งจอก

 

“เอลวิน  นายฝืนมากเกินไปแล้ว” มิเกะเอ่ยด้วยความเป็นห่วง

 

เพราะศักดิ์ศรีและตำแหน่งที่ดำรงอยู่ทำให้เอลวินไม่แสดงความอ่อนแอให้ใคร เห็น  มีเฉพาะคนสนิทไม่กี่คนที่เคยเห็นใบหน้ายามท้อแท้ของชายหนุ่ม  มิเกะที่ทำงานร่วมกับเอลวินมานานรู้ดีว่าสิ่งที่บั่นทอนคนตรงตอนนี้คือ รีไวล์

 

ตั้งแต่รับรีไวล์เข้ามาในทีมสำรวจ  มิเกะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเอลวินทีละน้อย ความใกล้ชิดระหว่างเอลวินกับรีไวล์นั้นก้าวผ่านคำว่าหัวหน้าและลูกน้องจนไม่ อาจหวนคืนได้

 

“นายปกป้องรีไวล์  ทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้านั่นมีความสุข” มิเกะกล่าวออกมา  “แต่สภาพนายตอนนี้มันคุ้มสำหรับสิ่งที่ทำลงไปหรือเปล่า?”

 

เพราะไม่เข้าใจความคิดของอีกฝ่าย  มิเกะจึงได้แต่ตั้งคำถามเพื่อให้เอลวินตอบ  “สิ่งที่นายทำมันไม่ใช่ความหวังดี  มันเป็นแค่การไถ่บาปในใจตนเองเท่านั้น เพราะแบบนี้นายถึงปกปิดไม่ให้รีไวล์รู้”

 

“ทำไมไม่บอกให้รีไวล์รู้ถึงสิ่งที่นายทำ  เจ้าหมอนั้นอาจให้อภัยกลับมาที่ทีมสำรวจ”

 

เอลวินยิ้มบางพลางจ้องไปที่มิเกะ  การปล่อยให้คนใกล้ชิดล่วงรู้ความคิดของตนนั้นคงเป็นความประมาทมากเกินไป แต่เขาก็ไม่ถือสาคนสนิท

 

“มิเกะ  ถ้าฉันเล่าความจริง  รีไวล์คงจะไม่ให้อภัยฉัน”

 

ชายหนุ่มผมทองพูดขึ้น  “ความเกลียดชังที่เกิดจากการตายของเพื่อนพ้อง  ทำให้รีไวล์แตกสลายไปแล้วครั้งหนึ่งฉันไม่ต้องการเห็นรีไวล์เสียใจอีก”

 

เขานึกถึงกล่องไม้ที่พบในห้องทำงานของรีไวล์   เมื่อเห็นของภายในก็ทราบทันทีว่าเป็นของระลึกถึงเพื่อนพ้องที่จากไป  ม้วนเอกสารที่เปื้อนไปด้วยรอยด่างดวงรวมถึงมีดสั้นที่ห่อผ้าเปื้อนเลือด แห้งกรัง

 

เอลวินจำเอกสารฉบับนั้นได้ดี   เอกสารปลอมที่เขาหลอกให้รีไวล์เข้ามาใกล้  ยอมให้อีกฝ่ายเกลียดชังแม้จะถูกฆ่าตาย  คนโง่เขลาเช่นเขามีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่รั้งอีกฝ่ายได้

 

“ฉันเป็นคนวางหมากตั้งแต่เริ่มต้น  เกมกระดานนี้ฉันต้องจบมันให้ได้”

 

“งั้นเกมของนายจะจบลงเมื่อไหร่”  มิเกะถาม  “อีกนานแค่ไหน”

 

“นั่นสินะ…คงใกล้จะจบแล้ว  ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก”

 

ดวงตาสีฟ้าเหม่อมองออกไปยังทิวทัศน์ข้างนอก   รถม้าเคลื่อนผ่านอาคารสูงที่สะท้อนแสงจันทร์นวล   โคมไฟสะท้อนให้เห็นผู้คนที่สัญจรไปมายามค่ำคืน  แม้คืนนี้จะยาวนานกว่าพวกเขาจะเดินทางกลับถึงศูนย์บัญชาการ และต้องเตรียมตัวเพื่อออกสำรวจนอกกำแพงอีกครั้งตามกำหนดการที่วางไว้

 

เมื่อถึงตอนนั้น แผนการที่เขาวางไว้คงจะสำเร็จและทุกอย่างจะกลับไปเป็นปกติอีกครั้ง“รออีกไม่นานหรอก…“

 

ชายหนุ่มผมทองกล่าวย้ำกับตัวเองพลางนึกถึงกล่องไม้ใบนั้นที่เขาฝากให้ฮัน ซี่ส่งคืนเจ้าของ  รวมทั้งของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เขาจะมอบให้รีไวล์

 

 

…………………………………………………………………………………………………………….

 

 

ในคืนวันนั้น…

 

หลังจากที่รีไวล์ได้พบเจอกับฮันซี่   ชายหนุ่มผมดำตัดสินใจไม่กลับไปที่พักของตน  ใช้เวลาที่เหลือเดินบนท้องถนนอย่างไร้จุดหมาย   อาจเพราะตัวเขานั้นคงไม่อยากกลับไปยังบ้านที่อ้างว้างแห่งนั้น

 

ลมเย็นพัดผ่านจนร่างกายรู้สึกสั่นเทา   มือเล็กเกาะกุมกอดเพื่อบรรเทาความหนาว  แม้อากาศจะไม่เย็นยะเยือกเท่าในคืนวันที่ต่อสู้ครั้งสุดท้าย  แต่ก็ทำให้รีไวล์หวนคิดถึงทุกครั้ง

 

ฝีเท้าที่เดินอยู่กลับหยุดลง   ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาเดินมาถึงสถานเริงรมย์ของพวกคนกลางคืน   กลิ่นหอมหวานรวมทั้งกลิ่นกายของผู้ปะปนกันจนแยกแยะไม่ได้   เสียงหัวเราะของพวกสวะกักขฬะรวมถึงเสียงดนตรีที่ดังออกมาจากร้านเหล้า  ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างทำให้รีไวล์หลงลืมไปว่าเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของ เจ้าพวกนั้น

 

…เป็นอันธพาลที่ไม่ต่างอะไรกับสวะไร้ค่า…

 

ชายหนุ่มผมดำเงยหน้ามองป้ายร้านเหล้าที่อยู่ไม่ห่างออกไป  ในเมื่อมาแหล่งเริงรมย์การหันหลังกลับไปคงเป็นความคิดไร้สาระ  ในเมื่อคืนนี้ว่างจนไม่รู้จะทำอะไรการดื่มเหล้าก็เป็นความคิดที่ดีอย่าง หนึ่ง

 

ขณะที่รีไวล์ก้าวเท้าเพื่อเข้าไปในร้านเหล้าแห่งนั้น  ชายหนุ่มผมก็ได้ยินเสียงรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่หน้าร้าน  เสียงคุ้นเคยบ้างอย่างทำให้เขาหันกลับไปมองและพบกับคนที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอ ในสถานที่แห่งนี้

 

…ตาแก่พิกซิสมาทำอะไรแถวนี้…รีไวล์คิดในใจ  สถานที่อโคจรของพวกคนชั้นต่ำ  พวกชนชั้นสูงมามีธุระอะไรถึงแวะมาเที่ยว    ชายหนุ่มผมดำคิดเก็บความสงสัยอย่างเงียบเฉียบพลางเบี่ยงตัวหลบเลี่ยงไปดื่ม เหล้าร้านอื่นแทนเพราะไม่อยากเจอคนรู้จัก  พลันก็ยินเสียงเรียกชื่อของเขา

 

“โอ้ นั้นมันเจ้าหนุ่มที่อยู่กับเอลวินนี่นา” ชายแก่หัวล้านอุทานขึ้น  เมื่อเห็นเงาร่างคุ้นเคยที่เป็นเอกลักษณ์นั้น  ชายหนุ่มผมดำรูปร่างเล็กปราดเปรียว  ผู้ที่รับฉายาว่าทหารที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษยชาติ

 

“มาทำอะไรแถวเมืองหลวง  หรือว่ามาทำงานให้เอลวิน?”

 

รีไวล์แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินและเดินต่อไปเรื่อยๆ  พลันเขาก็เห็นทหารหญิงที่มักอยู่เคียงข้างตาแก่นั้นเข้ามาขวางทางเดิน   หญิงสาวผมสั้นพูดเสียงชัดเจนตามแบบแผนทหาร

 

“ท่านพิกซิสจะคุยกับคุณ  กรุณาตามดิฉันมาด้วยค่ะ”

 

“ทำไมฉันต้องทำตามคำสั่งตาแก่ด้วย” รีไวล์เอ่ยเสียงเย็น  พลางปลายตามองไปยังตาแก่หัวล้านที่คงไม่รู้ว่าเขาลาออกจากการเป็นทหารแล้ว

 

“คุณจะขัดคำสั่งเหรอคะ”

 

“หลีกทาง  ฉันไม่มีอารมณ์จะคุยกับใครทั้งนั้น”

 

เมื่อตอนเย็นก็เจอยัยแว่นสีตาชวนกลับทีมสำรวจ  ถ้าหากตาแก่พิกซิสรู้เรื่องที่เขาลาออกคงกวนใจเขาไม่จบสิ้นเช่นกัน   รีไวล์เดินผ่านหญิงสาวอย่างไม่แยแสจนกระทั่งมีมือใครซักคนมาจับไหล่เขา

 

“จะรีบไปไหนล่ะพ่อหนุ่ม   ท่าทางแบบนี้ข่าวลือที่ว่าเธอล่าออกคงเป็นความจริงสินะ”  พิกซิสจับไหล่ของรีไวล์แน่น  แม้สีหน้าจะยิ้มแย้มเป็นมิตรแต่รีไวล์กลับรับรู้ได้บรรยากาศกดดัน

 

รีไวล์ปัดมือของตาแก่ออกอย่างไม่เกรงกลัว  ในเมื่อลาออกมาแล้วมารยาทต่อผู้บังคับบัญชาไม่จำเป็นอีกต่อไป  ดวงตาสีดำเย็นชาจ้องกลับไปยังผู้สูงงวัย

 

“ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องตอบ  หึ…ถ้าอยากรู้ไปถามตาแก่คีธเอาเอง”

 

พิกซิสยิ้มอย่างใจเย็น  ถ้าหากไม่รู้นิสัยของชายหนุ่มตรงหน้ามาก่อนคงจะเคืองมากกว่านี้  เป็นนิสัยเฉพาะตัวที่ดูเหมือนม้าพยศที่ต้องดัดนิสัย

 

“ถ้าหากเธอไม่รังเกียจจะมาดื่มเหล้ากับฉันมั้ยพ่อหนุ่ม”  พิกซิสเปลี่ยนเรื่องพูด   ดวงตามองไปยังบาร์ที่อยู่ตรงหน้า  “ดูท่าทางจะมากินเหล้าแถวนี้สินะ  ตาแก่อย่างฉันกินเหล้าคนเดียวมันก็เบื่อเหมือนกัน”

 

“ฉันจะกลับบ้านแล้ว”  รีไวล์พูดปดคำโตเพื่อปัดความรำคาญ

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย  ฉันมีรถม้ามาด้วยจะพาเธอส่งบ้านแล้วกัน”   พิกซิสอาสาตัวเองด้วยใบหน้ายิ้มแย้มซึ่งรีไวล์มองออกว่าคือการเสแสร้ง   และดูท่าทางจะไม่ยอมให้เขาจากไปง่ายๆ “ฉันทำธุระที่นี่เสร็จสิ้นแล้ว   ขึ้นรถม้าเถอะดูท่าทางจะมีคนสนใจพวกเรามากแล้วสิ”

 

สายตาของคนที่สัญจรไปมาหันมาที่พวกเขา   ไม่ใช่เพราะการโต้แย้งแต่เป็นเพราะชายฉกรรจ์ที่สวมชุดทหารรักษาการณ์กั้นไม่ ให้คนอื่นเข้ามาวุ่นวาย  เป็นการกดดันทางอ้อมเพื่อทำให้อีกฝ่ายจำยอม

 

รีไวล์สถบเสียงเบาในลำคอก่อนจะเดินนำหน้าขึ้นรถม้าที่ตาแก่โดยสารมา   พิกซิส่ายหัวกับความดื้อดึ้งของอีกฝ่ายก่อนจะขึ้นตามไปและสั่งคนของตนเองนำ รถม้าออก

 

เมื่อเห็นใบหน้าบูดบึ้งของชายหนุ่มผมดำ  พิกซิสจึงพูดขึ้นจงใจให้ได้ยิน  “คืนนี้ฉันตั้งใจมาจะพบใครบางคน  แต่เสียดายที่มาช้าไปเลยสวนกันกลางทาง”  คนที่พิกซิสต้องการตามหา  คือ ผู้บังคับหมู่เอลวิน  สมิธ  แต่สายสืบบอกว่าเจ้าตัวออกไปจากเมืองหลวง  
ขณะที่กำลังเดินทางกลับก็พบคนที่ไม่คาดขึ้นว่าจะเจอแทน

 

“พอเห็นเธอเดินมาคนเดียวแบบนี้  ฉันยิ่งมั่นใจเข้าไปใหญ่ว่าเธอคงลาออกจากการเป็นทหารทีมสำรวจแล้วสินะ  รีไวล์”

 

“ใช่”  รีไวล์ตอบสั้นๆ

 

“และทำไมถึงลาออกล่ะ  ตอบฉันหน่อยได้มั้ย”

 

ชายหนุ่มผมดำขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่พอใจนัก  “ปัญหาส่วนตัว”

 

“ปัญหาอะไรพอบอกฉันได้มั้ย  เพื่อฉันจะช่วยเธอได้”

 

“ฉันจัดการได้”

 

“อย่างนั้น…ตอนนี้เธอทำงานอะไรอยู่”

 

“คิดจะสืบสวนทำเป็นพวกทหารสารวัตรหรือไงตาแก่”  รีไวล์เริ่มรำคาญมากขึ้น  ทำไมวันนี้ถึงเจอคนที่เข้ามาวุ่นวายในชีวิตของเขานัก  ทั้งฮันซี่ที่เกลี้ยกล่อมให้เขากลับทีมสำรวจ   รวมถึงตาแก่ที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน

 

“ก็เธอเคยเป็นอาชญากรมาก่อน  ฉันเลยสนใจว่าคนไม่มีที่มาที่ไปอย่างเธอจะทำมาหากินอะไร” พิกซิสพูดตรงประเด็น  ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขาพอดูออกว่าในไม่ช้าอันธพาลคนนี้คงกลับมาอยู่ที่ วัฎจักรเดิม

 

รีไวล์จ้องตาแก่ที่พูดเหมือนเป็นการใส่ร้าย  ตัวเขาตอนนี้ไม่ใช่พวกสิ้นไร้ไม้ตอกถึงต้องกลับไปเป็นพวกอันธพาลอีกครั้ง  “ฉันทำงานที่คนปกติทั่วไปทำ   ไม่เหมือนพวกชนชั้นสูงที่เหยียบหัวชาวบ้านเหมือนพวกแกหรอก”

 

“เสียดายที่ฉันเป็นคนธรรมดาล่ะนะ”  พิกซิสยิ้มน้อยๆ รู้สึกถูกชะตาพ่อหนุ่มตรงหน้ามากขึ้นกว่าเดิม  “แต่เอาเถอะ  ในเมื่อเธอยืนยันว่าทำงานสุจริตฉันก็วางใจ  อย่างน้อยเอลวินก็คงไม่ต้องกังวลเรื่องของเธอ”

 

เมื่อชื่อของเอลวินถูกเอ่ยออกมาจากปากพิกซิส  รีไวล์เผลอเม้มปากแน่นก่อนจะหลุบตาลง  “ชีวิตของฉันไม่ต้องให้ใครมาห่วงหรอก”

 

“แน่ใจอย่างนั้นเหรอ”

 

บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มผมดำเปลี่ยนไปจนพิกซิสรับรู้   ดวงตาของชายแก่แสดงถึงความอ่อนโยนพลางบอกคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร  “ชีวิตของเธอเป็นของเธอคนเดียวจริงๆ เหรอ  ทำไมฉันเห็นว่าชีวิตของเธอมีคนอีกคนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว  พ่อหนุ่มชีวิตของเธอต้องพบเจออะไรอีกมากมายไม่จบสิ้นอยู่ตรงนี้หรอก”

 

ประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตลอดชีวิต  ทำให้ชายแก่มองออกว่าคนตรงหน้าคงเจอปัญหาบ้างอย่างและเลือกที่จะหลบหนี   “ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอพบเจอปัญหาอะไร  ทำไมไม่เลือกที่จะเผชิญหน้าเพื่อแก้ไขปัญหานั้น   ถึงจะไม่สำเร็จก็ได้ชื่อว่าได้ลองพยายามแล้ว”

 

“หึ..ปัญหาของฉันไม่มีทางแก้หรอก”  รีไวล์เอ่ยประชดตัวเอง  ดวงตาสีเทาวูบไหวยามเมื่อนึกถึงเอลวิน  ปัญหาของเขาเกิดจากความรู้สึกที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น   ความรู้สึกที่ไปหลงรักศัตรูที่น่าจะฆ่าให้ตาย“เป็นปัญหาส่วนตัวของฉัน  ตาแก่อย่างแกไม่ต้องมายุ่ง”

 

…สิ่งที่เขาทำได้เพียงแต่รอให้เวลาผ่านพ้นไป  ให้เวลาเยียวยาหัวใจเพื่อลืมความรู้สึกนั้น…

 

พิกซิสประสานมือบนตัก  ถึงคนตรงหน้าจะเป็นถึงชายที่แข็งแกร่งแต่ความรู้สึกช่างอ่อนแอราวกับเด็ก น้อย  หากปล่อยให้คนตรงหน้าหลงทางต่อไป  คงทำให้ใครหลายๆ คนเสียใจและเจ็บปวด  สิ่งที่เรียกว่าความรักและความแค้นมีเพียงเส้นด้ายบางๆ เป็นสิ่งขวางกั้น  การให้คำแนะนำอาจจะช่วยหาหนทางที่ถูกต้องได้

 

“ในฐานะที่ฉันผ่านน้ำร้อนมาก่อน  เจอคู่รักมามากมาย” พิกซิสพูดยิ้มๆ จ้องใบหน้าที่สับสนของชายหนุ่มผู้หลงทาง“ฉันขอแนะนำว่า..”

 

“อะแฮ่ม! ท่านคะ”  ผู้ติดตามสาวเอ่ยขัดจังหวะ  ก่อนจะส่งสายตาเชือดเฉือนให้กับท่านผู้บัญชาการที่ริเริ่มโอ้อวดตัวเองอีก แล้ว “ถึงท่านจะนิยมจับคู่ให้คนอื่น   แต่สถิติคู่ร้างมากกว่าคู่รักนะคะ”

 

“ฮะๆ อย่าพูดแบบนั้นสิ  ฉันอุตส่าห์จะช่วยให้คู่รักกลับมาคืนดีนะ”

 

“แต่ท่านแนะนำเรื่องคู่รักทีไรมักจะเลิกรากันทุกครั้ง  ดังนั้นดิฉันจึงขออนุญาตให้ท่านอยู่เงียบๆ ดีกว่าค่ะ”

 

“อย่าถือสาเธอเลยนะ  ผู้ติดตามของฉันนึกว่าฉันเป็นตาแก่เหลวไหลทุกที”

 

“ก็มันเรื่องจริงนี่คะท่าน  คุณรีไวล์เองอย่าไปฟังท่านมากเลยค่ะ”

 

รีไวล์หันไปมองพิกซิสที่หัวเราะอย่างอารมณ์ดีไม่ถือสาอะไรกับคำพูดของผู้ ติดตามสาว  เห็นความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้รีไวล์อดนึกถึงตัวเองตอนอยู่ทีมสำรวจ  ถึงเขาจะเคยโต้เถียงกับเอลวินบ่อยครั้งแต่อีกฝ่ายก็ไม่เคยทำโทษ

 

“ฉันไม่รู้ว่าเธอกับเอลวินมีปัญหาอะไรกัน   ถึงเธอจะไม่ยอมเอ่ยชื่ออีกฝ่ายแต่แววตาของเธอบอกนะรีไวล์” พิกซิสกล่าว  และนึกถึงเอลวินที่หมู่นี้เริ่มออกมาเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ  ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกี่ยวชายหนุ่มตรงหน้าที่ลาออกหรือไม่

 

แต่ชายชรารู้เพียงอย่างเดียวว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะสั่น คลอนอำนาจไปทั้งเมืองหลวง  และทุกสายตาจะจับจ้องไปยังทีมสำรวจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  ลางสังหรณ์บ้างอย่างทำให้พิกซิสออกมาเคลื่อนไหวเพื่อพบกับเอลวิน  สมิธ  ซึ่งในอนาคตข้างหน้าคงกลายเป็นราชสีห์ที่ทุกคนหวั่นเกรง

 

“หมู่นี้ฉันได้ยินข่าวมากมาย  ทั้งเรื่องที่เธอลาออก  ทีมสำรวจเลื่อนกำหนดการสำรวจนอกกำแพงเร็วขึ้น  แม้กระทั่งข่าวแปลกๆ เรื่องที่หมาป่าก็ถูกใครซักคนฆ่าตายหมดฝูง”

 

เมื่อเห็นดวงตาสีเทาเข้มที่มองมาอย่างเคลือบแคลง  พิกซิสยิ่งมั่นใจว่าเขาได้ตามเศษขนมปังถูกทางแล้ว  เพราะฉะนั้นการที่ดึงราชสีห์หนุ่มนั้นให้กลับมาสงบเสงี่ยม  กุญแจดอกสำคัญคือ คนตรงหน้า

 

“ดูจากสีหน้าเธอคงเบื่อที่จะฟังคนแก่พูดแล้วสินะ  ฉันจะบอกเธอเป็นครั้งสุดท้าย  จะรับฟังและทำตามหรือเป็นเรื่องที่เธอต้องตัดสินด้วยตัวเองเท่านั้น”

 

“จงเปิดใจให้กว้าง  เชื่อในสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง  แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นหนทางขรุขระและชันเพียงใด

 

ต่อให้เป็นความเจ็บปวดแค่ไหนจงยอมทน…”

 

 

“เพราะบนโลกใบนี้เต็มไปด้วยการให้อภัย”

 

………………………………………………………………………………………

 

รถม้าของผู้บัญชาการพิกซิสจอดหน้าตึกสีน้ำตาลที่เป็นที่พักของรีไวล์  ชายหนุ่มผมดำยืนมองรถม้าคันหรูที่กลืนไปกับความมืดก่อนจะเดินกลับเข้าไปใน ตึกสูง   ห้องพักของรีไวล์เป็นเพียงห้องเล็กๆ ที่มีเครื่องเรือนไม่กี่ชิ้น  ทุกอย่างจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบราวกับเป็นห้องที่ไม่มีใครอยู่อาศัย   หน้าต่างสี่เหลี่ยมบานเล็กมีลมเย็นพัดโชยจนผ้าม่านผืนบางพริ้วไหว

 

รีไวล์นั่งลงบนเตียง  ดวงตาสีเทาเหม่อลอยออกไปข้างนอก  กลุ่มก้อนเมฆสีเทาที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่บนฟ้าทำให้เห็นพระจันทร์เสี้ยวสีเงิน   เขาทบทวนเหตุการณ์ในวันนี้นับตั้งแต่เจ่นอฮันซี่ในสวนสาธารณะ  จนกระทั่งมาพบผู้บัญชาการพิกซิส   ความบังเอิญที่ทำให้เขารู้สึกว่าโชคชะตากำลังกลั่นแกล้ง  ต้องการให้เขาย้อนกลับไปยังสถานที่ที่เต็มไปความทรงจำอันปวดร้าว

 

“ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น”  รีไวล์ได้แต่ย้ำกับตัวเอง  “ฉันตัดสินใจแล้วทุกอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม”

 

มือเล็กกำเสื้อคลุมสีดำแน่น  พยายามลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น..”ฉันจะอยู่ที่นี่ต่อไป  ไม่ว่าใครก็เปลี่ยนใจฉันไม่ได้ทั้งนั้น”

 

…แต่ทำไมคำพูดของคนเหล่านั้นยังดังก้องในหัว…

 

เมื่อหันไปมองห้องว่างเปล่าที่ไร้ผู้คน  เสียงของฮันซี่ก็ดังขึ้นราวกับต่อว่า



“บ้านคือ สถานที่ที่กลับไปแล้วเจอคนที่เรารักและผูกพัน  มีครอบครัวและเพื่อนพ้องรอการกลับมา  ไม่ใช่ห้องว่างๆ ที่ไม่มีใครรออยู่เลย   ชีวิตของนายตอนนี้มีบ้านแบบนั้นอยู่หรือเปล่า…ฉันขอถามเพียงเท่านี้”

 

 

ทั้งที่ภายในห้องแห่งนี้อบอุ่นกว่าข้างนอกแต่ทำไมถึงได้หนาวแบบนี้   ดวงตาสีเทาเข้มกวาดตาไปรอบห้องที่ไม่มีใครนอกจากตัวเขา ความรู้สึกอ้างว้างเกาะเกี่ยวในใจ  ที่ห้องนี้ไม่มีใครรอเขากลับมา…ไม่มีเลย

 

รีไวล์เอนตัวลงนอนและหลับตาลงเพื่อไม่ให้ภาพตรงหน้าเข้ามาทำร้ายจิตใจ อีก  แต่กลับมีภาพของผู้ชายคนนั้นเข้ามาแทนที่  เขารู้สึกถึงความร้อนผ่าวของดวงตาทั้งสองข้างที่เริ่มมีน้ำอุ่นๆ ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

… เอลวิน   ทำไมฉันถึงคิดถึงนายขนาดนี้…

….ทำไมในอกถึงปวดร้าวราวกับมีใครมาบีบหัวใจ….



“เพราะบนโลกใบนี้เต็มไปด้วยการให้อภัย”

 

เสียงของพิกซิสยังดังก้องขึ้น  รีไวล์ได้แต่จับเสื้อคลุมหนาที่เป็นของต่างหน้าที่ระลึกถึงคนนั้น  คนที่ทำให้เขารู้สึกถึงความรัก  ทั้งๆ ที่ชีวิตนี้คงไม่มีความรักให้ใครอีกแล้ว

 

“ฉันควรทำอย่างไรดี…” รีไวล์ได้แต่กระซิบเบาๆ เท่านั้น

 

 

…………………………………………………………………………………………………………

 

“หัวหน้ารีไวล์จะมาจริงๆ เหรอครับ”

 

เสียงแผ่วของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเอ่ยขึ้น  โมบลิสจ้องหัวหน้าสาวของตนเองที่ยังนั่งรอที่ม้านั่งตัวเดิมที่พบหัวหน้ารี ไวล์เมื่อวาน   แม้พระอาทิตย์จะตกดินมานานแล้วก็ไม่มีวี่แววที่หัวหน้ารีไวล์จะมา

 

“รีไวล์ต้องมาแน่นอน” ฮันซี่เอ่ยอย่างใจเย็น  มือกุมห่อผ้าสำคัญที่เธอตั้งใจจะมอบให้รีไวล์  หญิงสาวมั่นใจว่ารีไวล์ต้องมาหาตามนัด  เชื่อสัญชาตญาณของตนเองที่แม่นยำทุกครั้ง “หมอนั่นไม่ใช่คนใจดำปล่อยให้พวกเรารอแข็งตายที่นี่หรอก”

 

ฮันซี่เอามือถูกันเพื่อสร้างความอบอุ่น  พลางมองท้องฟ้าที่มืดสนิทจนเห็นแสงดาว   โมบลิสเห็นความดื้อรั้นของหัวหน้าสาวจึงได้ลอบถอนใจเบาๆ

 

“ครับหัวหน้า”

 

หนุ่มสาวทั้งคู่รอคนที่นัดหมายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียงท้องร้องของฮันซี่ดังประท้วงออกมา  หญิงสาวจึงหันไปหาโมบลิสที่กำลังยืนกอดอกเพราะความหนาว  และสลับมองไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนักพลางถอนหายใจยาว  ถ้าปล่อยไว้แบบนี้เธอคงหิวตาย  ลูกน้องเป็นไข้  คงต้องทำอะไรสักอย่าง

 

“โมบลิส  ช่วยซื้อแซนวิสกับชาร้อนให้หน่อยสิ  เอาร้านที่กินเมื่อวานนะ”

 

“ร้านนั้นเหรอครับ…แต่ระยะทางผมเกรงว่าหัวหน้าจะ…” โมบลิสนึกถึงร้านอาหารที่อยู่ข้างโรงแรมที่พัก 
ถ้าหากไปซื้อที่ร้านดังกล่าวคงใช้เวลาไปกลับนานพอสมควร  กว่าจะกลับมาที่สวนสาธารณะหัวหน้าคงจะเป็นลมไปเสียก่อน

 

ฮันซี่เมื่อเห็นสีหน้าของโมบลิสจึงเอ่ยย้ำ  “นี่เป็นคำสั่ง   ไปได้แล้ว”
“ครับ…หัวหน้า” โมบลิสรับคำสั่ง

 

เมื่อเห็นลูกน้องคนสนิทเดินลับตาไป หญิงสาวก็ถอนหายใจอีกครั้งพลางมองไปยังต้นไม้ใหญ่  เอ่ยเสียงดังราวกับจงใจบอกใครซักคน

 

“ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียวแล้ว  รีไวล์…นายจะอยู่ตรงนั้นอีกนานแค่ไหน”  หญิงสาวพูดต่อไป   “ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยกับนาย  และต่อจากนี้ฉันจะไม่มากวนนายอีก ฉันสัญญา!  อากาศมันหนาวนะ ฮัดเช้ย! เห็นมั้ยเดี๋ยวฉันก็เป็นหวัดหรอก”

 

“…”

 

เสียงฝีเท้าที่เหยียบใบไม้แห้งดังขึ้น  รีไวล์ก้าวออกจากที่ซ่อนพลางมองไปยังหญิงสาวผมหางม้าที่โบกมือให้

 

“ยอมออกมาแล้วสินะ” ฮันซี่บอก  พลางจ้องรีไวล์ที่เดินตรงมาหา  “คิดว่านายจะหลบอยู่หลังต้นไม้แบบนั้นตลอดซะอีก”

 

“เธอมีเรื่องอะไรจะคุยก็ว่ามา”  รีไวล์กล่าวเข้าประเด็นทันที  สีหน้ายังเรียบเฉยแม้จะถูกอีกฝ่ายจับได้ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคงจะจับได้ตั้งแต่เขาก้าวเท้ามาที่แห่งนี้

 

“มาถึงก็ให้พูดเลยเหรอ  ใจร้อนจริงๆ นะ” ฮันซี่เอ่ยหยอกล้อ  แต่เมื่อเห็นว่าใบหน้าอีกฝ่ายชัดๆ ก็แสดงสีหน้าแปลกใจ  เอ่ยเสียงอ้ำอึ้ง  “รีไวล์ ตาของนาย…เกิดอะไรขึ้น”

 

ดวงตาคู่นั้นบวมช้ำราวกับผ่านการร้องไห้อย่างหนัก  ฮันซี่อยากถามเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่กลัวว่าอีกฝ่ายนอกจากจะไม่ตอบคำถามแล้วคงหนีไปเสียก่อน  เธอกลืนคำถามลงคอและบอกจุดประสงค์ที่จะคุยในวันนี้

 

“ฉันอยากคุยกับนายเรื่องเอลวิน”

 

“เรื่องของหมอนั้น  มีเรื่องอะไรจะต้องพูดอีก” รีไวล์เอ่ยเสียงเรียบ  ความรู้สึกเศร้าเสียใจจากเมื่อคืนยังตกค้างอยู่ในใจ

 

“ฉันต้องพูด  เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนายโดยตรง” ฮันซี่กล่าวพลางกุมมือตนเองเพื่อบรรเทาความเย็นหนาว  “รีไวล์…ฉันจะเล่าเหตุการณ์ที่ได้ฟังจากคนๆ หนึ่ง  นายช่วยรับฟังหน่อยได้มั้ย”

 

หญิงสาวจ้องคนตรงหน้าอย่างแน่วแน่   เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ปฏิเสธอะไร ฮันซี่จึงเริ่มต้นพูด

“เป็นเรื่องของอดีตอันธพาลที่มาเป็นทหารทีมสำรวจ  และทหารคนหนึ่งที่พยายามปกป้องทีมสำรวจไม่ว่าจะใช้วิธีการใดก็ตาม…”

 

ประโยคแรกที่ฮันซี่เกริ่นออกมานั้นทำให้รีไวล์นิ่งไป   ฮันซี่ที่เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่มยิ้มบางก่อนเปิดห่อผ้าที่ได้ รับฝากจากคนสำคัญ   กล่องไม้สีน้ำตาลปรากฏอยู่ในสายตาทั้งคู่  รีไวล์เมื่อเห็นสิ่งของที่ฮันซี่นำมาได้แต่พึมพำเสียงเบา

 

“เธอได้มันมาจากไหน…”   กล่องที่บรรจุความทรงจำมากมาย  รวมถึงสิ่งของต่างหน้าที่ระลึกถึงเพื่อนพ้องที่จากไป

 

“เอลวินฝากของสิ่งนี้ไว้  และบอกว่าถ้าฉันเจอนายฝากให้นายด้วย”ฮันซี่ยื่นให้รีไวล์ที่ยังยืนนิ่งอยู่ ก่อนจะจับยัดใส่มือของชายหนุ่มผมดำ”ฉันไม่รู้หรอกว่ากล่องใบนี้คืออะไร  แต่มันคงเป็นสิ่งสำคัญของนายสินะ”

 

หญิงสาวบอก เมื่อเห็นแววตาและท่าทางของรีไวล์เธอยิ่งมั่นใจว่ากล่องใบนี้คงเป็นของสำคัญอย่างแน่นอน
รีไวล์ได้แต่นิ่งเงียบมองกล่องในมือ  กุญแจที่ปลดล็อกยังอยู่ที่ตัวเขา  แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าคงมีใครบางคนเปิดดูกล่องใบนี้  และคงจะสมเพชกับสิ่งของข้างใน

 

ความเจ็บปวดลึกๆ ทำให้รีไวล์เผลอเม้มปากแน่น  ทั้งๆ ที่ออกมาจากทีมสำรวจ  พยายามลืมอดีตให้หมดสิ้น  ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง   แต่ยามเห็นกล่องใบนี้ความแค้นและความเศร้าเสียใจผุดขึ้นในความทรงจำอีก ครั้ง

 

“เอลวินได้เล่าอดีตของนายให้ฉันฟังหมดแล้ว   เรื่องที่นายเข้ามาในทีมสำรวจเพื่ออะไร   เพื่อทำภารกิจนำเอกสารลับที่เอลวินเป็นคนเก็บรักษาไว้ใช่มั้ย”

 

“เจ้าหมอนั้นเล่าให้เธอฟังหมดแล้วสินะ” รีไวล์เอ่ย  ก่อนที่จะนั่งลงข้างหญิงสาวที่ยังทำสีหน้าเครียด  เมื่อนึกถึงอดีตก็อดคิดถึงเพื่อนพ้องทั้งสองคนที่อยู่ด้วยกันไม่ได้ “พวกฉันเข้าทีมสำรวจเพื่อจะนำเอกสารลับให้ผู้ว่าจ้างเท่านั้น  เรื่องที่เข้าทีมสำรวจเป็นทหารเป็นแค่การหลอกให้พวกเธอตายใจเพื่อทำงานได้ สะดวกขึ้น”

 

เมื่อเรื่องมาถึงเพียงนี้   รีไวล์ไม่อยากปิดบังอะไรอีกในเมื่อเหตุการณ์มันผ่านพ้นไปนานแล้ว  และตอนนี้เขาไม่ใช่ทหารอีกต่อไป  “แต่เจ้าหมอนั่นมันรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าพวกฉันเข้าทีมสำรวจเพื่ออะไร  และซ้อนแผนขึ้น…ไม่มีหลักฐานอะไรซักอย่าง 

 

เอกสารลับไม่มีจริงเป็นเรื่องที่หมอนั้นกุขึ้นเพื่อใช้เป็นสิ่งต่อรองเท่านั้น  และพวกฉันโง่เองที่ทำงานบ้าๆ พวกนี้”

 

เขาได้รับรู้ความจริงในวันนั้น  วันที่เขาสูญเสียทุกสิ่งอย่าง…แม้กระทั่งชีวิตเองก็ไม่อาจรักษาได้

 

“คนที่ว่าจ้างพวกนายชื่อนิโคลัส  โลบอฟใช่มั้ย” ฮันซี่เอ่ยถามทั้งๆ ที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว “เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น  โลบอฟยังติดต่อนายอีกหรือเปล่า”

 

คำถามนั้นทำให้รีไวล์ขมวดคิ้ว  แต่ก็ตอบเสียงเรียบ “ไม่ เจ้าพวกนั้นไม่ได้ติดต่ออะไรกลับมา  เธอถามเรื่องนี้ทำไม”

 

“เป็นอย่างที่คิดจริงๆ นายยังไม่รู้เรื่อง…” ฮันซี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่  คิ้วขมวดมุ่นจนเกือบเป็นเส้นตรง “นายคงไม่รู้สินะว่าโลบอฟยังคงคิดแค้นกับทีมสำรวจเหมือนเดิม  รีไวล์…นายไม่รู้หรอกว่าตัวเองตกอยู่ในอันตรายขนาดนั้นถ้าไม่ได้เอลวินช่วย”

 

“เอลวินเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้” รีไวล์ไม่เข้าใจ

 

“นายอยู่กับเอลวินมาตลอด  ไม่เคยสงสัยหรือไงว่าทำไมพวกนายสองคนมักตกเป็นเป้าหมายถูกทำร้ายเสมอ”

 

“ก็เป็นเรื่องปกติ  เจ้าหมอนั้นมีคนเกลียดขี้หน้าเยอะจะตาย” รีไวล์พูดอย่างมีอคติชัดเจน  “เรื่องพวกนี้เธอน่าจะรู้ไม่ใช่หรือไง”

 

“ไม่…รีไวล์มันไม่ใช่เรื่องปกติ  ไม่ใครรู้เรื่องนี้ด้วยซ้ำ” ฮันซี่ส่ายหน้า นึกถึงเอลวินที่ทำอย่างไรที่ทำให้รีไวล์ปักใจเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ทั้งคู่เป็นเรื่องทั่วไปที่พบเจอในชีวิตประจำวัน “ทำไมมีแค่พวกนายสองคนที่ถูกทำร้าย  เหตุผลก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ามีใครซักคนต้องการฆ่าพวกนาย เพื่อไม่ให้มีหลักฐานและพยานเปิดโปงความชั่วของตนเอง  คนๆ นั้นคือ นิโคลัส  โลบอฟ”

 

รีไวล์นิ่งอึ้งอีกครั้ง  เรื่องที่ฮันซี่เล่าออกมาถ้าเป็นความจริงทำไมเขาถึงไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน

 

“เอลวินพยายามปกป้องนายมาโดยตลอด   ให้นายอยู่ทีมสำรวจต่อไปเพื่อไม่ให้โลบอฟเข้ามาทำร้ายนายง่ายๆ  สร้างชื่อเสียงให้นายเป็นที่รู้จัก  ทำทุกอย่างเพื่อให้นายปลอดภัย”

 

“ทำไมเจ้าหมอนั่นไม่เคยบอกฉัน”  รีไวล์เอ่ยเสียงแผ่ว  ทำไมเรื่องพวกนี้เขาไม่รู้เรื่องมาก่อน

 

“เอลวินปกปิดไม่ให้นายรู้  คงเพราะกลัวนายทำอะไรบุ่มบ่ามออกไป”  หญิงสาวมองไปยังท้องฟ้ามืดที่มีดวงดาวเป็นประกาย  “…แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังพยายามปกป้องนายแม้จะไม่ได้อยู่ทีมสำรวจก็ตาม”

 

ฮันซี่ยังคงกล่าวต่อไปเรื่อยๆ “ฉันไม่รู้ว่าเอลวินจะปกป้องนายได้อีกแค่ไหน  

 

ถึงเจ้าตัวจะบอกว่าตลอดไปแต่ว่ามันนานแค่ไหน  เพราะคำว่าตลอดไปเป็นแค่คำพูดของคนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น  ทหารทีมสำรวจอย่างพวกเราไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าจะมีชีวิตได้อีกนานเท่าไหร่  เมื่อฉันรู้เรื่องของพวกนายทั้งสองคนถึงรีบมาหานาย”

 

“ฉันอยากให้นายรู้ว่าเอลวินเป็นห่วงนายมากเท่านั้น”  ฮันซี่บอกพลางมองดูดวงดาวที่เป็นเหมือนตัวแทนบางอย่างในชีวิตของเธอ “ชีวิตของมนุษย์นั้นสั้นมากนะรีไวล์  ความปรารถนาของฉันคืออยากให้เพื่อนคนสำคัญของฉันมีความสุขที่สุด”

 

“ฉันสูญเสียเพื่อนคนสำคัญมากมาย  ทุกคนล้วนเกิดเป็นดาวที่ฉันไม่สามารถเอื้อมคว้าได้  เพราะฉะนั้นรีไวล์สัญญากับฉันนะว่าต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่รีบตาย ง่ายๆ”

 

“ฉันไม่ตายง่ายๆ หรอก”

 

“ได้ยินอย่างนั้นฉันก็สบายใจ  เฮ้อ…ได้พูดเรื่องนี้กับนายรู้สึกโล่งใจขึ้นตั้งเยอะ” ฮันซี่ยิ้มบางก่อนจะมีสีหน้าจริงจัง “ฉันเล่าเรื่องทุกอย่างให้นายฟังหมดแล้ว  ต่อจากนี้นายจะทำอะไรต่อไปรีไวล์  จะกลับมาที่ทีมสำรวจอีกหรือเปล่า”

 

เป็นครั้งแรกที่รีไวล์เห็นว่าฮันซี่เอ่ยจริงจังขนาดนี้   ความสับสนบางอย่างเกิดขึ้นในใจ  เรื่องราวที่รับรู้ในวันนี้ช่างหนักอึ้งเสียจนเขาคิดอะไรไม่ออก

 

“…”

 

“นายไม่ต้องตอบคำถามตอนนี้ก็ได้  แต่ฉันหวังจริงๆ นะว่านายจะกลับมาที่ทีมสำรวจ” ฮันซี่บอกและรีบบอกอะไรบางอย่างเผื่อทำให้อีก ฝ่ายตัดสินใจเร็วขึ้น  “รีไวล์ตอนนี้ฉันทำความสะอาดห้องสามวันหนึ่งครั้งแล้วนะ!  รับรองว่าสะอาดเอี่ยมไร้แมลงสาบ!  ”

 

เมื่อเห็นสีหน้าของรีไวล์ที่ดูเหมือนจะไม่ได้ยินอะไรอีกต่อไป  ฮันซี่ก็ถอนหายใจยาวก่อนจะนำมือแตะบ่าของเพื่อนรักตนเองเพื่อให้รู้สึกตัว  และพูดอย่างอ่อนโยน

 

“รีไวล์  ทีมสำรวจยินดีต้อนรับนายเสมอนะ”

 

หลังจากฮันซี่พูดจบก็เป็นจังหวะพอดีที่โมบลิสวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา  ในมือหอบถุงกระดาษใส่แซนวิสร้อนๆและกระติกเก็บความร้อน   หญิงสาวตัดสินใจดึงตัวลูกน้องคนสนิทให้ออกจากสวนสาธารณะเพื่อให้รีไวล์ได้ ใช้เวลาใคร่ครวญเรื่องราวที่เกิดขึ้น

 

รีไวล์นั่งอยู่เพียงลำพังในสวนสาธารณะอย่างเนิ่นนาน  ก่อนจะสนใจกล่องไม้ของตนเองที่ปิดล็อกไว้  กุญแจดอกเล็กที่พกติดตัวไว้ด้วยความเคยชินปลดล็อกแม่กุญแจ

 

ของที่อยู่ภายในกล่องเป็นของต่างหน้าที่เก็บไว้เพื่อระลึกฟาร์ลันและ อิซาเบล  รีไวล์หยิบกระดาษสีด่างดวงขึ้นมาก่อนจะลูบไล้อย่างใจลอย  พลันก็มีของแปลกปลอมบางอย่างหลุดลงในมือ

 

ขวดน้ำมันหอมกลิ่นดอกไม้ป่าที่รีไวล์จำได้ว่าเขาทิ้งไปแล้ว  ทำไมถึงอยู่มาอยู่ในกล่องใบนี้  รีไวล์ดูของภายในกล่องที่ล้วนแต่เป็นของขวัญเอลวินมอบให้และเขาปล่อยทิ้งไว้ ไม่สนใจ

 

“เจ้าหมอนั้นเก็บไว้ตลอด…” รีไวล์พึมพำเบาๆ  “เจ้าบ้า…ทำไปเพื่ออะไร”

 

ยามเมื่อสัมผัสของเหล่านี้ทำให้รีไวล์นึกถึงเหตุการณ์เก่าๆ ขึ้นมา   รอยยิ้มเศร้าแย้มออกมาอย่างเจ็บปวด  เจ้าหมอนั่นคิดจะตอกย้ำให้เขาเสียใจมากขึ้นหรือไง

 

พลันรีไวล์ก็เห็นม้วนกระดาษที่ผูกไว้ด้วยเชือกหนังเส้นบาง  เมื่อคลี่เพื่อดูเนื้อหาข้างในดวงตาสีเทาเข้มก็เบิกกว้างก่อนจะเอามือลูบไล้ ไปยังบนกระดาษหนาที่มีแรเงาเป็นรูปของใครบางคน

 

ภาพร่างแรกๆ ยังมองไม่ออกว่าเป็นใคร  แต่เมื่อดูภาพแผ่นต่อมารีไวล์ก็เห็นรูปของตัวเองตอนกำลังนั่งเหม่อออกไปข้างนอก

 

ภาพต่อๆ มาเป็นรูปวาดของเขาในอากัปกิริยาต่างๆ  ทุกรายละเอียดที่วาดแสดงถึงอารมณ์และความใส่ใจ  หยาดน้ำไหลออกมาเงียบๆ โดยไม่รู้ตัว รีไวล์เอามือปิดปากเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นดังออกมา  นานแค่ไหนแล้วที่เขาถูกเอลวินเฝ้ามอง   คอยดูแลปกป้องโดยที่เขาไม่รู้ตัว
ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขาเกลียดชังอีกฝ่ายจนอยากฆ่าให้ตาย  แต่ทำไมถึงทุ่มเททุกอย่างเพื่อเขาขนาดนี้
แม้กระทั่งภาพที่เขานอนป่วยบนโซฟา  เอลวินยังวาดภาพเก็บไว้

 

ข้างล่างนั้นเขียนตัวอักษรเล็กบางแต่ก็รู้ว่าเป็นลายมือของเอลวิน

 

[ตอนที่อยู่ในห้องสมุดเจอหนังสือปรัชญาที่กล่าวถึงความรัก  ความรักของฉันคงเป็นแบบนี้]

 

[...เมื่อความรักร้องเรียกเธอจงตามมันไป
แม้ว่าทางของมันนั้นจะขรุขระและชันเพียงไร
และเมื่อปีกของมันโอบรอบกายเธอจงยอมทน
แม้ว่าหนามแหลมอันซ่อนอยู่ในปีกนั้นจะเสียดแทงเธอ...]

 

 

หยาดน้ำตาหยดลงบนกระดาษจนเป็นรอยด่างดวง  แต่ชายหนุ่มก็ไม่สามารถห้ามน้ำตาหยุดไหลได้   เมื่อเปิดดูภาพสุดท้ายนั้นเป็นรูปของเขาที่กำลังแย้มยิ้มอย่างอบอุ่น  ให้กับพวกเด็กๆ ในเมืองชิกันน่า

 

“ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไม่กลับทีมสำรวจอีก…”
“เอลวิน..ทำไมนายต้องส่งของบ้าๆ พวกนี้ด้วย  ทำไมนายต้องทำให้ฉันเสียใจ”  เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น  ก่อนที่รีไวล์จะกอดรูปภาพเหล่านั้นด้วยดวงใจที่ปวดร้าว

 

[จงมีชีวิตอยู่ต่อไป  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นชั้นจะปกป้องนาย]

 

[ฉันอยากให้นายยิ้มแบบนี้บ่อยๆ  อยากเห็นนายมีความสุข]

 

 

 

[ลาก่อน  รีไวล์]

 

 
 
…เอลวิน  สมิธ…

 

 

 

…………………………………………………………………………………………………..TBC

 

 

 
Talk!

 

ก่อนอื่นขออภัยนักอ่านด้วยนะคะ แบบว่าด้วยอะไรหลายๆ อย่างบวกกับติดสตั้นเขียนไม่ออกเลยลงฟิคช้า

 

ตอนนี้น่าจะเป็นตอนที่ปรับความเข้าใจ และเฉลยความจริงบ้างอย่าง และตัวประกอบ(?) ที่ตอนแรกโผล่ออกมาให้นักอ่านคิดถึง (ฮา)

 

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามอ่านนะคะ คอมเม้นต์ทุกคนเป็นกำลังใจสำคัญของเราจริงๆ ค่ะ

 

ไว้เอนทรีย์หน้าพบกันใหม่นะคะ ^ ^

Comment

Comment:

Tweet

อยาหอ่านต่อแล้วค่าาาาาาาาาา

#5 By omu (223.205.76.237|223.205.76.237) on 2014-05-27 12:51

มาแต่งเถอะน้าาาาาาาาาา ไล่อ่านมาจึงถึงตอนนี้แล้วน้ำตามันไหล แงๆๆๆๆ
มาต่อเถอะนะคะแบบค้างมาก //นั่งร้องไห้
จะติดตามต่อไปค่ะ สู้ๆนะคะ

#4 By yuumi on 2014-05-07 01:42

อยากอ่านต่อแล้ว มาส่องแทบทุกวัน ต้องมาต่อไวๆนะคะ เชื่อนักอ่านคนนี่สิ มี2เมนต์ แต่คนดูเพียบ

#3 By blacksnow (49.48.3.25|49.48.3.25) on 2014-04-28 19:25

สนุกมากกกกกก โอย ค้างหนัก มาต่อไวๆนะคะ ยังรออยู่ //รู้สึกดราม่าน้ำตาไหล

#2 By blacksnow (223.204.120.178|223.204.120.178) on 2014-04-20 13:08

แอบอ่านรวดทีเดียวเลยค่ะ แหะๆ
เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป ลุ้นมากๆเลยค่ะ
กรีดร้องอยู่ในใจตอนที่รีไวล์เจอรูปแล้วน้ำตาพร่างพรู อยากจะซับน้ำตาให้ *หลบป๋ารัวๆ*
จะรอติดตามนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ big smile

#1 By P@t_ti13 on 2014-04-17 23:30